ซัมซุงรุกดันไทยตลาดยุทธศาสตร์ ปรับโครงสร้างลั่นยึดแชมป์อีก2กลุ่มปีนี้ ไทยซัมซุงรุกหนัก หลังดันไทยเป็นตลาดยุทธศาสตร์แห่งหนึ่งของเอเชีย เร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ สานต่อแผนยกระดับสินค้าและภาพลักษณ์สู่เกรดพรีเมียม และเปิดเกมรุกก้าวขึ้นสู่ผู้นำตลาดใน 5 กลุ่มหลักแล้ว ลั่นปีนี้ขอยึดแชมป์อีก 2 กลุ่ม ทีวีแอลซีดีและเครื่องซักผ้าถังเดี่ยวอัติโนมัติ เผยรายได้ปีที่แล้วทะลุ 7,000 ล้านบาท ตั้งเป้าหมายปีนี้เติบโต 20% ทะยานสู่ 8,000 ล้านบาท
นายควัง คี ปาร์ค กรรมการผู้จัดการ ซึ่งเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ ร่วมกับนายอาณัติ จ่างตระกูล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด และนายณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้จัดการทั่วไปสายการตลาด บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด ร่วมกันเปิดเผยว่า ขณะนี้ทางซัมซุงประเทศไทยอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างทางธุรกิจใหม่เพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของซัมซุงให้ขึ้นเป็นแบรนด์ระดับพรีเมี่ยม ซึ่งปีที่แล้วสามารถทำรายได้จากกลุ่มสินค้าพรีเมียมกว่า 76% จากเดิมปี 2547 มีประมาณ 58% และมีบริษัทฯเป้าหมายที่จะมีอัตราการเติบโตด้านยอดขาย 20% มากกว่าตลาดรวมที่เติบโตเพียง 5% จากมูลค่าตลาดรวมปีนี้ที่คาดว่าจะมีประมาณ 89,000 ล้านบาท
ทั้งนี้แนวทางการปรับจะต้องปรับใหม่ทั้งระบบความคิด การบริหาร การพัฒนาบุคลากร การพัฒนาเทคโนโลยีของสินค้า การปรับระบบช่องทางจำหน่าย การตกแต่งร้านค้า และอื่นๆ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญที่จะผลักดันให้ซัมซุงไทยก้าวขึ้นสู่ผู้นำตลาดในทุกผลิตภัณฑ์ของตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในไทย ซึ่งเมื่อปีที่แล้วซัมซุงสามารถก้าวขึ้นสู่ผู้นำอันดับตลาดในแง่ปริมาณแล้วหลายกลุ่ม
โดยประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศยุทธศาสตร์ตลาดหลักของซัมซุงในเอเซียแปซิฟิค ซึ่งปีนี้จะนำเอาเทคโนโลยีตู้เย็นขนาด 400 ลิตร และขนาด 440 ลิตร เข้ามาเปิดตลาดในไทยกลางปีนี้ ช่วงที่ผ่านมาซัมซุงไทยได้ลงทุนในไทยไปแล้วกว่า 4,000 ล้านบาท ล่าสุดเมื่อ 2 ปีที่แล้วลงทุนตั้งฐานการผลิตเตาอบไมโครเวฟใหญ่ที่สุดในเอเซียแปซิฟิคที่ไทย
"แม้ว่าปัญหาการเมืองที่ไทยประสบตอนนี้ ก็คงไม่มีผลกระทบอะไรที่ทำให้ต้องชะลอการลงทุน เพราะมั่นใจว่า ไทยมักจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เมื่อเกิดอะไรขึ้นก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติเหมือนเดิม"
อีกทั้งซัมซุงเองก็มีการพัฒนาวิจัยสินค้าต่อเนื่องจากฐานการวิจัยทั่วโลก ที่สามารถสนับสนุนการทำตลาดผลิตภัณฑ์ในไทยได้ โดยในปี 2548 ซัมซุงได้ใช้งบประมาณกว่า 5,600 ล้านเหรียญสหรัฐหรือกว่า 224,000 ล้านบาท ในการวิจัยต่างๆ และล่าสุดเดือนตุลาคมปีที่แล้วซัมซุงได้เปิดศูนย์วิจัยแห่งใหม่ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยที่ใหญ่ที่สุดในเอเซียที่ประเทศเกาหลี
ทั้งนี้การปรับระบบช่องทางจำหน่ายนั้น ปีนี้มีเป้าหมายที่จะปรับปรุงและขยายช่องทางจำหน่ายและบริการหลังการขาย ด้วยการส่งเสริมภาพลักษณ์ และการจัดแสดงสินค้าซัมซุงในศูนย์การค้า และห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป ในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น หาดใหญ่ ซึ่งปัจจุบันซัมซุงมี แบรนด์ชอป 2 แห่ง คือซัมซุงพลาซ่าที่สยามพารากอนและเดอะมอล์บางกะปิ และยังมีซัมซุงดิจิตอลแกลลอรี่ ศูนย์บริการ 129 แห่ง และเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายอีกกว่า 500 ราย ซึ่งปีนี้จะขยายทุกส่วน เช่น ศูนย์บริการ ปีนี้จะเพิ่มเป็น 142 แห่ง
ส่วนการพัฒนาสินค้าใหม่ๆนั้น ในปีนี้เตรียมเปิดตัวสินค้าใหม่ทุกกลุ่มรายการของเครื่อใช้ไฟฟ้าในบ้านกว่า 125 รายการ และมีสินค้าที่จะทยอยเลิกทำตลาดประมาณ 30-40 รายการ ซึ่งสินค้าที่โดดเด่นในปีนี้เช่น ตู้เย็นแบบ 4 ประตูตู้แรกของโลก เตาอบไมโครเวฟระบบอัจฉริยะเครื่องแรกของโลกที่แนะขั้นตอนการทำอาหารด้วยไฟกะพริบ รวมทั้งแอลซีดีทีวีที่ให้ภาพคมชัดกว่าเดิม เครื่องเลนดีวีดีสมรรถนะสูง โฮมเธียเตอร์ชุดแรกของโลกที่รองรับการเชื่อมต่อแบบยูเอสบี เป็นต้น
นายอาณัติ กล่าวเสริมว่า กลุ่มสินค้าที่ซัมซุงสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดในแง่ปริมาณได้ในปีที่แล้วคือ ทีวีจอแบน มีแชร์ 21% ทีวีพลาสม่า มีแชร์ 26% โปรเจคเตอร์ทีวี มีแชร์ 37% ตู้เย็นไซด์บายไซด์ มีแชร์ 44% และตู้เย็น 2 ประตู มีแชร์ 16% ขณะที่ในปีนี้ตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันสินค้าอีก 2 กลุ่มข้าสู่อันดับที่ 1 อีกคือ เครื่องซักผ้าถังเดี่ยวอัติโนมัติ ขณะที่ซัมซุงมีแชร์ 23% อันดับที่หนึ่งคือ แอลจีมีแชร์ 26% อีกกลุ่มคือ ตลาดทีวีแอลซีดี ขณะนี้ซัมซุงอยู่อันดับที่สี่ อันดับที่หนึ่งคือ ฟิลิปส์ รองมาคือชาร์ป
ขณะที่ตลาดรวมและกลุ่มสินค้านั้นจะมีการเติบโตที่แตกต่างกันเช่น ทีวีจอแอลซีดี คาดว่าตลาดรวมจะโต 70% ทีวีจอพลาสม่า ตลาดรวมจะโต 26% เครื่องซักผ้าถังเดี่ยวอัติโนมัติตลาดรวมจะโต 20% ตู้เย็นไซด์บายไซด์ ตลาดรวมจะโต 30% ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่บริษัทฯเชื่อมั่นว่าปีนี้จะสามารถผลักดันยอดขายเติบโต 20% หรือประมาณ 8,000 ล้านบาท จากปีที่แล้วที่มีรายได้ประมาณ 7,000 กว่าล้านบาทเท่านั้น เนื่องจากสินค้าดังกล่าวนี้เป็นสัดส่วนรายได้ของบริษัทฯมากกว่า 70%
โดยตั้งงบการตลาดปีนี้ไว้ประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยปีนี้จะใช้กลยุทธ์การทำตลาดแบบแบ่งผลิตภัณฑ์ออกเป็นกลุ่มย่อยตามกลุ่มเป้าหมาย เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสัมผัสและชื่นชอบแบรนด์และผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม รวมทั้งมุ่งกิจกรรมทางการตลาดที่สร้างสายสัมพันธ์กับผู้บริโภค นอกจากนั้นแล้วในช่วงมหกรรมฟุตบอลโลกกลางปีนี้ ก็ยังจะเป็นส่วนช่วยให้ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยเฉพาะโทรทัศน์มีความคึกคักและเติบโตมากกว่า 20% อีกด้วย
|