สิงคโปร์ เทเลคอมมูนิเคชั่นส์ (สิงเทล) เผยผลกำไรสุทธิประจำไตรมาสตุลาคม-ธันวาคมปีที่แล้ว เพิ่มขึ้น 16% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อน ด้วยอานิสงส์จากบริษัทในเครือในต่างแดน รวมไปถึงเอไอเอสของไทย
สิงเทล ผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีเทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ เครือข่ายการลงทุนยักษ์ใหญ่ของรัฐบาลสิงคโปร์เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ได้แถลงวานนี้ (8) ว่า ในช่วงดังกล่าวซึ่งถือเป็นไตรมาส 3 ของปีการเงินปัจจุบัน บริษัทมีผลกำไรเพิ่มขึ้นรวมเป็น 885 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (546 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ก่อนหน้านี้ว่า น่าจะอยู่ที่ราว 721-779 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์
สิงเทลระบุว่า ผลประกอบการคราวนี้ได้แรงหนุนส่วนใหญ่มาจากการขายหุ้นในบริษัทไปรษณีย์ สิงโพสต์ รวมมูลค่า 105 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ขณะที่รายได้จากการดำเนินงานปรับขึ้น 4.2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวในปีก่อนหน้า เป็น 3,630 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์
และเมื่อพิจารณาตั้งแต่เดือนเมษายน-ธันวาคม บริษัทมีผลกำไรสุทธิทะยานขึ้น 11.9% รวมเป็น 2,490 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ และมีรายรับสูงขึ้น 5.4% เป็น 9,880 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์
ทั้งนี้ บริษัทมือถือในเครือของสิงเทลในต่างประเทศ ต่างมีผลกำไรก่อนหักภาษีในช่วงไตรมาส 3 สูงขึ้นกันถ้วนหน้า คิดแล้วเท่ากับ 35% รวมเป็น 432 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของบริษัทเหล่านี้ต่อผลประกอบการของสิงเทล
ขณะนี้ บริษัทในเครือ 5 แห่ง คือ บาร์ตีในอินเดีย, แปซิฟิก บังคลาเทศ เทเลคอม, เทลคอมเซลในอินโดนีเซีย, โกลบ เทเลคอมในฟิลิปปินส์ และแอดวานซ์ อินโฟ เซอร์วิสในไทย มีสัดส่วนในการสร้างผลประกอบการก่อนหักภาษีของสิงเทลถึง 32%
สิงเทลแจงว่า บาร์ตีและเทลคอมเซลเป็นบริษัทที่มีผลงานโดดเด่นมากที่สุด โดยมีผลกำไรก่อนหักภาษีเพิ่มขึ้น 53% เป็น 72 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ และ 51% เป็น 230 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ตามลำดับ
ขณะที่บริษัทออปตัสในออสเตรเลีย ซึ่งสิงเทลถือหุ้นเต็ม 100% มีผลกำไรลดลง 4.8% อยู่ที่ 160 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (118 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) เนื่องจากต้องเผชิญการแข่งขันอย่างดุเดือดในตลาดออสซี่ซึ่งอิ่มตัวแล้ว เห็นได้จากการที่คนออสเตรเลียกว่า 9 ใน 10 คน เป็นผู้ลงทะเบียนใช้บริการโทรศัพท์มือถืออยู่แล้ว
ด้านตลาดสิงคโปร์ สิงเทลมีรายได้เพิ่มขึ้น 3.1% เป็น 1,020 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ โดยส่วนใหญ่นั้นได้แรงหนุนมาจากยอดขายอุปกรณ์ที่ทะยานขึ้นถึง 117% รวมมูลค่า 60 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์
|