|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
เผยจุดแข็งร้านขายยาต่างจังหวัด เมืองใหญ่โชว์ฝีมือทำยอดขายแซงเชนนอก เภสัชกรเจ้าของร้านคนรุ่นใหม่บริการมัดใจลูกค้า ‘ชิมาบูเอ้’ ชี้ชัดศักยภาพช่องทางจำหน่ายเวชสำอางไฮเอนด์ไม่ต้องพึ่งเคาน์เตอร์ห้าง เล็งจัดกิจกรรมและสื่อใหม่ๆ กระตุ้นกลุ่มเป้าหมาย เน้นลงลึกเคลียร์ข้อมูลสุขภาพเกาะกระแสคนช่างเลือก
ศิริพร กิตติวงศ์โสภณ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท วีต้า พาร์โก้ จำกัด ผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์เวชสำอาง “ชิมาบูเอ้” (Cimabue) จากสวิสเซอร์แลนด์ โดยมีบริษัท ซิลลิค ฟาร์มา จำกัด เป็นตัวแทนจำหน่าย กล่าวถึง ช่องทางจัดจำหน่ายชิมาบูเอ้ว่า มุ่งเจาะในร้านขายยาสมัยใหม่ ทั้งร้านที่เป็นเชนจากต่างประเทศ เชนในประเทศ และร้านขายยาชั้นนำ เช่น ร้าน Booth , วัตสัน , ฟาสซิโน เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม มีจุดที่น่าสนใจสำหรับร้านขายยาในเมืองใหญ่ในต่างจังหวัดประมาณ 50 แห่ง ซึ่งมักจะเป็นร้านที่อยู่ในตลาดย่านการค้าของเมือง โดยเฉพาะภาคใต้ เช่น หาดใหญ่ ภูเก็ต สามารถทำยอดขายได้สูงกว่าร้านที่เป็นเชนจากต่างประเทศ เนื่องจากความสัมพันธ์และการบริการที่ดีทำให้ลูกค้าตอบรับมากกว่า
“ร้านพวกนี้มีทั้งที่เป็นร้านเดิมกับร้านใหม่ มีจุดแข็งที่ส่วนใหญ่เภสัชกรเป็นเจ้าของและเป็นคนรุ่นใหม่ ดูแลลูกค้าดี ถ้าร้านเป็นของรุ่นพ่อแม่ก็มักจะวางมือให้ลูกแล้ว และเราก็มีการช่วยทำการตลาดกระตุ้นกลุ่มนี้ตลอด เช่น ทำแผ่นพับตระเวนแจกแนะนำให้ลูกค้ารู้จักร้านเพื่อจะไปหาซื้อได้ถูกที่ มีการส่งหน่วยเคลื่อนที่ไปทำกิจกรรม ณ จุดขาย”
ส่วนการเปรียบเทียบกับช่องทางจำหน่ายแบบเคาน์เตอร์นั้น การเลือกเดินในร้านขายยาสมัยใหม่ทำให้ลูกค้าสบายใจและสะดวกกว่า เพราะสามารถใช้เวลาเลือกเองได้มากกว่าก่อนที่จะต้องการขอคำแนะนำเพิ่มจากเภสัชกรประจำร้าน นอกจากนี้ เนื่องจากชิมาบูเอ้วางตำแหน่งอยู่ในระดับบนจึงมีข้อจำกัดในการเลือกเข้าเคาน์เตอร์ห้างที่เหมาะสม ซึ่งพื้นที่ในห้างก็มีผู้ประกอบการรายใหญ่ยึดช่องทางอยู่แล้ว ทำให้ชิมาบูเอ้มุ่งไปที่ร้านขายยาสมัยใหม่ ประกอบกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายใส่ใจกับเรื่องสุขภาพและความงามเพิ่มขึ้น ต้องการสาระความรู้ที่ละเอียดลึกซึ่งมากขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายคนทำงาน เมื่อเร็วๆ นี้ จึงจัดทำเว็บไซต์ หลังจากที่มีคอลเซ็นเตอร์ไปแล้ว ซึ่งในเบื้องต้นได้รับการตอบรับที่น่าพอใจจากฐานลูกค้าที่มีอยู่ประมาณ 5,000 ราย แต่กำลังหาสื่อใหม่ๆ ที่จะเข้าถึงลูกค้าในรูปแบบที่ต่างไปจากเดิมอีกด้วย
“เราสร้างความเชื่อมั่นในตัวสินค้าโดยการให้เภสัชกรหรือผู้เชี่ยวชาญทดลองใช้สินค้าของเราก่อน เมื่อเขามั่นใจก็จะให้ข้อมูลได้ดี นอกจากนี้ เรากำลังส่งสินค้าของเราไปตรวจวัดมาตรฐานเพื่อขอใบรับรองจาก Spin Control ซึ่งเป็นสถาบันที่ได้รับการยอมรับระดับโลก ซึ่งเป็นอีกขั้นหนึ่งที่เราทำเพราะเป็นการรับรองจากสถาบันกลาง จากเดิมที่เรามักจะยืนยันผลจากผู้เชี่ยวชาญของเราเอง เมื่อลูกค้ารู้ลึกรู้มากขึ้น สนใจรายละเอียดของตัวสินค้า ทำให้เราต้องปรับหาอะไรใหม่ๆ ด้วย”
สำหรับชิมาบูเอ้เน้นสินค้าสำหรับรักษา คือ รักษาริ้วรอย ฝ้า กระ จุดด่างดำ ซึ่งเป็นเรื่องยากกว่าประเภทบำรุงและปกป้องผิวเสีย แต่เพราะมีนาโนเทคโนโลยีชั้นสูง สามารถผลิตสารที่มีขนาดอนุภาคเล็กมากเพียง 50-70นาโนมิเตอร์เท่านั้น ขณะที่ช่องว่างระหว่างผิวของคนอยู่ประมาณ 200 นาโนมิเตอร์ ทำให้พาสารต่างๆ ซึมสู่ผิวได้ดีและเห็นผลเร็ว ซึ่งนาโนเทคโนโลยีชั้นสูงขนาดนี้เป็นจุดแข็งของบริษัทฯ เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครจะมีหรือตามทัน ทำให้มีข้อได้เปรียบคู่แข่งอย่างมาก สินค้าเด่นคือการลดปัญหาริ้วรอย
แต่แม้ว่าจุดเด่นอย่างหนึ่งคือความสามารถในการทำให้ใช้สินค้าเพียงไม่กี่ชนิดเพื่อความสะดวก ทำให้ปัจจุบันมีสินค้าทั้งหมดเพียง 8 ตัว ที่ทะยอยออกมาทำตลาดตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 แต่เพราะเป็นเรื่องปกติของสินค้าสกินแคร์ที่ลูกค้ามักจะเปลี่ยนไปใช้แบรนด์อื่น ทำให้ต้องออกสินค้าใหม่เพื่อสนองความต้องการ ล่าสุด คือ ผลิตภัณฑ์ช่วยลดถุงใต้ตา รอยดำ รอยคล้ำ และริ้วรอย โดยคาดว่าจะส่งผลให้มีอัตราการเติบโตของยอดขายรวมไม่ต่ำกว่า 20-30% เช่นเดียวกับที่ผ่านมา
ศิริพร กล่าวถึงสถานการณ์ล่าสุดและการปรับตัวของบริษัทฯ ว่า อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีสัญญาณการจับจ่ายของผู้บริโภคลดลงมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว บริษัทฯ จึงมีแผนว่าประมาณเดือนมีนาคมปีนี้จะออกสินค้าเวชสำอางประเภทสกินแคร์แบรนด์ใหม่ในตลาดที่ต่ำกว่าเดิมมาก ระดับราคาเริ่มต้น 100-500 บาทต่อชิ้น วางจำหน่ายทั้งช่องทางเดิม คือ ร้านขายยา และช่องทางใหม่ คือ ซูเปอร์มาร์เก็ต เพื่อสอดรับกับสถานการณ์ของตลาด
|
|
 |
|
|