ปี 1849 John Boot จัดตั้ง The British and American Botanic Establishment
ใน Goose Gate, Nottingham จากความช่วยเหลือของพ่อตา สมาชิกนิกายโปเตสแตนต์นิกายหนึ่ง
เพื่อจัดหายาสมุนไพรให้กับคนยากจน โดยมีเขาและ Mary ภรรยาเป็นที่ปรึกษาและให้บริการภายในร้าน
ปี 1860 John เสียชีวิตขณะที่มีอายุเพียง 45 ปี โดยภาระการบริหารร้านตกอยู่กับภรรยา
และมีลูกชายวัย 10 ขวบ Jesse ช่วยเหลือในการแบ่งหมวดหมู่ยาแต่ละชนิด
ปี 1871 Jesse เข้ามาเป็นหุ้นส่วนพร้อมๆ กับเปลี่ยนชื่อเป็น M&J Boot,
Herbalists และลดราคาสินค้าลงรวมถึง รับเฉพาะเงินสด
ปี 1877 Jesse ควบคุมร้านเพียงคนเดียว และทำรายได้ 100 ปอนด์ต่อสัปดาห์
และสามารถทำให้ธุรกิจมีบทบาทต่อ วงการแพทย์มากที่สุดในแถบ Nottingham
ปี 1883 จัดตั้งบริษัทให้อยู่ในรูปเอกชนภายใต้ชื่อ Boot and Company และ
Jesse เป็นประธานและกรรมการ ผู้จัดการ
ปี 1884 ขยายสาขาไปที่ Snig Hill ใน Sheffield
ปี 1885 สร้างโรงงานเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ตนเองรอบๆ Island Street, Nottingham
และพบรักกับ Florence Rowe ลูกสาวร้านขายหนังสือและเครื่องเขียน และแต่งงานกันในปีถัดมา
ปี 1888 เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Boot Pure Drug Company
ปี 1889 Florence คลอดบุตรชายคนแรกชื่อ John Boot Jr.
ปี 1893 Jesse เปิดสาขา 33 แห่ง ด้วยการขยายออกไปยัง East Anglia และ West
Midlands และก่อนสิ้น ศตวรรษมีสาขาทั้งสิ้น 250 แห่ง พร้อมกับซื้อธุรกิจเคมี
และ William Days Southern Drug Company
ปี 1908 รัฐบาลอังกฤษออกกฎหมายการดำเนินธุรกิจเวชภัณฑ์ยา ส่งผลกระทบต่อการเติบโตของธุรกิจนี้อย่างมาก
รวมถึง Boots ที่ต้องหยุดบริการจ่ายยา
ปี 1911 พระราชบัญญัติประกันสุขภาพครอบคลุมไปถึงประชาชนทั่วไป ทำให้ใบสั่งยาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ปี 1913 มียอดขายมากกว่า 2.5 ล้านปอนด์ผ่านร้าน Boots 560 แห่ง Jesse เริ่มตระหนักถึงความอยู่รอดและสถานการณ์แข่งขันเริ่มรุนแรงขึ้น
จึงมีแนวคิดให้ลูกชาย John Boot เข้ามามีบทบาทการดำเนินธุรกิจสูงขึ้น
ปี 1920 Louis Liggett เจ้าของ United Drug Company ยักษ์ใหญ่วงการเวชภัณฑ์ยาแห่งอเมริกาเข้ามาถือหุ้นใน
Boots ด้วยการจ่ายเงิน 2.25 ล้านปอนด์ จากนั้นได้เชิญ John ไปท่องเที่ยวอเมริกาและศึกษาวิธีการผลิตยา
รวมถึงการเรียนรู้ระบบการทำงานภายในบริษัท เหตุการณ์นี้ทำให้ John เข้าใจปัญหาที่แท้จริงในการดำเนิน
ธุรกิจตัวเอง และเมื่อเดินทางกลับอังกฤษเขาจัดการปรับโครงสร้างองค์กร เน้นระบบการทำงานศูนย์กลางและเพิ่ม
ประสิทธิภาพ
ปี 1927 Boot Jr. กลายเป็นประธานบริษัทและมีบทบาทอย่างมากต่อการเติบโต
ปี 1929 เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในอเมริกา ส่งผลให้ L.K. Liggett Co. เข้าสู่กระบวนการล้มละลาย
และ Liggett ต้อง ขายหุ้นที่ถืออยู่ใน Boots คืนให้ John
ปี 1933 Boots ขายธุรกิจในเครือด้านการเงินมูลค่า 6 ล้านปอนด์ พร้อมๆ กับ
John ดำรงตำแหน่งประธานและกรรมการ ผู้จัดการ พร้อมกับฉลองสาขาลำดับที่ 1000
ใน Galashiels, Scotland
ปี 1936 ขยายธุรกิจไปยังนิวซีแลนด์ จากนั้นเข้าสู่อินเดีย ปากีสถาน ออสเตรเลีย
แคนาดา และตะวันออกไกล
ปี 1956 เปลี่ยนรูปโฉมภายในร้านให้มีความทันสมัยมากขึ้น และเปิดร้านรูปแบบ
Seft-Service แห่งแรกในกรุงลอนดอน
ปี 1968 ให้ความสำคัญกับกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นด้วยการผลิตสินค้าประเภทคอสเมติกจำหน่าย
และรวมกิจการกับ Timothy Whites & Taylors
ปี 1971 เปลี่ยนชื่อเป็น The Boots Company Ltd. และรวมกิจการกับ Crookes
Laboratories Ltd.
ปี 1977 รวมกิจการกับ Tamblyns Drug Stores แห่งแคนาดา และ Rucker-Pharmacal
แห่งอเมริกา
ปี 1982 เปลี่ยนชื่อเป็น The Boots Company PLC.
ปี 1984 ก่อตั้ง Boots (Retail Buying) Hong Kong
ปี 1986 รวมกิจการกับ Farley Health Products เจ้าของยี่ห้อ Ostermilk,
Complan และ Farley Baby Rusks
ปี 1987 รวมกิจการกับ Clement Clarke Ltd และ Curry & Paxton
ปี 1991 ก่อตั้ง Boots Contract Manufacturing และ Boots Healthcare International
ปี 1995 ขาย Boots Pharmaceuticals ให้กับ BASF
ปี 1997 เปิดดำเนินธุรกิจในเนเธอร์แลนด์ และประเทศไทย
ปี 1998 ดำเนินธุรกิจร่วมกับ Mitsubishi Corporation ด้วยการเปิด Boots
ในญี่ปุ่น
ปัจจุบัน มีกิจการกระจายอยู่ 130 ประเทศทั่วโลก