|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
โออิชิ ยื่นเปลี่ยนแปลงบอร์ดต่อกระทรวงพาณิชย์ เตรียมเรียกประชุมภายในเดือนก.พ. กำหนดนโยบายหลังเปลี่ยนมือผู้ถือหุ้นใหญ่ "ตัน" ลุ้นอนุมัติจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น ระบุให้เป็นหน้าที่ของบอร์ด เผยโรงงานใหม่เตรียมเดินหน้าผลิตชาเขียวเพิ่ม ชี้ลดต้นทุนได้กว่า 20% หวังใช้เครือข่ายพันธมิตรต่อยอดธุรกิจในต่างประเทศ เชื่อสุดท้ายคู่แข่งที่มาร์เกตแชร์ต่ำกว่า 5% ต้องปิดตัวลง พร้อมอ้อนนักลงทุน ถือลงทุนระยะยาว
นายตัน ภาสกรนที ประธานกรรมการ บริษัท โออิซิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ OISHI กล่าวถึงขั้นตอนต่อไปหลังจากการขายหุ้นของบริษัทให้กลุ่มพันธมิตรใหม่ทั้งกลุ่มนายเจริญ สิริวัฒนภักดี และกลุ่มทุนจากสิงคโปร์ว่า ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการยื่นเพื่อขอเปลี่ยนแปลงกรรมการของบริษัทกับกระทรวงพาณิชย์ ก่อนจะมีการร่วมประชุมระหว่างคณะกรรมการเก่าและคณะกรรมการใหม่ที่เป็นตัวแทนของกลุ่มพันธมิตรในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2549
ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนในระดับของกรรมการจะส่งผลให้มีการปรับเปลี่ยนในส่วนของตำแหน่งกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่ด้านการเงินหรือ CFO แต่ในตำแหน่งประธานกรรมการ หรือ CEO ตนเองจะยังรั้งตำแหน่งเดิม โดยบริษัทจะยังมุ่งเน้นการพัฒนาและขยายการลงทุนในธุรกิจชาเขียวที่ยังมีแนวโน้มการเติบโตในอนาคตอีกมาก แม้ว่าอัตราการเติบโตจะไม่โดดเด่นเท่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
สำหรับการหารือในครั้งแรกของคณะกรรมการชุดใหม่จะมีการกำหนดนโยบายของบริษัท เพื่อให้สอดคล้องและรองรับกับเครือข่ายและ การประสานประโยชน์ของกลุ่มในอนาคต และจะมีการหารือเกี่ยวกับการจ่ายเงินปันผลของบริษัทสำหรับงวดปี 2548 ซึ่งในระยะสั้นบริษัทยังไม่มีแผนการลงทุนเพิ่ม เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาบริษัทได้มีการลงทุนเพิ่มสร้างโรงงานใหม่ประมาณ 400 ล้านบาท ซึ่งจะพร้อมเปิดได้ในช่วงเดือนมีนาคม 2549 นี้ โดยอาจจะทำให้บริษัทสามารถจ่ายเงินปันผลได้
ในส่วนของโรงงานใหม่ของบริษัทได้มีการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามา ประกอบกับการวางแผนในการสร้างโรงงานเป็นอย่างดี ซึ่งจะทำให้ค่าใช้จ่ายในรูปของต้นทุนการผลิตชาเขียวจากโรงงานใหม่ต่ำกว่าโรงงานเก่าประมาณ 20% โดยกำลังการผลิตในส่วนของโรงงานเก่าอยู่ที่ 30 ล้านขวดต่อเดือนต่อเครื่องจักร 4 เครื่อง ขณะที่กำลังการผลิตในโรงงานใหม่อยู่ที่ประมาณ 20 ล้านกว่าขวดต่อเดือน ต่อเครื่องจักร 2 เครื่อง โดยจะเริ่มรับรู้รายได้ได้ทันทีเมื่อมีการเปิดใช้
นายตันกล่าวอีกว่า การร่วมทำธุรกิจกับกลุ่มพันธมิตรในครั้งนี้จะส่งผลประโยชน์ในเรื่องช่องทางการขาย ตลอดจนการขยายธุรกิจของบริษัท โดยประโยชน์ที่ชัดเจนในเรื่องความเชี่ยวชาญในส่วนของโรงงานผลิตสินค้า เนื่องจากกลุ่มพันธมิตรมีการดำเนินธุรกิจในหลายประเทศและมีความชำนาญในเรื่องดังกล่าวค่อนข้างสูง
นอกจากนี้ในแง่ของต้นทุนสินค้าบริษัทจะมีการเข้ามาดูรายละเอียดในส่วนของรายการที่เป็นรายจ่ายในอันดับต้นๆ เพื่อต่อรองในส่วนของการสั่งซื้อสินค้าบางรายการให้ถูกลง เพราะบริษัทในกลุ่มของพันธมิตรถือว่าเป็นกลุ่มที่ใช้สินค้าบางรายการที่ค่อนข้างสูงทำให้ราคาซื้อสินค้าบางรายการต่ำกว่าบริษัท
"เราคงต้องใช้ประโยชน์ที่จะส่งผลต่อการขยายธุรกิจ ซึ่งในอนาคตเราอาจจะเห็นน้ำดื่มที่เป็นยี่ห้อโออิชิก็ได้ ในเรื่องของโรงงานเราก็ไม่ต้องสร้างใหม่แต่กลับสามารถเพิ่มสินค้าประเภทใหม่ๆ ตอนแรกๆ เราก็ต้องดูเรื่องที่ง่ายๆ ก่อนและค่อยขยายทีหลัง" นายตันกล่าว
ด้านการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ เครือข่ายของบริษัทในเครือของกลุ่มพันธมิตร คือช่องทางที่สำคัญที่จะต่อยอดการทำธุรกิจชาเขียวของบริษัท โดยเครือข่ายในต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ร้านอาหาร จะเป็นกลุ่มที่เปิดโอกาสให้กลุ่มผู้บริโภคต่างชาติรู้จักสินค้าภายใต้แบรนด์ โออิชิมากขึ้น
นายตัน กล่าวอีกว่า สำหรับแนวโน้มของธุรกิจชาเชียวในอนาคต กลุ่มที่มีมาร์เกตแชร์ต่ำกว่า 5% จะต้องปิดตัวลงไป เนื่องจากค่าใช้จ่ายทั้งในเรื่องต้นทุนสินค้ารวมถึงค่าทำการตลาด ซึ่งจะทำให้ไม่คุ้มทุน โดยสุดท้ายจะทำให้ผู้ประกอบการในธุรกิจเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะชาเชียวเหลือแข่งขันกันเพียง 4-5 บริษัทเท่านั้น
ในส่วนของนักลงทุนที่จะยังลงทุนในหุ้นของบริษัทโออิชิ หรือกลุ่มที่ถือหุ้นของบริษัทโออิชิอยู่แล้ว คงต้องให้เวลาว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง หลังจากได้เปลี่ยนแปลงในส่วนของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท โดยสิ่งที่ต้องการจะย้ำให้ชัดเจนกลุ่มพันธมิตรที่นำโดยนายเจริญ สิริวัฒนภักดี มีบริษัทที่ประกอบธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ จำนวนมาก ซึ่งการบริหารงานในธุรกิจชาเขียวจึงไม่น่าจะมีการปรับเปลี่ยน ทั้งนี้ต้องการให้ผู้ถือหุ้นของบริษัทเป็นกลุ่มนักลงทุนที่ถือลงทุนในระยะยาว
|
|
 |
|
|