"ฟินันซ่าประกันชีวิต" ยืดอก ยังยืนหยัดอยู่ได้ในตลาด พิสูจน์ได้จากเวลา 2 ปีหลังการเปิดตัวในชื่อใหม่ โดยมีผู้ถือหุ้นกลุ่มใหม่"ฟินันซ่า" ธุรกิจยังเดินหน้าต่อไปได้ตลอดรอดฝั่ง ถึงแม้ต้องคอยตอบคำถามคาใจเกี่ยวกับตัวผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่ตลอดเวลา ว่าจะเข้ามาเก็งกำไรแล้วตีจากไปหรือจะเดินหน้าทำธุรกิจต่อไปไม่หยุดนิ่ง...
ตั้งแต่ กลุ่มเนชั่นไวด์จากอเมริกา ผู้ถือหุ้นเดิม ยกธงขาวแบบเงียบเชียบก่อนจะเคลื่อนทัพออกไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว กลุ่มฟินันซ่า ก็เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ จากเนชั่นไวด์ประกันชีวิตก็กลายมาเป็น ฟินันซ่าประกันชีวิต ตลอดเวลาที่ผ่านมาจึงมีคำถามเกี่ยวกับองค์กรแห่งนี้มีจะเดินไปในทิศทางใด จะอยู่รอดปลอดภัย หรือว่าต้องล้มหายตายจากเหมือนหลายองค์กรที่เคยเกิดขึ้นในธุรกิจประกันชีวิต
สุนทร บุญสาย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บอกว่า ในเวลานั้น เจอแต่คำถามว่า การเข้ามาของฟินันซ่านั้นมาเพื่อเก็งกำไรในธุรกิจ หรือต้องการลงทุนในธุรกิจประกันชีวิตอย่างแท้จริง จวบจนเวลานี้ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าฟินันซ่านั้นได้เข้ามาลงทุนในบริษัทแห่งนี้เป็นเวลา 2 ปีแล้ว ปีแรกของการเปลี่ยนผู้ถือหุ้นใหม่นั้นถือเป็นช่วงของการปรับตัว ซึ่งหลังจากทุกอย่างเข้าที่การดำเนินธุรกิจก็ค่อย ๆ ก้าวไปได้ดีขึ้นเป็นลำดับ
"ผลการดำเนินงานของบริษัทดีขึ้นเรื่อย ๆ หลังการปรับตัวในปีแรกของการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น และในปีนี้เราก็พยายามที่จะเร่งตัวเองให้เติบโตมากขึ้น"
การเร่งรัดขยายตัวจะส่งผลต่อความมั่นคงของบริษัทหรือไม่นั้น สุนทร กล่าวอย่างมั่นใจว่า ขณะนี้ไม่มีปัญหาแล้ว และอธิบายเพิ่มว่า สำหรับธุรกิจประกันชีวิตจะอยู่รอดได้ถ้าสามารถผลิตเบี้ยประกันภัยรับรวมได้ 2,000 ล้านบาทต่อปี แต่ถ้าไม่ถึง 2,000 ล้านบาท เงินที่นำไปลงทุน กำไรส่วนเกินที่ได้จะไม่เพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจต่อไป ซึ่งฟินันซ่าประกันชีวิตถือว่าปลอดภัยเพราะได้ผ่านจุดนั้นมาแล้ว
อย่างไรก็ตามความเป็นอยู่ของบริษัทไม่ได้ขึ้นอยู่กับเบี้ยประกันภัยอย่างเดียว แต่อยู่ที่การบริหารจัดการต้นทุนด้วยซึ่งเป็นส่วนสำคัญอย่างมากสำหรับการดำเนินธุรกิจ และที่ผ่านมา สุนทร บอกว่า บริษัทควบคุมเรื่องค่าใช้จ่ายและต้นทุนการดำเนินธุรกิจได้ค่อนข้างดี และการที่เร่งขยายตัวอย่างรวดเร็วนั้นเป็นเพราะบริษัทได้วางแผนว่า 3 ปีข้างหน้าเงินกองทุนส่วนเกินจะมากกว่า 500 ล้านบาท ขึ้นไป โดยที่บริษัทไม่จำเป็นตองเพิ่มทุนอีก นั่นหมายความว่าบริษัทยืนได้ด้วยขาตัวเองได้
เมื่อได้เบี้ยประกันภัยรับรวมมากพอจะทำให้บริษัทปลอดภัย มีการลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจแล้ว ขั้นต่อไปที่นำไปสู่การขยายตัวของบริษัทคือขยายช่องทางการจัดจำหน่าย ซึ่งสำหรับ ฟินันซ่าประกันชีวิตนั้น ตัวแทนยังคงเป็นช่องทางหลักอยู่ แม้ขณะนี้ ตัวแทนของบริษัทจะมีอยู่ประมาณ 4,000 รายก็ตาม แต่ตั้งเป้าในปีนี้ว่าจะเพิ่มตัวแทนให้ได้ถึง 6,000 ราย ซึ่งทำให้มียอดรวมทั้ง 10,000 ราย
พร้อมกันนี้ยังย้ำให้เกิดความเชื่อมั่นว่า ปัจจุบันสินทรัพย์ของบริษัทมีมากกว่าหนี้สิน โดยสินทรัพย์มีอยู่จำนวน 5,200 ล้านบาท มีเงินกองทุน 178 ล้านบาท
"แม้จำนวนเงินกองทุนจะน้อย แต่เราก็ผ่านจุดขาดทุนมาแล้ว และต่อจากนี้ไปบริษัทจะเริ่มมีกำไร โดยตั้งเป้าว่าอีก 3 ปีข้างหน้าบริษัทจะทำกำไรได้ 800 ล้านบาท และนี่แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของบริษัทที่บริหารโดยไม่ต้องเพิ่มทุน แบมือขอเงินใคร หรือต้องควบรวมกับบริษัทอื่น ๆ อีก เพราะจากนี้ไปเราจะโตบนขาตัวเองตลอดไป"
แม้ผู้บริหารของฟินันซ่าจะออกมากล่าวถึงแต่สิ่งที่ดี เพื่อเรียกความเชื่อมั่นขององค์กรกลับมาก็ตาม แต่ปัญหาที่ยังค้างคารอวันแก้ไขคือการขาดทุนสะสมที่ตัวเลขสูงถึงหลักพันล้านบาทจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร ลำพังรอกำไรเพื่อหักล้างขาดทุนสะสมคงต้องใช้เวลาอยู่อีกหลายปีกว่าจะขจัดได้หมด
กระนั้นก็ตาม การขาดทุนสะสมแม้จะเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่อาจปฏิเสธและมองข้ามว่าเป็นปัญหาใหญ่ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าบริษัทจะอยู่ไม่รอด ซึ่งจุดนี้เองก็อยู่ที่การบริหารจัดการของบริษัท ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร บริหารเงินอย่างไรให้เพียงพอไม่เพิ่มภาระให้เกิดการขาดทุนมากขึ้น
สำหรับผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา บริษัทมีเบี้ยประกันภัยปีแรกอยู่ที่ 1,009 ล้านบาท ขยายตัวจากปี 47 ที่33.92% เบี้ยประกันภัยรับปีต่ออายุ 1,235 ล้านบาท ขยายตัวจากปี 47 ที่ 6.96% ส่วนเบี้ยประกันภัยรับรวมทั้งสิ้น 2,240 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 17.61%
ส่วนเป้าหมายปี 2549 ตั้งเป้าเบี้ยประกันภัยปีแรกอยู่ที่ 1,550 ล้านบาท เติบโตขึ้น 53.62% เบี้ยประกันภัยรับปีต่ออายุ 1,377 ล้านบาท เติบโตขึ้น 11.50% และเบี้ยประกันภัยรับรวม 2,927 ล้านบาทเติบโตขึ้น 30.44%
ทั้งคำกล่าว และการแสดงผลการดำเนินงานในครั้งนี้จึงเสมือนเป็นการเรียกความเชื่อมั่นของบริษัทให้กลับมาอีกครั้ง และเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้ทีมงานฝ่ายขายว่า ฟินันซ่าประกันชีวิตนั้นยังยืดหยัดสู่และเดินหน้าต่อไปในสนามรบแห่งวงการธุรกิจประกันชีวิต
|