ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ ประกาศครองแชมป์ตลาดสตอเรจระดับเอ็นเตอร์ไพรซ์ในไทยอีก 3 ปีข้างหน้า หลังใช้เวลา 5 ปี เป็นผู้นำในตลาดโลก พร้อมเปิดแผนบุกตลาดไทยปี 2549 ด้วยกลยุทธ์เอโอเอส และสตอเรจ เวอร์ชวลไลเซชัน หวังกวาดตลาดทั้งองค์กรขนาดใหญ่และกลุ่มเอสเอ็มบี
นายทวีศักด์ แสงทอง ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ (เอชดีเอส) กล่าวถึงทิศทางการทำตลาดรอบปี 2549 ว่า เอชดีเอสเห็นถึงความต้องการอย่างมากในด้านเทคโนโลยีของสตอเรจ เวอร์ชวลไลเซชันขององค์กรขนาดใหญ่และขนาดกลางที่มีความประสงค์ลดค่าใช้จ่ายนับหลายล้านบาทต่อปีด้วยการนำระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพมาใช้กับทรัพยากรที่มีหลากหลายชนิดและกระจัดกระจายของสตอเรจ จึงได้มีการนำกลยุทธ์หลักที่เรียกว่า เอโอเอส (Application Optimized Storage) มาใช้
กลยุทธ์เอโอเอสเป็นการผสมผสานธุรกิจและไอทีให้เป็นเรื่องเดียวกัน โดยการปรับโครงสร้างพื้นฐานและการบริหารจัดการของระบบจัดเก็บข้อมูลหรือสตอเรจให้เหมาะกับความต้องการของแอปพลิเคชัน ที่อยู่บนพื้นฐานของราคา, ประสิทธิภาพ, การใช้งานที่เหมาะสม และทำงานตามหน้าที่อย่างครบถ้วน
สำหรับ Application Optimized Storage solutions ประกอบด้วย ฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ด้านสตอเรจ ที่ปรับให้สอดคล้องกับความต้องการของแอปพลิเคชันอย่างเหมาะสม เพื่อให้รองรับกับความต้องการขององค์กรโดยตรงสองกรณี คือ ง่ายต่อการใช้งานและความต่อเนื่องของธุรกิจ ซึ่งมาจากการจัดการที่ง่าย, การทำซ้ำ และเคลื่อนของข้อมูลไปสู่สตอเรจที่ต่างชนิดกัน ซึ่งปัจจุบันแอปพลิเคชันทางด้านไอทีได้กลายเป็นจุดสำคัญของกระบวนการทางธุรกิจและการตัดสินใจขององค์กร ดังนั้น สภาพแวดล้อมของสตอเรจจึงต้องทำให้โซลูชันเหล่านี้ผสานการทำงานอย่างใกล้ชิดกับความต้องการของแอปพลิเคชัน
อีกกลยุทธ์คือ สตอเรจเสมือนจริงหรือ Storage Virtualization โดยมีผลิตภัณฑ์ชื่อ Univeral Storage Platform:USP เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการสตอรเรจขององค์กรที่มีหลากหลายยี่ห้อให้สามารถทำงานร่วมกันได้ นอกจากนี้ ยังสามารถทำให้สตอเรจแต่ละเครื่องทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพโดยไม่ต้องลงทุนซื้อสตอเรจเพิ่มเติม ขณะนี้มีการติดตั้งแล้ว 2,000 เครื่องทั่วโลก และในไทย 5 เครื่อง
นอกจากนี้ เอชดีเอสยังได้นำความรู้และความเชี่ยวชาญมาให้คำปรึกษาแก่องค์กรธุรกิจในประเทศไทยในเรื่องศูนย์สำรองข้อมูล ตั้งแต่ในเรื่องของการออกแบบ, การติดตั้ง และการใช้งานเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการขององค์กร ซึ่งขณะนี้ถือว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งในการประกอบธุรกิจในประเทศไทยและเพื่อให้เป็นไปตามกฎระเบียบของสำงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (กลต.)
ส่วนตลาดรวมสตอเรจแบบเอ็กซ์เทอร์นัลในประเทศไทยปี 2549 ไอดีซี เอเชีย แปซิฟิกได้รายงานว่า ที่เป็นฮาร์ดแวร์จะมีมูลค่า 45 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1.8 พันล้านบาท โดยมีปริมาณความต้องการขนาดของการเก็บเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าตัวจาก 2.7 ล้านกิกะไบต์ เป็น 4.5 ล้านกิกะไบต์ และมีความต้องการด้านการบริการบริหารจัดการ การจัดเก็บข้อมูลคิดเป็นมูลค่า 53 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2549 จาก 49 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2548 ทั้งนี้ หากรวมมูลค่าด้านสตอเรจทั้งฮาร์ดแวร์ 45 ล้านเหรียญสหรัฐ ซอฟต์แวร์ที่คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 53.4 ล้านเหรียญสหรัฐ และเซอร์วิส 18.51 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมแล้วในส่วนของสตอเรจไอดีซีประเมินว่าจะมีมูลค่าอยู่ที่ 100 ล้านเหรียญสหรัฐ
ด้านผลการดำเนินงานสิ้นสุดไตรมาส 3 ของปี 2548 (กันยายน- ธันวาคม 2548) มีรายได้ทั่วโลกอยู่ที่ 755 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีอัตราการเติบโต 35% และจากรายงานของKaufman Brothers Research ระบุว่า ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ ยังคงครองอันดับหนึ่งของตลาดสตอเรจสำหรับองค์กรขนาดใหญ่หรือเอ็นเตอร์ไพรซ์ โดยใช้ระยะเวลาในการทำตลาดประมาณ 5-6 ปี ส่วนในไทยได้ทำตลาดมาแล้ว 3 ปี และผู้บริหารของเอชดีเอสเชื่อว่าในอีก 2-3 ปีน่าจะทำให้เป็นผู้นำในตลาดเอ็นเตอร์ไพรซ์ได้
นายทวีศักดิ์ กล่าวว่า เอชดีเอสจะมีอัตราการเติบโตเมื่อสิ้นสุดประจำปีงบประมาณ 2548 ในเดือนมีนาคม 2549 เป็นที่น่าพอใจ เนื่องจากได้ลูกค้าใหม่ในกลุ่มลูกค้าที่เป็นหน่วยงานราชการ, สถาบันการศึกษา, สุขภาพ, ค้าปลีก และโรงงานอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังมีส่วนธุรกิจใหม่ของลูกค้าเดิมได้แก่ กลุ่มธนาคาร, โทรคมนาคม, และสาธารณูปโภค
ปัจจุบันลูกค้าของเอชดีเอสประกอบด้วย บริษัท แอนดวานซ์ อินโฟ เซอร์วิส หรือเอไอเอส, บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค), บริษัท ยูไนเต็ด บรอดคาสติ้ง คอร์ปอเรชั่น (ยูบีซี), บริษัท กสท โทรคมนาคม, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา, ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารทหารไทย, ธนาคารออมสิน, บริษัท ปตท. และบริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด
รอบปี 2549 ผู้บริหารเอชดีเอสคาดน่าจะมีอัตราการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง จาก 2 ตลาดด้วยกันคือ ตลาดองค์กรขนาดใหญ่ คือ กลุ่มธนาคาร, โทรคมนาคม และราชการ และตลาดขนาดกลางและขนาดเล็กหรือเอสเอ็มบี ได้แก่ กลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม, สุขภาพ, ค้าปลีก, บันเทิง และการศึกษา ซึ่งฮิตาชิมีพันธมิตรที่เข้มแข็งไม่ว่าจะเป็นซัน, ไมโครซอฟต์, และเอเซอร์ในระดับโกลบอลที่มีการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด และตัวแทนจำหน่ายได้แก่ บริษัท สตรีม ไอที จำกัด บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) และบริษัท เทคโนโลยีดีไวเซส จำกัด ในการขยายตลาดอย่างต่อเนื่อง
|