ฟูจิเร่งเครื่องสร้างสมดุลย์ สู่ยุคเปลี่ยนผ่าน อะนาล็อกสู่ดิจิตอล หลังปูพรมตลาดมา 4 ปี ปรับสัดส่วนโครงสร้างรายได้ สร้างขาธุรกิจใหม่ทดแทนรายได้ตลาดกล้องธรรมดาและฟิล์มสี หวังรักษาระดับรายได้ 3,000 ล้านบาทในปีนี้ และป้องกันบัลลังก์แชมป์ตลาดแต่ละเซ็กเมนต์เต็มที่ ด้วยงบตลาด 270 ล้านบาท
นายมนัส กนกภัยพิพัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ฟูจิ โฟโต้ ฟิล์ม (ประเทศทไย) จำกัด เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทฯอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจ ซึ่งเริ่มปรับตัวมาประมาณ 3-4 ปีแล้ว โดยตลาดฟิล์มและตลาดอุปกรณ์อะนาล็อกกำลังจะลดลงอย่างต่อเนื่องและตลาดกล้องดิจิตอลก็เริ่มจะเติบดตทรงตัวหลังากาที่เติบโตมามากช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา จึงทำให้บริษัทฯต้องพยายามปรับโครงสร้างรายได้ใหม่ให้เหมาะสมกับสภาพตลาดจริง
"เราต้องกระจายขาของธุรกิจให้มากขึ้น แม้ว่าที่ผ่านมารายได้จากฟิล์มสีจะมีสัดส่วนแค่ 5% ก็ตาม แต่ก็ต้องขยายในส่วนอื่นด้วย ซึ่งแม้แต่บริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นก็ยังอยู่ระหว่างพิจารณ่าจะเปลี่ยนชื่อบริษัทหรือไม่เพราะเราไม่ได้ทำแต่ฟิล์มสีเท่านั้น จากนี้เราต้องบาลานซ์รายได้ กำไร และการเติบโตในระยะยาวให้ชัดเจน และขยายการนำเข้าสินค้ากลุ่มใหม่เช่น พรีสเกลฟิล์ม เอฟดีซี เป็นต้น" นายมนัสกล่าว
ทั้งนี้โครงสร้างรายได้รวมของบริษัทฟูจิไทยในปีงบประมาณ 2549 นี้คาดว่าจะมีสัดส่วนรายได้จากแต่ละกลุ่มธุรกิจเป็น กล้องดิจิตอล 32% จากเดิม 27% สินค้าอุตสาหกรรมการพิมพ์ 21% จากเดิม 18% กระดาษอัดภาพสี 14% จากเดิม 12% ฟิล์มภาพยนตร์ 7% จากเดิม 6% เครื่องมืออุปกรณ์การแพทย์ 6% จากเดิม 4% ฟิล์มสี 5% จากเดิม 7% มินิแล็ป 5% จากเดิม 11% จากรายได้รวมปีนี้ที่คาดว่าจะมีประมาณ 3,000 ล้านบาท
โดยตลาดฟิล์มนั้นตกลงมากที่สุดโดยในปี 2547 ตลาดรวมปีประมาณ 10 ล้านม้วนตกลงมาเหลือ 6.5 ล้านม้วนหรือลดลง 35% เมื่อปีที่แล้ว และคาดว่าในปี 2549 นี้ตลาดรวมจะเหลือ 4.8 ล้านม้วนหรือตกลง 25% จากในอดีตเมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่แล้วตลาดฟิล์มรวมในไทยเคยสูงถึงกว่า 23 ล้านม้วน โดยปัจจุบันฟูจิมีส่วนแบ่งตลาดฟิล์มประมาณ 43% และคาดว่าในปีนี้จะมีแชร์ 45%
ขณะที่ตลาดกระดาษอัดภาพสีนั้นจะเติบโตเฉลี่ย 3-5% โดยเป็นการอัดภาพจากไฟล์ 70% และอัดภาพจากฟิล์ม 30% ซึ่งตลาดรวมจะอยู่ที่ความยาว 9.1 ล้านตารางเมตรโดยฟูจิมีส่วนแบ่งตลาดนี้ประมาณ 43% คาดปีนี้ส่วนแบ่งเพิ่มเป็น 45%
ส่วนตลาดมินิแล็ปนั้นจะขยายตัวคงที่ คาดว่าตลาดรวมจะขยายตัวอยู่ที่ประมาณ 200 เครื่องต่อปี ซึ่งในส่วนของมินิแล็ปอะนาล็อกนั้นปัจจุบันมีมากกว่า 1,400 แห่งในตลาดรวม คาดว่าจะปรับลดลงเพื่อหันไปสู่ดิจิตอลมินิแล็ปมากขึ้น เฉลี่ยจะเลิกกิจการไปประมาณ 100 แห่งต่อปี
สำหรับตลาดรวมกล้องดิจิตอลจะเติบโตในอัตราที่ลดลงจากตลาดรวม 700,000 ตัวในปีที่แล้ว เป็นประมาณ 800,000-850,000 ตัวในปีนี้
นายมนัสกล่าวต่อว่า เป้าหมายการทำธุรกิจของบริษัทฯในปีนี้จะรักษาระดับยอดขายที่ 3,000 กว่าล้านบาทเอาไว้ให้ได้ โดยจะทำการรักษาความเป็นผู้นำในตลาดฟิล์มสี กระดาษอัดภาพสีและศูนย์ดิจิตอลมินิแล็ป ทั้งภาพพจน์และส่วนแบ่งทางการตลาด ทั้งนี้มีแผนที่จะเพิ่มศูนย์ดิจิตอลมินิแล็ปอีก 100 แห่ง แผนปีนี้จะมีการนำเข้าเครื่องขนาดเล็กราคาประมาณ 2 ล้านกว่าบาทมาทำตลาดด้วยเพื่อรองรับความต้องการของตลาด โดยคู่แข่งหลักในตลาดก็คือนอริสสึ
สำหรับกล้องดิจิตอลนั้นนายมนัสกล่าวว่า เมื่อปีที่แล้วฟูจิขายได้ 80,000 ตัว แต่ในปีนี้ตั้งเป้ายอดขายรวมเป็น 95,000 ตัว มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 12% ซึ่งตั้งเป้าไว้ไม่มาก สาเหตุที่ไม่คาดหวังเกินแสนตัวนั้นเพราะว่า เมื่อเทียบกับตลาดกล้องคอมแพ็คโดยรวมที่เคยมียอดขายสูงสุดช่วงพีคประมาณ 600,000 ตัวต่อปี ซึ่งกล้องดิจิตอลรวมเลยระดับนั้นมาแล้วก็ถือว่าพีกเต็มที่แล้ว
ปีนี้ฟูจิตั้งงบการตลาดไว้ประมาณ 270 ล้านบาท เพื่อทำการตลาดในทุกส่วนของผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะกล้องดิจิตอลใช้งบมากถึง 60 ล้านบาทของทั้งหมด ซึ่งงบรวมปีนี้เพิ่มขึ้นจากงบตลาดรวมปีที่แล้วที่ใช้ 260 ล้านบาท
นายสิทธิเวช เศวตรพัชร์ ผู้จัดการแผนกกล้องดิจิตอล กล่าวว่า ในส่วนของกล้องดิจิตอลปีนี้จะมีการเปิดตัวรรุ่นใหม่ๆเข้าสู่ตลาดเพื่อเป็นการสร้างทางเลือกให้กับผู้บริโภคจำนวนมากกว่า 13 รุ่น คาดว่าภาพรวมตลาดจะอยู่ที่ประมาณ 820,000 ตัวในปีนี้ จากเดิมปีที่แล้วตลาดรวมมีประมาณ 700,000 ตัว
โดยไตรมาสที่ 1 นี้ฟูจิจะเปิดตัวกล้องดิจิตอล 3 รุ่นพร้อมกันคือ รุ่น FinePix V10 ราคา 14,900 บาท , FinePix A400 ราคา 6,850 บาท , FinePix A500 ราคา 7,950 บาท
|