Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายสัปดาห์9 มกราคม 2549
ธุรกิจ ‘เจ้าตูบ’ คึก เฮรับ ‘ปีหมาทอง’             
 


   
search resources

Commercial and business




- ช่องทางธุรกิจ “เจ้าตูบ” สัตว์เลี้ยงที่มีประโยชน์หลายด้านจะเติบโตในทิศทางใด ?
- ตลาดมูลค่า 5,000 ล้านบาทจะคึกคักอย่างไร ? เมื่อผู้ประกอบการร่วมบูมเข้าสู่ยุคขยายตัวครบวงจร
- ชี้เหตุเชื่อ เป็นปีทองรับทรัพย์ เตรียมเปิดกิจการรับปีใหม่ ธุรกิจบริการมาแรงสุด
- สร้างสรรค์ธุรกิจปีจอ หลายกลุ่มแนะโอกาสเกาะกระแสอย่างมีกึ๋น

ธุรกิจที่เกี่ยวกับสุนัขเป็นหนึ่งในหลากหลายธุรกิจที่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมเลือกทำได้ไม่ยากนัก ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจอาหาร ขนมขบเคี้ยว ธุรกิจบริการตัดแต่งขน อาบน้ำ สินค้าเครื่องใช้ต่างๆ รวมทั้งการขายสุนัข และอื่นๆ ที่อาจจะเกิดจากความต้องการที่จะดูแลให้ทั้งสุนัขและเจ้าของมีความสุข เช่น สปา โรงแรม เป็นต้น

โดยเฉพาะในปี 2549 ซึ่งมาตรงกับรอบนักษัตรที่ใช้สุนัขเป็นสัญลักษณ์ และกระแสข่าวต่างๆ ที่ออกมาในทางสร้างความน่ารักน่าชื่นชม และความรู้เกี่ยวกับสุนัข ผู้ประกอบการรุ่นเก่าและรุ่นใหม่มองไปในทิศทางเดียวกันว่าสดใส แต่ต้องไม่ธรรมดา

เข้ายุค 4 ขยายสุดตัว คาดมูลค่าทะลุ 5 พันล.

อนุพันธุ์ บุญชื่น เจ้าของโรงเรียน “ด็อกทูโฮม” รับสอนตัดแต่งขนสุนัข ซึ่งอยู่ในวงการมานานนับสิบปี กล่าวถึงแนวโน้มของธุรกิจสุนัขในปี 2549 ว่า เป็นการก้าวเข้าสู่ยุคที่ 4 โดยยุคแรก ย้อนไปเมื่อ10 กว่าปีที่ผ่านมา อาหารสุนัขเปลี่ยนจากอาหารที่คนรับประทานเหลือสู่ อาหารเม็ด ยุคที่ 2 ประมาณ 5-6 ปีที่ผ่านมา ผู้เลี้ยงใส่ใจเรื่องความสวยงามของสุนัขมากขึ้น เสื้อผ้า สายจูง และของตกแต่งเพื่อให้สุนัขดูดี จึงเติบโต ยุคที่ 3 ประมาณ 2-3 ปีที่ผ่านมา ผู้เลี้ยงใส่ใจกับจิตใจของสุนัขมากขึ้น เกิดธุรกิจบริการ เช่น โรงแรม รีสอร์ต สระว่ายน้ำ สปา และสวนสาธารณะสำหรับเดิน-วิ่ง

สำหรับยุคที่ 4 คือ ยุคที่สินค้าและบริการของทั้ง 3 ยุคจะขยายตัวอย่างมาก ในแง่ของปริมาณมากกว่ารูปแบบบริการที่แปลกใหม่ รวมทั้งการขยายบริการสู่จังหวัดขนาดเล็กและกลางในต่างจังหวัด จากเดิมเน้นในกรุงเทพฯ

“เหมือนกับต่างประเทศที่ก้าวเข้าสู่ยุคที่ 4 แล้ว และไทยก้าวตามมาติดๆ แต่ไม่ใช่การอิ่มตัวของธุรกิจ เพราะการเลี้ยงสุนัขไม่ใช่แฟชั่น และประชากรสุนัขก็จะเพิ่มมากขึ้น รวมถึงความต้องการของผู้เลี้ยงก็เพิ่มขึ้น ทำให้ธุรกิจทั้งวงจรขยายตัวได้อีกมาก และที่ผ่านมาหลายรายมีการทำเว็บไซต์เป็นอีกช่องทางขยายธุรกิจและให้ความรู้ ซึ่งที่นี่ใช้ชื่อ www.dog2home.com ”

“แต่ต่อไปจะขยายสู่ตลาดแมสมากขึ้น เพราะคนรู้จักแบรนด์ของอาหารต่างๆ และพันธุ์สุนัขมากขึ้น จะเห็นว่าปี 2548 มีการขยายตัวของกลุ่มอาหารสุนัขแบรนด์ใหม่เข้ามามาก ถ้าตลาดไม่ขยายตัวคงไม่กล้านำเข้า ห้างสรรพสินค้า และร้านอาหารบางแห่งยอมให้เจ้าของพาสุนัขเข้าไปได้ หรือมีการจัดงานเกี่ยวกับสุนัขเกือบทุกเดือน เพราะคนเลี้ยงสุนัขมีคนกลุ่มใหญ่ และมีกำลังซื้อ”

สำหรับมูลค่าตลาดธุรกิจสุนัข อนุพันธุ์ คาดว่าน่าจะไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาทต่อปี โดยไทยเป็นศูนย์กลางผลิตและส่งออกอาหารสุนัข รวมทั้งการส่งหนังวัวและควายเพื่อทำกระดูกเทียมให้สุนัขขบเคี้ยว

ทั้งนี้ ธุรกิจเกี่ยวกับสุนัข แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ 1. ผลิตภัณฑ์ ครอบคลุมอาหาร ,ขนมขบเคี้ยว , เครื่องแต่งกาย และสายจูง 2.บริการ ประกอบด้วย สปา , ศูนย์ฝึกสุนัข , รีสอร์ต และโรงแรม และ 3.ธุรกิจซื้อขายลูกสุนัข

“ที่ผ่านมาตลาดซื้อขายลูกสุนัขโตมาก แต่เมื่อก้าวสู่ยุคที่ 4 ทั้ง 3 กลุ่มนี้จะโตควบคู่กัน แต่ที่จะเห็นชัดเจน คือ กลุ่มบริการ โดยเฉพาะรับตัดแต่งขน , อาบน้ำ จะโตมากที่สุด โดยวัดจากจำนวนผู้ประกอบการ เพราะมองถึงเม็ดเงินการลงทุนที่ไม่สูงมาก ประมาณ 300,000 บาท คืนทุนภายใน 3 เดือน หรือถ้าทำเลดีๆ เพียงเดือนครึ่งเท่านั้น”

โดยแข่งขันกันที่คุณภาพการบริการ เพราะการใช้บริการขึ้นอยู่กับความพึงพอใจมากกว่าราคา แม้ว่าปัจจุบันเริ่มเห็นภาพการตัดราคากันแล้วก็ตาม แต่คาดว่าจะเป็นระยะสั้นเท่านั้น และเห็นว่าผู้ประกอบการรายเดิมที่ทำธุรกิจอยู่ ไม่ต้องหวั่นไหวกับการเข้ามาของรายใหม่ เพราะตลาดยังขยายตัวได้อีกมาก และที่สำคัญการรับงานบริการต่อวันมีข้อจำกัด ด้วยระยะเวลาการให้บริการตัวละประมาณ 1 ชั่วโมง พนักงาน 1 คนรับงานต่อวันไม่เกินวันละ 10 ตัว ทั้งนี้ การแห่ปรับราคาลงจะทำให้เสียราคาทั้งระบบ อาจจะเพิ่มลูกเล่นบริการมากขึ้น เช่น ทำไฮไลท์ขน

สำหรับโรงเรียนสอนตัดแต่งขนสุนัขด็อกทูโฮมที่เปิดมานาน คิดค่าบริการ 18,000 บาทต่อหลักสูตร ในช่วงครึ่งหลังปี 2548 มีนักเรียนมาเรียนจำนวนมาก เพื่อไปประกอบธุรกิจได้ทันในปี 2549 เพราะหลายคนเชื่อว่าเป็นปีหมาทอง หมายถึงการเปิดธุรกิจในปีนี้จะมีความเจริญรุ่งเรือง โดยมีมากถึง 90% ที่เรียนเพื่อไปประกอบธุรกิจ ซึ่งกระจุกตัวในภาคบริการ คือ การเปิดร้านรับตัดแต่งขนสุนัข และอาบน้ำ มากกว่าการทำครบวงจรที่รวมทั้งขายอาหารหรือซื้อขายพันธุ์สุนัข ขณะที่ 10% เรียนเพราะชอบและเพื่อหาความรู้ เท่านั้น

อนุพันธ์ ให้ข้อสังเกตในตอนท้ายว่า เนื่องจากการตัดแต่งขนสุนัขมีกำไรสูงมาก เช่น ราคามาตรฐานสำหรับพันธุ์พุดเดิ้ล 1 ตัว 350 บาท ต้นทุนเพียง 50 บาท เท่านั้น จึงมีคนเข้าสู่ธุรกิจการบริการนี้มากขึ้น เมื่อเทียบกับการลงทุนด้านอื่นที่ให้กำไรน้อยกว่า เช่น เพ็ทช้อปทั่วๆไป

พันธุ์เล็กดันธุรกิจตัดขนรุ่ง แนวโน้มต้องสร้างแบรนด์

การุณ ชัยวงศ์โรจน์ ผู้อำนวยการโรงเรียนสอนตัดแต่งขนสุนัขเกษตรกรูมมิ่ง มองไปในทิศทางเดียวกันว่า ในปี 2549 ธุรกิจเกี่ยวกับสุนัขมีแนวโน้มไปได้ดี โดยเฉพาะธุรกิจตัดแต่งขน (กรูมมิ่ง) เพราะพฤติกรรมผู้เลี้ยงสุนัขเปลี่ยนไปนิยมเลี้ยงสุนัขเหมือนลูกและต้องการให้ดูดี รวมทั้ง การนิยมเลี้ยงสุนัขพันธุ์เล็กมากกว่าพันธุ์ใหญ่ซึ่งพันธุ์เล็กต้องพาไปอาบน้ำและตัดขนบ่อยๆ จึงคาดว่าร้านตัดแต่งขนจะหันมาให้ความสำคัญกับสุนัขพันธุ์เล็กมากขึ้น

“เริ่มเห็นมาแล้วตั้งแต่ปี 2548 เพราะการเลี้ยงสุนัขพันธุ์ใหญ่ต้องใช้พื้นที่เยอะ ต้องพาไปเดินเล่น ค่าใช้จ่ายเรื่องอาหารการกินก็สูงกว่า ยิ่งน้ำมันแพงจำเป็นต้องประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น และผู้เลี้ยงยังรู้สึกใกล้ชิดกับพันธุ์เล็กมากกว่าพันธุ์ใหญ่ เพราะนิสัยชอบเอาใจ”

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าจะมีผู้หันมาเลี้ยงสุนัขมากขึ้น เพราะสุนัขเป็นสิ่งที่ผูกพันกับคนไทยมาตลอด นอกจากนี้ สัตว์เลี้ยงกลายเป็นความบันเทิงราคาถูก และเป็นการพักผ่อน นอกจากนี้ คนจะเลี้ยงดูสุนัขดีขึ้นและจะมีปริมาณมากขึ้น เพราะจะได้รับข่าวสารความรู้เกี่ยวสุนัขมากขึ้น

สำหรับแนวโน้มธุรกิจตัดแต่งขน มีผู้ประกอบการที่สนใจมาเรียนมากส่งผลให้โรงเรียนเติบโตไปด้วย เนื่องจากรูปแบบและลักษณะธุรกิจการบริการเข้ากับนิสัยใจคอคนไทย และยังเป็นธุรกิจที่ทำกำไรได้สูง ต่างจากธุรกิจเพ็ทช้อป

“คลีนิค หรือเพ็ทชอป มักจะเพิ่มบริการตัดแต่งขน ทำให้ที่ผ่านมาส่วนใหญ่ธุรกิจตัดแต่งขนไม่ค่อยเป็นร้านเดี่ยวๆ แต่เชื่อว่าปี 2549 จะถูกแยกออก และต่อไปจะมีเรื่องแบรนด์ด้วย มีการแยกความแตกต่างแต่ละพันธุ์ แต่การแข่งขัน คาดว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงจากเดิม และจะไม่เน้นแข่งขันในเรื่องราคาแต่เน้นเรื่องบริการ” การุณ กล่าว

‘Inno-Thai’ ชู 3 กลยุทธ์ ชี้ชัดสปาเงินดี แต่ต้องแตกต่าง

จเร จันทรศรีสุริวงศ์ เจ้าของธุรกิจ Dog Spa Resort ซึ่งเป็น Resort สำหรับสุนัข และเจ้าของสปาสุนัขแบรนด์ Inno-Thai กล่าวว่า สปาสุนัขเกิดขึ้นเมื่อปลายปี 2547 ถึงต้นปี 2548 ซึ่งเป็นช่วงที่ธุรกิจสปาของคนได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ทำให้มีผู้ประกอบการบางรายหันเอาวิกฤตตรงนี้มาทำเป็นสปาให้กับสุนัข อย่างไรก็ดี ธุรกิจดังกล่าวในช่วงหลังเริ่มมีการลดลง เนื่องจากไม่ประสบความสำเร็จเพราะผู้ประกอบการส่วนใหญ่ที่เข้ามาทำๆ เพราะเห็นว่าธุรกิจดังกล่าวกำลังอยู่ในช่วงของการรุ่งเรือง แต่หากไม่ได้คลุกคลีอยู่ในธุรกิจสุนัขมาก่อนโอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็ได้ยาก

สำหรับแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจสปาสุนัขปี 2549 จะโตแค่ 15-20% ซึ่งถือว่าเป็นการเติบโตที่เยอะเนื่องจากปัจจุบันผู้เลี้ยงบางคนเลี้ยงสุนัขโดยให้กินแต่ของดีๆ แต่บางครั้งสิ่งเหล่านี้กลับไปทำให้สุนัขเกิดปัญหาในเรื่องของสุขภาพแทน และยังเกิดจากการที่สัตว์แพทย์ต้องการนำสปาสุนัขไปเป็นแพทย์ทางเลือกให้กับผู้มาใช้บริการ แต่การทำธุรกิจเกี่ยวกับสุนัขก็ยังคงมีปัญหาเรื่องของทำเลที่ตั้งเพราะหากส่งกลิ่นออกมาจะต้องย้ายออกจากสถานที่ดังกล่าวทันที อย่างไรก็ดียังมีกลุ่มผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่ต้องการเข้าไปทำธุรกิจสปาสุนัขอีกเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ การใช้เงินสำหรับสุนัขของผู้เลี้ยงคาดว่าในปี 2549 แม้ว่าเศรษฐกิจจะอยู่ในภาวะที่ค่อนข้างแย่ และการเงินต้องมีการประหยัด ตนยังเชื่อว่าการจ่ายเงินไปกับธุรกิจสุนัขก็ยังทำได้อยู่ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับว่าผู้ประกอบการจะจับลูกค้ากลุ่มใด?

ทั้งนี้ ธุรกิจสปาสุนัขยังสามารถเปิดได้อีกในปี 2549 แต่หากเปิดมากเหมือนกับธุรกิจตัดแต่งขน (grooming) อาจจะทำให้เสียเปล่าได้ นอกจากนี้ คนที่ต้องการเข้ามาลงทุนในธุรกิจสุนัขต้องมีจุดยืน และคอนเซ็ปต์ของตัวเอง แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้ประกอบการควรที่จะระลึกไว้ก็คือการทำธุรกิจสปาสุนัขผู้ประกอบการจะต้องไม่หยุดนิ่งในการทำแต่ต้องมีการคิดค้นสร้างศาสตร์ใหม่ๆ อยู่เสมอเพราะหากทำธุรกิจและหยุดนิ่งในการคิดค้นศาสตร์ธุรกิจสปาสุนัขก็จะหยุดนิ่งอยู่แค่นั้น อย่าง Inno-Thai ก็มีการเพิ่มสูตรใหม่ๆ ปีละ 3 สูตรนอกจากนี้ต่อไปจะมีการคิดค้นเกี่ยวกับการแก้ปัญหาเรื่องกลิ่นปากสำหรับสุนัข

สำหรับรายได้ของการทำธุรกิจสปาสุนัขนั้นเชื่อว่าสามารถสร้างรายได้ได้สูงกว่าการทำธุรกิจตัดแต่งขนเนื่องจากการให้บริการหนึ่งครั้งจะเสียค่าใช้จ่าย 650-1,500 บาทต่อตัวต่อหนึ่งชั่วโมงซึ่งสามารถทำกำไรได้ถึง 90% ในขณะที่กรูมมิ่งค่าใช้จ่าย 300 บาทต่อตัวต่อชั่วโมง

จเรยังเชื่ออีกว่ากระแสของความเป็นปีจอและการจัดงานด็อกโชว์รวมทั้งการที่มีสุนัขทรงเลี้ยงออกสู่ประชาชนเป็นจำนวนมากน่าจะมีผลทำให้มีผู้เลี้ยงสุนัขมากขึ้น ซึ่งตรงนี้ก็จะส่งผลให้ธุรกิจสปาสุนัขได้รับความนิยมมากขึ้นตามไปด้วย

ปัจจุบันในตลาดสปาสุนัขนั้นมีผู้ประกอบการที่ทำอยู่ประมาณ 30 รายแต่รายที่เด่นๆ อยู่ในตลาดมี 6-7 เจ้าเท่านั้น อย่างไรก็ดีตนเชื่อว่าในปี 2549 จะมีคนที่เข้ามาเปิดธุรกิจสปาสุนัขในกรุงเทพฯ เพิ่ม 7-8 เจ้า และเปิดในต่างจังหวัดอีกจำนวนหนึ่ง ด้านการแข่งขันของตลาดสปาจะแข่งกันในเรื่องราคา รองลงมาเป็นเรื่องของบริการ

จเร ยังกล่าวต่อว่า ต่อไป Inno-Thai จะมีการเปิดสาขาที่ 2 ซึ่งขณะนี้กำลังดูทำเลอยู่แต่คาดว่าจะเป็นแถวถนนศรีนครินทร์หรือตลาดอตก. โดยปัจจัยที่เลือกทำเลดังกล่าวเนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีกลุ่มคนรวยอยู่เยอะ อย่างไรก็ดี ในช่วงแรกบริษัทคิดว่าจะเปิดแฟรนไชส์สปาสุนัข แต่เห็นว่าการทำธุรกิจดังกล่าวต้องใช้ความละเอียดอ่อนอย่างมากจึงคิดว่าเปิดเป็นลักษณะของการสอนดีกว่า โดยเน้นกลุ่มผู้เรียนที่มีความตั้งใจจริงซึ่งที่ผ่านมามีผู้มาเรียนเฉลี่ย 3 เดือนต่อ 1 คน

สำหรับค่าเล่าเรียนหลักสูตรละ 100,000 บาทต่อ 10 วัน โดย 3 วันแรกจะเป็นการเรื่องของสมุนไพร, สมาธิ, ตรรกะ และพลังออร่า ส่วนอีก 5 วันต่อมาจะเรียนเกี่ยวกับสูตรทั้ง 15 สูตรของสุนัข และ 2 วันสุดท้ายจะเป็นวันสอบซึ่งหลังจากเรียนจบผู้เรียนจะได้รับใบธุรกิจการค้าที่จดจากกรมพาณิชย์ทั้ง 8 ใบ นอกจากนี้ Inno-Thai พร้อมจะเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้เรียนตลอดไป

Inno-Thai ต่างจากธุรกิจสปาสุนัขทั่วไปตรงที่ไม่ใช่แค่การทำเพื่อความสวยงามแต่เป็นการทำเพื่อการรักษาโรคให้กับสุนัขทุกพันธุ์ซึ่งถือเป็นเจ้าแรกที่ใช้วิธีการรักษาดังกล่าว และยังรับรักษาสุนัขทุกพันธุ์ในขณะที่สปาบางแห่งจะเลือกรับทำแต่พันธุ์เล็กๆ เท่านั้น โดยกลุ่มเป้าหมายของ Inno-Thai จะเป็นกลุ่มนักธุรกิจตามโรงงาน และชาวต่างชาติที่พร้อมจะหมดเงินไปกับการเลี้ยงดูสุนัข

ส่วนกลยุทธ์ที่บริษัทจะใช้ในการแข่งขันมีด้วยกัน 3 ประการ คือ 1.สถานที่ไม่ใช่อาคารพาณิชย์แต่เป็นเหมือนรีสอร์ทที่มีความเป็นธรรมชาติ 2.ไม่มีเรื่องของกลิ่นและเสียงเห่าออกมารบกวนบริเวณข้างเคียง และ 3.พนักงานเป็นบุคคลที่มีใจในการทำธุรกิจจริงๆ

‘Dog Get Home’ บ้านสุนัขเจาะกลุ่มรักสุขภาพ ใส่ข้อมูลพีอาร์บนเว็บไซต์

รัตติยา อยู่ประเทศ และประกาศิต เกิดเกลื่อน เจ้าของกิจการ Dog Get Home กล่าวว่า ธุรกิจบ้านหรือกรงสุนัขในปีที่แล้วอยู่ในระดับที่ดี เพราะผู้เลี้ยงเอาใจใส่มากขึ้น ส่วนในปี 2549 มีแนวโน้มว่าตลาดยังไปได้ดีและยังมีโอกาสได้กำไรจากธุรกิจดังกล่าวมากขึ้น เพราะบ้านเป็นเรื่องของความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่คาดว่ารายใหม่จะเข้ามาไม่มาก อาจจะเป็นเพราะทำได้ยาก ต้องมีความพร้อมในเรื่องเงินทุน การผลิต และความตั้งใจ

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการรายใหม่ยังมีโอกาสเข้ามาทำตลาดได้เช่นกัน แต่ต้องทำเพราะรักไม่ใช่เห็นคนอื่นทำแล้วทำตาม สำหรับ Dog Get Home กำไรต่อชิ้นไม่ได้มากเพราะไม่ได้ตั้งราคาสูง

“นอกจากนี้ Dog Get Home พยายามทำให้เห็นว่าบ้านสุนัขมีความจำเป็น เพราะนอกจากจะป้องกันยุงและแมลงรบกวน ยังใช้เป็นเครื่องมือฝึกสุนัขในเรื่องของการนอน และการขับถ่าย ซึ่งผู้เลี้ยงบางคนอาจจะไม่เห็นความจำเป็น เพราะฉะนั้น เราจึงใช้ เว็บไซต์ www.doggethome.com เป็นช่องทางสื่อข้อมูลความรู้ และรายละเอียดต่างๆ ให้ผู้เลี้ยงเข้าถึงได้ตลอดเวลา”

ด้านการแข่งขันของธุรกิจบ้านสุนัข ทั้งสองคนกล่าวว่า ยังมองไม่ออกว่าจะเป็นรูปแบบใด? เพราะคู่แข่งที่อยู่ในตลาดเพียง 5-6 ราย มีสินค้าแตกต่างจาก Dog Get Home ทั้งสิ้น สำหรับ Dog Get Home มีรูปแบบสีสันคล้ายบ้านคนและผลิตตามออร์เดอร์ ไม่ได้ผลิตล่วงหน้ามากๆ ทำให้ลูกค้าสามารถออกแบบเอง และยังเลือกให้เหมาะกับงบประมาณได้ด้วย นอกจากนี้ Dog Get Home ยังศึกษาพฤติกรรมของสุนัขเพื่อออกแบบบ้านให้เหมาะกับสุนัขแต่ละพันธุ์ สำหรับกลุ่มเป้าหมาย เดิมจะเป็นระดับบนที่มีความพร้อม แต่ปีนี้จะหันมาผลิตสินค้าเพื่อรองรับระดับรองลงมาอีกกลุ่มหนึ่ง เช่น กลุ่มนักศึกษา

“คิดว่าปีหน้าคงจะมีธุรกิจใหม่ๆ เกี่ยวกับสุนัขเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะจะมีผู้เลี้ยงสุนัขมากขึ้นกว่าทุกปี และสื่อต่างๆ ให้ข้อมูลหรือเสนอเรื่องราวที่เกี่ยวกับสุนัข กระตุ้นให้คนหันมาสนใจสุนัขมากขึ้น” รัตติยา และประกาสิต บอกตรงกัน

กลุ่มผลิตภัณฑ์แข่งดุ ‘ไออ้อน’ งัดนวัตกรรมสู้ เล็งออกน้ำหอมสูตรใหม่

กานต์ วรวิทยคม เจ้าของธุรกิจ ผลิตภัณฑ์แชมพูสำหรับสุนัข แบรนด์ “ไออ้อน” กล่าวว่า ปัจจุบันภาพรวมของธุรกิจเกี่ยวกับสุนัขถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี เพราะมีผู้นิยมเลี้ยงมากขึ้นและผู้ประกอบการมีการให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุนัขมากขึ้น ทำให้มียอดขายดีขึ้นตามไปด้วย

สำหรับตลาดผลิตภัณฑ์สุนัขในปี 2549 คาดว่าอาจจะอยู่ในลักษณะทรงตัว ไม่น่าจะหวือหวาเหมือนกับปีที่แล้ว เพราะค่าครองชีพที่สูงขึ้น อาจจะทำให้กำลังซื้อหดหายได้ ทำให้หลายแบรนด์เริ่มชะลอการลงทุนและไม่มีการออกสินค้าหรือทำกิจกรรมใหม่ๆ หรือทำในรูปแบบเจาะเซ็กเม้นท์ เนื่องจากตลาดนี้โตตามภาวะเศรษฐกิจอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม มองว่าความเป็นปีจอน่าจะส่งผลให้ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุนัขมียอดจำหน่ายดีขึ้น ซึ่งไออ้อนจะการออกสินค้าใหม่ในกลุ่มน้ำหอม

ด้านการแข่งขันของตลาดผลิตภัณฑ์สำหรับสุนัข คาดว่าจะรุนแรงมากขึ้น ทั้งเรื่องคุณภาพ ราคา การส่งเสริมการขาย และบรรจุภัณฑ์ อีกทั้ง จะมีความหลากหลายและมีการแบ่งเซ็กเม้นต์ย่อยมากขึ้น ส่วนไออ้อนจะอาศัยนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์เพื่อแข่งขันกับแบรนด์ใหญ่ๆ โดยจะคิดค้นสูตรใหม่ๆ ตลอดเวลา และสินค้าที่ผลิตออกมาจะต้องมีจุดขายเกี่ยวกับการบำรุงด้วย เช่น น้ำหอม ต้องเป็นน้ำหอมที่ช่วยบำรุงขน ขณะที่แบรนด์ใหญ่ๆ มักจะผลิตสูตรเดิมๆ มากกว่า

อย่างไรก็ตาม ยังมีช่องทางให้ผู้ประกอบการใหม่ที่ต้องการเข้าสู่ธุรกิจผลิตภัณฑ์สำหรับสุนัขเพราะตลาดมีขนาดใหญ่ และการหาสูตรของผลิตภัณฑ์ทำได้ง่าย แต่การแข่งขันอาจจะสูง โดยเฉพาะ การแย่งพื้นที่วางจำหน่ายสินค้า เพราะร้านค้าจัดสรรพื้นที่วางสินค้าสำหรับผลิตภัณฑ์สำหรับสุนัขน้อยกว่าอาหาร ดังนั้น ผู้ประกอบการจะต้องผลิตสินค้าให้มีความแตกต่างจากผู้อื่น นอกจากนี้ หากจะจับกลุ่มเป้าหมายระดับบน ควรจะผลิตสินค้าที่เน้นไลฟ์สไตล์ แต่หากระดับกลางหรือล่างควรเน้นสินค้าประเภทแมสและราคาไม่สูง สำหรับรายได้ถือว่ากำไรอยู่ในระดับที่ดี แต่น้อยกว่าธุรกิจอาหาร เพราะไม่จำเป็นต้องใช้ทุกวัน

ชี้ตลาดสแน๊กโต 80% ‘วูฟปี้’ แนะจุดขายต้องชัดเจน

ภูเบศร์ วิเศษพุทธศาสน์ เจ้าของ บริษัท วูฟปี้ เฮดควอเตอร์ จำกัด ผู้ผลิตสแน๊กสำหรับสุนัข แบรนด์“วูฟปี้” กล่าวถึงแนวโน้มตลาดอาหารสุนัขในปี 2549 ว่า น่าจะมีอัตราการเติบโตถึง 80% โดยขยายตัวสูงกว่าปี 2548 ที่มีการเติบโต 50% เมื่อเทียบกับปี 2547 เนื่องจากความนิยมสัตว์เลี้ยงของคนไทยมีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และดูแลเหมือนลูก

ในส่วนเซ็กเม้นต์ขนมขบเคี้ยวสำหรับสุนัขมีแนวโน้มเติบโต เพราะเป็นของแปลกใหม่สำหรับเมืองไทย และส่วนใหญ่นำเข้าจากต่างประเทศ สำหรับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการลงทุนในธุรกิจนี้ สิ่งสำคัญต้องมีจุดขายของตนเอง และไม่ควรเลียนแบบสินค้าจากต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันรุนแรงตามไปด้วย เนื่องจากมีผู้ประกอบการรายใหม่ประมาณ 10-20 ราย นำสินค้าเข้ามาทำตลาด ซึ่งส่งผลกระทบต่อบริษัทฯ จึงเตรียมจะต้องปรับตัวมากขึ้น ด้วยการเพิ่มประเภทสินค้าให้หลากหลาย เช่น ผลิตสินค้ากึ่งแห้งกึ่งสำเร็จรูป เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ รวมถึง แชมพู และสบู่สำหรับสุนัข ซึ่งการออกสินค้าให้ครบไลน์ นอกจากจะทำให้ผู้ซื้อมีทางเลือกมากขึ้น จะทำให้ยอดขายของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันเน้นขนมขบเคี้ยวประเภทซีฟู้ด และจับกลุ่มลูกค้าระดับกลางถึงบน

ภูเบศร์ ทิ้งท้ายว่า จุดขายของสินค้าใหม่จะเน้นราคาถูกกว่าสินค้านำเข้าประมาณ 30-40% ขณะที่ช่องทางจำหน่ายสินค้าจะเน้นร้านเพ็ทช็อป เพราะไม่สามารถเจาะเข้าถึงห้างสรรพสินค้าเหมือนกับแบรนด์ดังจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม เห็นว่าการวางสินค้าในเพ็ทช็อปไม่ได้เสียเปรียบมากนัก เพราะสินค้าจะถึงมือลูกค้ามากกว่า

แม้ทิศทางของธุรกิจต่างๆ ทั้งสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับสุนัขในปีนี้ดูจะสดใส แต่สิ่งสำคัญคือความสร้างสรรค์ของผู้ประกอบการที่จะผลักดันให้ธุรกิจนี้เติบโตต่อไป

************

ไอเดียสินค้าเจาะใจ ดีไซน์สไตล์คนรักสุนัข

เป็นวัฏจักรของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีธุรกิจผลิตภัณฑ์หรือสินค้าเกี่ยวข้องกับสัตว์ประจำนักษัตร เมื่อปีใหม่เวียนมาถึง ซึ่งในปีนี้ตรงกับปีหมา “ผู้จัดการรายสัปดาห์” สำรวจหลายๆ แห่ง พบว่าผู้ประกอบการเริ่มทยอยผลิตและจำหน่ายสินค้าที่นำสุนัขมาใช้ในการออกแบบ เพื่อให้ทันขายในช่วงเทศกาลปีใหม่ และบางรายเริ่มผลิตสำหรับวันวาเลนไทน์กันบ้างแล้ว

ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่หมวดกิ๊ฟช้อป ของใช้ภายในบ้าน เช่น แก้วน้ำ ที่มีหูหิ้วเป็นหัวสุนัขพันธุ์ต่างๆ , ที่ใส่กระดาษทิชชู , ที่วางโทรศัพท์มือถือ , ภาพกราฟฟิกหรือสีน้ำมันติดผนังสำหรับตกแต่งบ้าน ซึ่งกำลังได้รับความนิยม เป็นต้น

จากการสอบถามผู้ประกอบการายหนึ่งในตลาดนัดสวนจตุจักร กล่าวว่า ทำผลิตภัณฑ์ของใช้ภายในบ้านเซรามิกรูปสุนัขพันธุ์ต่างๆ มา 9 ปีแล้ว เริ่มจากความชอบสุนัขและเห็นโอกาสที่จะนำมาประกอบในของใช้ต่างๆ ที่สำคัญ สุนัขเป็นสื่อที่แทนความน่ารักและเป็นที่ชื่นชอบของคนทุกเพศทุกวัย

การผลิตสินค้าแต่ละประเภทหรือพันธุ์สุนัขมีการเลือกให้เหมาะกับของใช้ด้วย เช่น ชุดเกลือ-พริกไทย นิยมใช้รูปทรงของสุนัขพันธุ์เล็กจัดเป็นเซ็ตคู่กัน , แก้วกาแฟ เป็นสุนัขพันธุ์ใหญ่เพื่อใช้ส่วนของศีรษะเป็นที่จับติดกับขอบแก้วซึ่งให้รูปทรงรับกับขนาดแก้วได้ดี

ปัจจุบันมีหน้าร้านที่สวนจตุจัตรสำหรับขายให้ลูกค้าทั่วไปและทำตลาดส่งออกต่างประเทศด้วย เช่น โซนยุโรป และเอเชีย

สำหรับการพัฒนาสินค้า ผู้ประกอบการรายเดิมกล่าวว่า ยังเน้นใช้สุนัขกับของใช้ภายในบ้านซึ่งมีอีกหลายแบบที่ยังไม่ได้ทำ แต่จะเพิ่มแบบใหม่ๆ คือ สุนัขพันธุ์ต่างๆ ที่กำลังได้รับความนิยมในขณะนั้น

ทางด้าน บริษัท เค.เอส.เค. อินเตอร์เทรด จำกัด ผู้ผลิตสุนัขพันธุ์ต่างๆ จากเรซิน กล่าวว่า บริษัทฯ ผลิตสุนัขที่มีขนาดเท่ากับของจริงในช่วงวัยต่างๆ เน้นความเหมือนและคงทน เพราะสามารถใช้ประดับตกแต่งในสนามหรือกลางแจ้งได้ เดิมเน้นตลาดส่งออกเป็นหลัก และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเริ่มรุกตลาดในประเทศมากขึ้น เพราะคนไทยนิยมแต่งบ้านด้วยสุนัขพันธุ์ต่างๆ ที่มีความเหมือนจริงมากขึ้น   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us