สินค้าอุปโภคที่ผลิตโดยจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน ได้รับการยอมรับในทั่วโลก
ขณะที่ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ หรือเวชภัณฑ์ยาบางชนิดไม่เป็นที่นิยม
เป็นที่รับรู้กันดีในบรรดาวาณิชธนกิจ และนักวิเคราะห์ว่า จอห์นสันแอนด์จอห์นสันเป็นบริษัทที่เข้าซื้อกิจการเวชภัณฑ์ยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์มากที่สุดแห่งหนึ่ง
และดำเนินการตลอด 10 ปีที่ผ่านมา รวมถึงการจ่ายเงิน 12.3 พันล้านเหรียญสหรัฐในการซื้อธุรกิจเวชภัณฑ์ยาที่มีความเชี่ยว
ชาญเฉพาะด้าน อัลซ่า คอร์ป (Alza Corp.) เมื่อปีที่แล้ว
ล่าสุด เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาจอห์นสันแอนด์จอห์นสันเปิดเจรจาซื้อกิจการผลิตภัณฑ์ยาขนาดเล็ก
OraPharma ด้วยมูลค่า 85 ล้านเหรียญสหรัฐ คาดว่าจะบรรลุข้อตกลงในไตรมาสแรกปีนี้
ขณะที่ดีลขนาดใหญ่อาจจะไม่เกิดขึ้นในเร็ววัน
อย่างไรก็ตาม ผู้จัดการกองทุนและ นักวิเคราะห์คาดว่าช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการซื้อกิจการน่าจะเป็นภายในปีนี้
โดยเป้าหมายมุ่งไปที่บริษัทผลิตอุปกรณ์การแพทย์ Guidant หรือยักษ์ใหญ่ด้านเวชภัณฑ์ยา
Bristol-Myers Squibb
"การรวมกิจการกับ Bristol-Myers Squibb น่าจะเป็นดีลที่ดีสำหรับพวกเขาเพราะทำให้ไลน์การผลิตสมบูรณ์แบบมากขึ้น
รวมถึงทั้งสองบริษัทมีธรรมชาติการทำงานที่ใกล้เคียงกัน" Hemant Shah
นักวิเคราะห์อิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจเวชภัณฑ์ในนครนิวยอร์กกล่าว
โดยเฉพาะ St.Jude Medical ผู้ผลิตอุปกรณ์สำหรับฝังใต้ผิวหนังเพื่อรักษาระดับการเต้นของหัวใจและภาวะการสั่นกระตุกกล้ามเนื้อ
กำลังถูกจับตามองว่ามีโอกาสถูกจอห์นสันแอนด์จอห์นสันซื้อกิจการ ต่อจากดีล
OraPharma เพื่อสร้างความแข็งแกร่งทางการตลาดให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
"หลายปีที่ผ่านมาบริษัทได้สร้างความเติบใหญ่ด้วยวิธีซื้อกิจการ ดังนั้นเป็นเรื่องธรรมดาที่พวกเขากำลังคิดอะไรบางอย่าง"
Bruce Cranna นักวิเคราะห์แห่ง Leerink Swann & Co. ชี้ "คาดว่า
การซื้อกิจการจะเกิดอีกครั้งในครึ่งหลังของ ปีนี้"
อย่างไรก็ดี โฆษกของจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน ออกมาลดกระแสความร้อนแรงในเรื่องดังกล่าว
และเรียกการวิเคราะห์ของเหล่าวาณิชธนกิจ และนักวิเคราะห์ รวมถึงผู้จัดการกองทุนว่าเป็นเพียง
"ข่าวลือและการคาดเดา"
เหตุผลในการซื้อกิจการ บรรดานักวิเคราะห์เข้าใจกันโดยทั่วไปว่าบริษัทเริ่มมองหาเป้าหมายใหม
่เมื่อมีสัญญาณว่ารายได้ลดลงปรากฏออกมาชัดเจน อีกทั้ง พิจารณาจากภาวะการแข่งขันในธุรกิจเวชภัณฑ์ยา
ที่ได้รับสิทธิบัตรว่าอยู่ในระดับสร้างความกดดันต่อการดำเนินงานหรือไม่
ปัจจุบันสถานการณ์ดังกล่าวเริ่ม ส่งสัญญาณออกมา เมื่อ Amgen ผู้นำธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพเปิดตัวยาตัวใหม่
"Aranesp" ต่อต้านโรคโลหิตจาง คู่แข่งโดยตรงของ Procrit และ Eprex
ผลิตโดย จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน เช่นเดียวกับ Abbott Labs ที่เผยโฉมผลิตภัณฑ์ยาตัวใหม่ด้านการรักษาโรคไขข้ออักเสบ
คาดว่า จะเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวในอนาคตอันใกล้
ยิ่งไปกว่านั้น ยังต้องเผชิญการแข่งขันจากคู่แข่งทั่วไป เพราะในที่สุดบริษัทเหล่านั้นกำลังจะก้าวกระโดดขึ้นมากลายเป็นผู้เล่นที่ค่ายยักษ์ใหญ่ไม่ควรมองข้าม
"สถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วเมื่อบริษัทแห่งหนึ่งสามารถผลิตยาคุมกำเนิดชนิดพิเศษ
จากที่ในอดีตมีผู้ผูกขาดเฉพาะรายใหญ่ๆ" Girish Tyagi นักวิเคราะห์แห่ง
Thomas Weisel กล่าว
หมายความว่า จอห์นสันแอนด์จอห์นสันกำลังถูกท้าทายจากคู่แข่งรายเล็ก เพราะการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือเทคโนโลยีไม่มีอุปสรรคอีกต่อไป
"พวกเขามีข้อด้อยในสายงานผลิตภัณฑ์ยา" Tyagi ชี้ "แต่ภายใต้แรงกดดันไม่มีผลให้เข้าซื้อกิจการทันทีทันใด"