Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน16 มกราคม 2549
ตลาดหุ้นเอ็มเอไอยังน่าลงทุนราคาต่ำกว่าพื้นฐาน-S2YมีUP Sideกว่า200%             
 


   
www resources

โฮมเพจ ตลาดหลักทรัพย์ใหม่

   
search resources

ตลาดหลักทรัพย์ใหม่ - MAI
Stock Exchange




ตลาดเอ็มเอไอ ยังน่าสนใจ โบรกเกอร์ประเมินราคาหุ้นบนกระดานยังต่ำกว่าราคาที่เหมาะสม เผยบริษัทจดทะเบียน 30 แห่ง ยังมีส่วนต่างราคาที่น่าลงทุน นำโดย "สยามทูยู" Up Side สูงสุดถึง 210% ขณะที่ "ชูโอเซ็นโก" ราคาหุ้นพุ่งสูงกว่าราคาเฉลี่ยไปเรียบร้อยแล้วเกือบ 30%

ผู้จัดการรายวัน ได้ทำการสำรวจความเคลื่อนไหวราคาหุ้นที่จดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (mai) รวมทั้งสิ้น 36 บริษัท ด้วยการเปรียบเทียบราคาพื้นฐานเฉลี่ยที่วิเคราะห์โดยบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) หลายๆ แห่ง กับราคาในกระดานหลักทรัพย์ ที่ปิด ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2548 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการซื้อขายหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (ตารางประกอบข่าว)

ปรากฏว่า ราคาปิด ณ วันสิ้นปี (30 ธ.ค. 2548) ของบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ยังคงต่ำกว่าราคาเฉลี่ยที่ประเมินโดยโบรกเกอร์ โดยมีเพียง 5 บริษัทเท่านั้นที่ราคาปิดได้ปรับตัวขึ้นไปสูงกว่าราคาเฉลี่ย ดังนั้นจึงจุดที่น่าสนใจว่าตลาดเอ็มเอไอยังเป็นตลาดที่น่าสนใจเข้าไปลงทุน เพราะยังมีส่วนต่างของราคา (Up Side) และสามารถทำกำไรจากการลงทุนได้

สำหรับบริษัทจดทะเบียนที่มีราคาปรับตัวขึ้นไปสูงกว่าราคาเฉลี่ย หรือมีส่วนต่างติดลบ ทั้ง 5 บริษัท ประกอบด้วย บริษัท ชูโอเซ็นโก (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ CHUO ที่มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่หุ้นละ 7.72 บาท ราคาเปิด ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2548 อยู่ที่ 10.70 บาท ติดลบหุ้นละ 2.98 บาท หรือคิดเป็นอัตราส่วน 27.85% อันดับสอง บริษัท แอล.วี.เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ LVT ติดลบหุ้นละ 0.60 บาท หรือ 14.63%

อันดับสาม บริษัท ยัวซ่าแบตเตอรี่ ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ YUASA ติดลบหุ้นละ 0.41 บาท หรือ 13.67% อันดับสี่ บริษัท ซี.ไอ.กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CIG ติดลบอยู่ 0.36 บาท หรือ 9.74% และอันดับห้า บริษัท โกลด์ไฟน์ แมนูเฟคเจอเรอส์ จำกัด (มหาชน) หรือ GFM ติดลบหุ้นละ 0.19 บาท หรือ 2.36%

ส่วนบริษัทที่ยังมีความน่าสนใจเข้าไปลงทุน หรือบริษัทที่ยังมีส่วนต่างของราคา (Up Side) สูงสุด 5 อันดับแรก คือ บริษัท สยามทูยู จำกัด (มหาชน) หรือ S2Y ที่มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่หุ้นละ 8.86 บาท ราคาปิดณ สิ้นปีที่หุ้นละ 2.78 บาท ยังมีส่วนต่างอีก 6.08 บาท หรือคิดเป็นอัตราส่วน 218.71% อันดับสอง บริษัท อาร์เคมีเดียโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ RK ส่วนต่าง 1.38 บาท หรือ 121.05%

อันดับสาม บริษัท สตาร์ ซานิทารีแวร์ จำกัด (มหาชน) หรือ STAR ส่วนต่าง 1.78 บาท หรือ 97.27% อันดับสี่ บริษัท โซลูชั่น คอนเนอร์ (1998) จำกัด (มหาชน) หรือ SLC ส่วนต่าง 3.08 บาท หรือ 96.86% และอันดับห้า บริษัท มาสเตอร์ แอด จำกัด (มหาชน) หรือ MACO ที่มีส่วนต่าง 4.49 บาท หรือ 92.39%

อย่างไรก็ตาม บริษัทบางแห่งราคาปิดได้มีการซื้อขายใกล้เคียงกับราคาเฉลี่ยของโบรกเกอร์แล้ว โดยเฉพาะบริษัท ไทยฮา จำกัด (มหาชน) หรือ KASET ที่มีราคาปิดเท่ากับราคาฉลี่ยที่หุ้นละ 1.20 บาท

ตั้งเป้ายอดขายปีนี้ 1.3 พันล้าน

นายธีระ พุ่มเสนาะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซี.ไอ.กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CIG กล่าวถึง แนวโน้มผลการดำเนินงานในปี 2549 ว่า บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 1,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2548 ที่คาดว่าจะมียอดรวมรวมทั้งสิ้นประมาณ 800 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นอัตราการขยายตัวที่สูง เนื่องจากบริษัทมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นหลังจากที่มีการก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ที่จะเสร็จเรียบร้อยภายในไตรมาสแรกปี 2549 นี้ รวมทั้งยังได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีจากการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดเอ็มเอไอ และการยกเว้นภาษีการส่งออก อันได้รับการส่งเสริมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

ทุ่ม60ล.ลงทุนเพิ่มอีก3ปี

ด้านนายศิวัตร เชาวรียวงษ์ กรรมการ บริษัท สยามทูยู จำกัด (มหาชน) หรือ S2Y กล่าวว่า ในปี 2549 นี้ บริษัทคาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2548 ที่คาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 177 ล้านบาท โดยจะมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจไวเลส หรือบริการเสริมบนโทรศัพท์มือถือ 65% ของรายได้รวม บริการอินเตอร์แอ็ฟทีฟ โซลูชั่น 13% และจะมีรายได้จากธุรกิจใหม่ ออดิโอเท็กซ์ จะมีสัดส่วนรายที่คาดว่าจะเข้ามามีสัดส่วนได้ 22%

สำหรับบริการธุรกิจออดิโอเท็กซ์ ที่จะสามารถเปิดให้บริการได้ในเดือนมกราคมปี 2549 ตั้งเป้าจะมียอดการใช้บริการไว้ที่เดือนละ 700,000 นาที โดยอัตราค่าบริการในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 9 และ 15 บาทต่อนาที ซึ่งรายได้แบ่งเป็นสัด่วนของบริษัทประมาณ 60% และ 40% ของคู่สัญญา

พร้อมกันนี้ S2Y ยังมีแผนการลงทุนขยายงานอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งงบลงทุนไว้ 60 ล้านบาท ภายใน 3 ปี โดยแบ่งเป็นการลงทุนเพื่อธุรกิจขยายฐานลูกค้า 40 ล้านบาท (ธุรกิจออดิโอเท็กซ์ 15 ล้านบาท และ 25 ล้านบาทลงทุนในบริษัทย่อย หรือลงทุนในต่างประเทศ) งบลงทุนพัฒนาผลิตภัณฑ์ 10 ล้านบาท และอีก10 ล้านบาทจะเป็นการจัดระบบข้อมูลภายใน

ด้านความเคลื่อนไหวราคาหุ้น CHUO และ S2Y ล่าสุด (13 ม.ค.) CHUO มีราคาปิดที่ 10.50 บาท ซึ่งสูงกว่าราคาเฉลี่ยที่ประเมินโดยโบรกเกอร์ 2.78 บาท หรือคิดเป็นอัตราส่วน 26.48% ขณะที่ S2Y ปิดที่ 2.98 บาท ยังมีส่วนต่างอยู่อีก 5.88 บาท หรือ 197.32%

สำหรับราคาเฉลี่ยที่นำมาเปรียบเทียบครั้งนี้ ได้จากการวิเคราะห์ของโบรกเกอร์หลายแห่ง อาทิ บล.กรุงศรีอยุธยา บล. กิมเอ็ง (ประเทศไทย) บล.เกียรตินาคิน บล.ดีบีเอส วิคเกอร์ (ประเทศไทย) เป็นต้น   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us