|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
กองทุนรวมกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกหลังตลาดหุ้นซบ จากการเมืองยังระอุ ออกแบบโดนใจจ่ายดอกคืนทุก 3 เดือน ดอกเบี้ยรับสุทธิ 4.625% ไม่ต้องเสียภาษี 15% เหมือนฝากแบงก์ นักการเงินแนะผู้มีเงินออมได้เปรียบเลือกให้เหมาะ
ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่อึมครึม ต่อกระแสการเรียกร้องให้เปลี่ยนตัวผู้บริหารประเทศ หลังจากตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ขายหุ้นชินคอร์ปกว่า 49% ให้เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ จากสิงคโปร์ รวมไปถึงท่าทีของสมาชิกของพรรคร่วมรัฐบาลที่มีรัฐมนตรีลาออกไปแล้ว 2 ท่าน ส่งผลต่อดัชนีตลาดหลักทรัพย์แกว่งตัวและผันผวนตามสถานการณ์ทางการเมือง
ความไม่แน่นอนดังกล่าว กระทบต่อมูลค่าการซื้อขายที่ลดลง เนื่องจากนักลงทุนรอดูสถานการณ์ก่อนตัดสินใจ และยอดขายสุทธิของนักลงทุนต่างประเทศเริ่มมีออกมาบ้าง
หากต้องการลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนดังกล่าว การฝากเงินไว้กับสถาบันการเงินก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่ง เมื่อสำรวจจากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากระยะ 24 เดือน ธนาคารทิสโก้ จำกัด(มหาชน) เสนอดอกเบี้ยสูงสุดคือ 4.75% แต่ให้เฉพาะลูกค้าเงินฝากตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป คงยากสำหรับประชาชนทั่วไปที่จะได้ผลตอบแทนในอัตราดังกล่าว เว้นแต่มีเงินถึงตามที่ธนาคารกำหนด
จากการสำรวจการให้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำนอกเหนือจากการฝากเงินไว้กับธนาคารแล้วพันธบัตรรัฐบาลก็มีความเสี่ยงต่ำเช่นกัน การลงทุนโดยตรงอาจติดข้อจำกัดเรื่องเงินลงทุนที่มักจะเริ่มต้นที่ 10 ล้านบาทขึ้นไป กองทุนรวมตราสารหนี้จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะเงิน 10,000 บาทก็สามารถลงทุนพันธบัตรรัฐบาลได้เช่นกัน
ปีละ 4.625%
พัฒนาการของกองทุนรวมเริ่มหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น เพื่อให้ตรงกับความต้องการของนักลงทุน ล่าสุดมีกองทุนรวมตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทน(สุทธิ)เฉลี่ย 4.625% ต่อปี คือกองทุนเปิดแมกซ์พันธบัตร 2/2 คุ้มครองเงินต้น อายุ 2 ปี ออกโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน นครหลวงไทย จ่ายผลตอบแทนคืนทุก 3 เดือน จำนวน 8 ครั้ง ที่อัตราดอกตั้งแต่ 3.5%-6.5%
เมื่อเปรียบเทียบกับการฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์ สมมติว่าได้ผลตอบแทนที่ 4.75% ต่อปี เมื่อครบกำหนดดอกเบี้ยที่ได้รับจะต้องถูกหักภาษี 15% อย่างกรณีนี้เท่ากับว่าผลตอบแทนที่ได้รับจริงอยู่ที่ 4.0375% ขณะที่การลงทุนในกองทุนรวมได้รับการยกเว้นภาษี ผู้ถือหน่วยลงทุนจึงได้ผลตอบแทนเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากกว่า
เปรียบเทียบก่อน
แหล่งข่าวจากวงการเงินกล่าวว่า ภาพรวมของอัตราดอกเบี้ยแม้จะยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น แต่จากสถานการณ์ปัจจุบัน โอกาสปรับขึ้นคงมีได้ไม่มากนัก เห็นได้จากทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐที่ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์กันว่าน่าจะใกล้จุดสูงสุดแล้ว เช่นเดียวกัน อัตราดอกเบี้ยในประเทศไทยก็อยู่ในทิศทางเดียวกัน
ดังนั้น ผู้ที่ต้องการจะลงทุนในตลาดเงินไม่ว่าจะเป็นการฝากเงิน ซื้อพันธบัตรหรือหุ้นกู้เอกชนพื้นฐานดี ช่วงนี้น่าจะเป็นช่วงที่ได้รับผลตอบแทนสูงสุด สังเกตุได้จากพันธบัตรรัฐบาลบางรุ่นเริ่มปรับลดอัตราผลตอบแทนลงมาแล้ว หรือธนาคารพาณิชย์เริ่มลดโปรโมชั่นเงินฝากระยะยาวน้อยลง แถมยังกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่เกินกว่า 2 ปีไว้ที่เท่ากับดอกเบี้ยเงินฝาก 2 ปีอีกด้วย
ผู้ที่ไม่ชอบความเสี่ยงแต่ต้องการได้รับผลตอบแทนสม่ำเสมอ การฝากเงินกับธนาคารกับซื้อหน่วยกองทุนรวมตราสารหนี้อาจมีความใกล้เคียงกัน ดังนั้นผู้ต้องการลงทุนจะต้องศึกษาเงื่อนไขการลงทุนในกองทุนรวมให้ดีแล้วนำมาเปรียบเทียบกับการฝากเงิน ทั้งด้านอัตราผลตอบแทน ความสะดวกในการไปใช้บริการ
ที่สำคัญคือไม่ว่าเงินฝากประจำหรือกองทุนรวมตราสารหนี้ ควรทำตามเงื่อนไขให้ได้ตามข้อกำหนด ไม่เช่นนั้นจะเสียสิทธิจากอัตราดอกเบี้ยที่เคยรับอยู่เช่น เดิมรับอัตราฝากประจำ เมื่อไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขได้ดอกเบี้ยจะปรับลงมาเป็นอัตราฝากออมทรัพย์เป็นต้น ส่วนคนที่ซื้อกองทุนรวมที่เป็นกองทุนปิด จะลำบากมากกว่าเพราะไม่สามารถซื้อขายได้ก่อนครบกำหนด
เลือกให้ดี
ที่ผ่านมาสถาบันการเงินหรือผู้ออกตราสารมักเสนออัตราดอกเบี้ยที่สูง เพื่อล็อกเงินของผู้ฝากเอาไว้ ทำให้เสียโอกาสจากอัตราดอกเบี้ยที่ปรับสูงขึ้นในระยะต่อมา แต่สถานการณ์ขณะนี้ถือว่าอัตราดอกเบี้ยใกล้จุดสูงสุดแล้ว ถ้าตัดสินใจฝากเงินหรือซื้อพันธบัตรหรือกองทุนรวมตราสารหนี้ก็คงจะเสียโอกาสบ้าง แต่จะไม่มากเหมือนอดีต
ช่วงนี้ถือเป็นช่วงที่ผู้มีเงินออมได้เปรียบ เลือกอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมต่อความต้องการออมของตนเอง แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อเดือนมกราคม 2549 จะสูงกว่างวดเดียวกันของปีก่อนที่ 5.9% ขณะที่เงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี 2548 อยู่ที่ 4.5% แต่โอกาสที่อัตราดอกเบี้ยจะปรับขึ้นเหลืออีกไม่มากนัก เพราะจะส่งผลต่อกำลังซื้อของคนในประเทศ และกระทบต่อความสามารถในการผ่อนชำระของลูกหนี้ทั้งที่เป็นบุคคลและผู้ประกอบการที่ต้องแบกรับดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต้องปรับตัวตามดอกเบี้ยเงินฝาก
|
|
 |
|
|