Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายสัปดาห์20 กุมภาพันธ์ 2549
“ฮาริสัน”ชี้ชัดไทยสมรภูมิทองไต้หวันเบียดแชร์สิงคโปร์-ฮ่องกง             
 


   
www resources

โฮมเพจ ฮาริสัน

   
search resources

Real Estate
ฮาริสัน, บมจ.




“ฮาริสัน”ฟันธงไทยทำเลทองกลุ่มทุนข้ามชาติ แห่ยึดซีบีดีลงทุนคอนโดมิเนียมไฮเอนด์ เผยทุนไต้หวันได้ฤกษ์ลุยอสังหาริมทรัพย์ หลังจากที่สิงคโปร์โกยเงินกลับประเทศเพียบ ตามด้วยฮ่องกงที่เริ่มติดใจ เตรียมขนเงินลงทุนโครงการใหม่ย่านจรัสสนิทวงศ์ บนพื้นที่ 20 ไร่ มูลค่า 10,000 -20,000 ล้านบาท ส่วนทุนไทยแท้ได้แค่เปิดรับพันธมิตรร่วมทุน หวังเสริมสภาพคล่องทางเงิน

ปัจจุบันประเทศไทยไม่ได้เป็นสถานที่ที่แค่ให้นักพัฒนาที่ดินสัญชาติไทยลงทุนโครงการเพียงสัญชาติเดียวเท่านั้น แต่ทุกวันนี้ ไทยเป็นพื้นที่ที่ต่างชาติเฮโลกันเข้ามาลงทุนจำนวนมาก ในหลายธุรกิจ โดยอสังหาริมทรัพย์เป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่ชาวต่างชาติเข้ามาจับจองพื้นที่เพื่อลงทุนกันจนตอนนี้ ไม่ว่าจะก้าวไปทางไหน มักจะเจอแต่โครงการที่ลงทุนโดยต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการอาคารสูง ระดับไฮเอนด์ ในย่านซีบีดี

สิงคโปร์นับเป็นประเทศแรก ๆ ที่เข้ามาลงทุนโครงการสูง ในกรุงเทพฯ โดยเลือกทำเลทอง ในเขตใจกลางเมือง(ซีบีดี) เป็นฐานทัพ ขณะที่มีกลุ่มทุนฮ่องกงที่เริ่มเข้ามาชิมลางทดลองลงทุนบ้างแล้ว แต่ยังไม่มากเท่ากลุ่มทุนจากสิงคโปร์ และปรากฏการณ์ที่จะเห็นต่อไป คือการเคลื่อนตัวของกลุ่มทุนจากไต้หวันที่จะทยอยเข้ามาลงทุนอีก

กลายเป็นว่า การทำโครงการอสังหาริมทรัพย์ใหม่ ๆ ประเภทอาคารสูง หรูหรา ราคาต่อตารางเมตรเฉียดแสนบาท มักจะเป็นของชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุน ขณะที่นักพัฒนาสัญชาติไทยแท้ ส่วนใหญ่ไม่มีความสามารถในการลงทุนทั้งที่ โครงการตั้งอยู่ในเมืองไทย คนไทยน่าจะมีโอกาสเป็นเจ้าของโครงการมากกว่า

ประเด็นหลัก ๆ ที่กลุ่มทุนไทยแท้ลงทุนไม่ได้ เนื่องจากนักลงทุนชาวไทย ขาดเงินทุนสนับสนุน เพราะสถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ อีกทั้งมีความเชี่ยวชาญในการลงทุนโครงการอาคารสูงไม่มากเท่ากับชาวต่างชาติ ที่มีประสบการณ์การบริหารจัดการ การลงทุนอย่างเชี่ยวชาญ เพราะประเทศเหล่านั้นมีพื้นที่เพื่อลงทุนโครงการแนวราบน้อยมาก ทำให้การพัฒนาโครงการต้องเน้นการลงทุนโครงการอาคารสูง จึงทำให้นักลงทุนเหล่านั้น มีความประสบการณ์ และมีความเชี่ยวชาญในการลงทุนโครงการอาคารสูง มากกว่าชาวไทย

อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวของกลุ่มทุนข้ามชาติอาจจะมีให้เห็นมาหลายปี แต่ต้องยอมรับว่า การเคลื่อนตัวเข้ามาอย่างจริงจัง เพิ่งมีให้เห็นในระยะ 2-3 ปีก่อนหน้านี้ เพราะเป็นช่วงเวลาที่ดีเวลลอปเปอร์ปรับโครงสร้างหนี้แล้วเสร็จ และพร้อมที่จะเดินหน้าลงทุนโครงการต่อไป หลังจากที่ล้มลุกคลุกคลานมานานหลายปี ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจรอบที่แล้ว ขณะที่ยังไม่มีความแข็งแกร่งด้านเงินทุน จึงจำเป็นต้องหาพันธมิตรที่แข็งแกร่งทางการเงินเข้ามาช่วยเยียวยา และเดินหน้าลงทุนโครงการใหม่ เพื่อกอบกู้ความน่าเชื่อถือต่อองค์กรกลับคืนมา และสร้างยอดขายให้มากที่สุด

ชนะ นันทจันทูล รองประธานกรรมการ บริษัท ฮาริสัน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมามีกลุ่มทุนจากต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทยจำนวนมาก ซึ่งรูปแบบการเข้ามาจะมีทั้งในรูปแบบของการร่วมทุนกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์สัญชาติไทย ลงทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ และการเข้ามาเอง ไม่ร่วมทุนกับใคร ทั้งการเริ่มต้นโครงการใหม่ และเทคโอเวอร์โครงการเก่า เพราะมั่นใจว่าจากประสบการณ์อย่างโชกโชนสามารถทำตลาดได้เอง โดยไม่ต้องพึ่งพาคนไทย

ทั้งนี้ การเข้ามาลงทุนเองเดี่ยว ๆ อาจจะไม่ง่ายนัก เพราะติดข้อกฎหมายของไทย ที่ห้ามชาวต่างชาติลงทุนเกิน 49% แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ยากเกินความสามารถของนักลงทุนต่างชาติ เพราะกฎหมายย่อมมีช่องว่าง ทำให้ต่างชาติสามารถเข้ามากอบโกยเงินทองของไทยออกไปได้

ช่องว่างที่ว่านั้น คือการตั้งตัวแทน หรือนอมินีเข้ามาถือหุ้น เพื่อให้บริษัทที่จัดตั้งขึ้นถูกต้องตามกฎหมายของไทย

จะเห็นได้ว่ามีการลงทุนโครงการอสังหาริมทรัพย์หลายแห่งที่เป็นของชาวต่างชาติ แต่ในทางกฎหมายเอาผิดไม่ได้ เพราะรูปแบบของการจัดตั้งบริษัทมีคนไทยถือหุ้นเกินกว่ากฎหมายกำหนด หรือถือหุ้น 51%

ไต้หวันเล็งลงทุนคอนโดมิเนียม

ชนะ กล่าวว่า เร็ว ๆ นี้จะมีโครงการใหม่เกิดขึ้นหลายแห่ง โดยในราวเดือนมี.ค.-เม.ย.นี้ จะมีการเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมของกลุ่มทุนจากไต้หวัน ตั้งอยู่บริเวณถนนสุขุมวิท ซอยต้น ๆระหว่างซอยนานาไม่เกินสี่แยกอโศก พื้นที่เกือบ 3 ไร่ เป็นคอนโดมิเนียม สูง 20 ชั้น จำนวน 170 ยูนิต ราคาเริ่มต้นตารางเมตรละ 80,000 บาทขึ้นไป มูลค่า 1,200 ล้านบาท

นอกจากนี้ จะมีการเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมของกลุ่มทุนจากฮ่องกง ที่ยึดพื้นที่บริเวณถนนจรัสสนิทวงศ์ ใกล้คลองบางขุนศรี ตรงข้ามโชว์รูมรถยนต์ พื้นที่กว่า 20 ไร่ เป็นพื้นที่ลงทุนโครงการขนาดใหญ่ มูลค่าประมาณ 10,000-20,000 ล้านบาท หลังจากที่พัฒนาเต็มพื้นที่

โครงการดังกล่าวมี 6 อาคาร มูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท แบ่งออกเป็น3 เฟส ๆ ละ 2 อาคาร โครงการเฟสแรก มูลค่า 1,500 ล้านบาท จำนวน 1,000 ยูนิต ราคาตารางเมตรละ 40,000 บาท และเนื่องจากบริเวณนี้ มีพื้นที่มากถึง 20 ไร่ แต่ถูกนำไปสร้างคอนโดมิเนียมเพียง 8 ไร่ จึงมีพื้นที่เพียงพอที่จะลงทุนโครงการประเภทอื่นในโครงการเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้พักอาศัยบริเวณนี้ คาดว่าพื้นที่ที่เหลือจะมีศักยภาพที่สามารถพัฒนาโครงการได้ถึง 10,000-20,000 ล้านบาท

กลุ่มทุนฮ่องกงกลุ่มนี้ เคยลงทุนโครงการในไทยมานานแล้ว ซึ่งเป็นเจ้าของคอนโดมิเนียม 2 อาคาร ชื่อ "รัตนโกสินทร์ ไอย์แลนด์ " ตั้งอยู่ตรงข้ามกับห้างสรรพสินค้าพาต้าปิ่นเกล้า โครงการนี้บริหาการขายโดยบริษัท ฮาริสัน และปิดโครงการไปเมื่อ 2 ปีก่อน

สำหรับผลการดำเนินงานของฮาริสันปีที่ผ่านมา มียอดขายได้ 8,500 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 10,000 ล้านบาท โดยในปีนี้ตั้งเป้ายอดขายที่ 11,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะทำได้ตามแผนที่ตั้งไว้ โดยบริษัทเตรียมจัดมหกรรมงานประมูลอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรมเป็นครั้งแรก ซึ่งมีทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรมมาร่วมลงการประมูลมากกว่า 100 รายการ มูลค่า 8,921 ล้านบาท

แบ่งเป็นโรงงาน 58 รายการ มูลค่า 4,121 ล้านบาท , โกดัง 7 รายการ มูลค่า 2,456 ล้านบาท , คอนโดมิเนียมอุตสาหกรรม 62 รายการ มูลค่า 2,099 ล้านบาท และที่ดินในนิคมอุตสาหกรรม 3 รายการ มูลค่า 245 ล้านบาท คาดว่าจะมียอดเสนอซื้อประมาณ 500-800 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้มีผู้ที่สนใจเสนอซื้อมาแล้ว 300 ล้านบาท โดยรูปแบบงานในครั้งนี้จะเป็นการเสนอประมูลราคาเข้ามา ผู้สนใจร่วมประมูล สามารถยื่นซองประมูลได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 28 ก.พ.นี้   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us