|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
บริษัทที่ปรึกษาฯเร่งยื่นไฟลิ่งบริษัทเข้าระดมทุน หลังตลาดหุ้นกลับมาคึก "กิมเอ็ง" ระบุเป็นช่วงเหมาะสม เผยยื่นไฟลิ่งขอกระจายหุ้นรถไฟฟ้ากรุงเทพแล้ว ด้านเซจฯ คาดหุ้นที่ไฟลิ่งผ่านก.ล.ต.แล้วเตรียมนำออกมาขาย คาดพร้อมเทรด ก.พ.นี้ เปรยเตรียมยื่นอีก 20 บริษัทปีนี้ ด้านโบรกเกอร์ มองภาพเศรษฐกิจปีนี้ แต่ต้องติดตามการเมือง "พรูเด้นท์ สยาม"โบรกฯน้องใหม่ปีนี้คาดเงินทุนสหรัฐไหลเข้าตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย แต่ชี้ปัจจัยพื้นฐานยังไม่แข็งแรงพอที่จะหนุนดัชนี 800 จุด
จากการที่ภาวะการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากเปิดศักราชใหม่ ปี 2549 เป็นต้นมา(3-6 ม.ค.) จึงอาจจะทำให้บริษัทที่เตรียมจะเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯหันมาเร่งรัดที่จะเสนอขายหุ้นต่อประชาชน (ไอพีโอ) เพราะภาวะการลงทุนที่ดีขึ้นจะทำให้หุ้นได้รับความสนใจจากนักลงทุน และเมื่อหุ้นเข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯราคาหุ้นมีโอกาสที่จะปรับตัวสูงกว่าราคาจองได้
นายสิทธิไชย มหาคุณ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KEST เปิดเผยว่า ขณะนี้ถือว่าเป็นจังหวะที่เหมาะสำหรับหุ้นใหม่ที่จะเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไป เพราะสภาพตลาดหุ้นที่เอื้ออำนวย จะเห็นได้จากดัชนีที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น และมีมูลค่าการซื้อขายที่หนาแน่น โดยปัจจัยลบยังไม่มีเข้ามาทั้งในแง่ของอัตราดอกเบี้ย และราคาน้ำมันที่ยังไม่กระทบมากนัก ดังนั้นจึงคาดว่าบริษัทหลายบริษัทที่เลื่อนการขายหุ้นจากช่วงปลายปีก่อน มีโอกาสที่จะนำหุ้นออกมาเสนอขายในช่วงนี้ได้เช่นกัน
ทั้งนี้ในส่วนของบล.กิมเอ็ง(ประเทศไทย)กำลังพิจารณาถึงบริษัทที่จะนำเข้ามาจดทะเบียนเช่นกัน ซึ่งก็มีบางบริษัทที่บล.กิมเอ็ง(ประเทศไทย)เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและได้ยื่นแบบรายการแสดงข้อมูล(ไฟลิ่ง)ไปยังสำนักงานคณะกรรมการ กำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)เรียบร้อยแล้ว
ในส่วนของบริษัทรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BMCL ซึ่งบริษัทหลักทรัพย์ กิมเอ็ง เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ขณะนี้ได้ยื่นไฟลิ่งไปยังสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลัทรัพย์(ก.ล.ต.) เกี่ยวกับสัดส่วนการกระจายหุ้นของผู้ถือหุ้นเดิมที่จะนำหุ้นออกมาเสนอขายให้กับประชาชนทั่วไป(ไอพีโอ) ประมาณ 1,000 กว่าล้านหุ้น ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ตลาดหลักทรัพย์ที่ต้องกระจายที่กำหนด 25% ส่วนหุ้นใหม่ที่กระจายไอพีโอจำนวน 1,5000 ล้านหุ้นสำนักงานก.ล.ต.อนุมัติไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะนำบริษัทรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัดเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ภายในเดือนก.พ ปี 2549แต่ก็ต้องมีการพิจารณาภาวะตลาดควบคู่ไปด้วย ขณะที่การกำหนดราคาในการเสนอขายคงมีการพิจารณาอีกครั้ง
สำหรับงานในส่วนของธุรกิจวาณิชธนกิจนั้น บริษัทคาดว่าในปี 2549 จะมีรายได้จะเติบโตเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2548 ที่รายได้ใกล้เคียงกับปี 2547 ที่ผ่านมาที่ 167 ล้านบาท เพราะบริษัทมีหุ้นไอพีโอที่เตรียมยื่นไฟลิ่งกับทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อีกประมาณ 20 บริษัท ซึ่งประกอบด้วย ธุรกิจสื่อสาร วัสดุก่อสร้าง อิเล็กทรอนิกส์ สิ่งพิมพ์ ไอที และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะเป็นการทยอยออกในแต่ละเดือน
นายธนาธิป วิทยะสิรินันท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทเซจแคปปิตอล จำกัด เปิดเผยว่า คาดว่าบริษัทที่ได้ยื่นแบบไฟลิ่งต่อสำนักงาน ก.ล.ต.และได้รับความเห็นชอบแล้วนั้น มีโอกาสที่จะนำหุ้นออกมาเสนอขายในช่วงนี้ได้เช่นกัน อย่างไรก็ตามการเสนอขายหุ้นไอพีโอนั้น จะต้องใช้เวลาในการดำเนินการพอสมควร
ทั้งในแง่ของการแนะนำข้อมูลหรือโรดโชว์ เพื่อให้นักลงทุนได้รู้จักกับหุ้นที่จะเสนอขายว่าเป็นอย่างไร
รวมถึงขั้นตอนการสำรวจความต้องการซื้อของนักลงทุนสถาบัน เพื่อที่จะได้กำหนดราคาที่จะเสนอขาย ซึ่งถ้าสภาพตลาดหุ้นยังดีต่อเนื่องไปจนช่วงที่กำหนดราคา ก็มีโอกาสจะได้เห็นหุ้นใหม่หลายบริษัทเข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้เช่นกัน
ขณะที่วานนี้(8 ม.ค.)สมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย จัดสัมมนา เรื่อง “ฟันธง 10 หุ้นเด่น ปีหมาดุ”ในรายการ MONEY TALK ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
นางสาววิริยา ลาภพรหมรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์ บล. เกียรตินาคิน จำกัด กล่าวว่า บริษัทคาดเศรษฐกิจปี 2549 จะเติบโตกว่าปี 2548 เนื่องจากตลาดมีการปรับตัวจากราคาน้ำมันที่ทรงตัวในระดับสูง และอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มจะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าดอกเบี้ยจะมีการปรับตัวขึ้นสูงสุดในช่วงไตรมาส 1-2/49 หลังจากนั้นก็จะมีการทรงตัวในช่วงกลางปีนี้ และกำไรของบริษัทจดทะเบียน(บจ.)ก็มีการเติบโตเพิ่มขึ้น 7% จากปี 2548 จากการปรับตัวในเรื่องของราคาน้ำมัน
ทั้งนี้ เชื่อว่ากำไร บจ.ในไตรมาส 4/48 จะมีการเติบโตมากขึ้น จากที่เป็นช่วงที่มียอดขายที่ดีที่สุดของหลายธุรกิจ
ส่วนสถานการณ์การเมืองยังคงมีความน่ากังวล ซึ่งอาจจะเป็นหลังๆ ที่จะมีการพูดถึงแต่ก็จะต้องมีการติดตาม โดยคาดดัชนีตลาดหุ้นไทยปีนี้จะอยู่ ที่ 830 จุด หากค่า P/E ที่ 10 เท่า และเม็ดเงินจากต่างประเทศยังคงไหลเข้าตลาดหุ้นไทย แต่หากมองอย่างระมัดระวังก็จะอยู่ที่ 760 จุด
สำหรับปัจจัยที่น่าเป็นห่วงคือ ในเรื่องความรู้สึกของนักลงทุน ซึ่งไม่อยากให้นักลงทุนมีการยึดมั่นถือมั่นอะไรมากนัก ควรที่จะมีการปรับตัวไปตามภาวะตลาด ส่วนปัจจัยบวกที่ต้องการให้เกิดขึ้น คือความสงบในภาคใต้ เพราะ จะช่วยทำให้นักลงทุนมีความรู้สึกเชื่อมั่นมากขึ้น ในเรื่องต่างๆ
ทั้งนี้หุ้นที่แนะนำลงทุนคือ ธนาคารกสิกรไทย จากที่มีสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่ำ และหุ้น ปตท.สผ.ซึ่งจะต้องมีการติดตามในเรื่องการแตกพาร์
นายพิชัย เลิศสุพงศ์กิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.พรูเด้นท์ สยาม จำกัด กล่าวว่า สภาพเศรษฐกิจในปี 2549 คาดว่าจะดีกว่าปี 2548 เล็กน้อย โดยในปีก่อนจะมีปัจจัยลบที่เข้ามากระทบทั้งเรื่องการต่อต้านการนำ บมจ. กฟผ.เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ กรณีความขัดแย้งระหว่างนายกรัฐมนตรีกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน จนส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมือง
ทั้งนี้ ปัจจัยที่จะช่วยสนับสนุนสภาพเศรษฐกิจ ได้แก่ โครงการเมกกะโปรเจ็กต์ ซึ่งถ้าดำเนินการจะช่วยกระตุ้นการลงทุนให้มีมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีปัจจัยที่จะคอยกดดันได้แก่อัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งมีการประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยจะปรับตัวขึ้นมาสูงสุดในช่วงกลางปี หลังจากนั้นก็จะอยู่ในลักษณะของการทรงตัว
สำหรับตลาดหุ้นไทยในปีนี้นั้นคาดว่าจะมีเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้า โดยเฉพาะจากสหรัฐ ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นเกิดใหม่ ซึ่งรวมถึงตลาดหุ้นของไทยด้วย เพราะตลาดหุ้นของไทยถือว่าเป็นตลาดที่ถูก โดยจะเห็นได้จากค่าพี/อี เรโช ที่อยู่ในระดับต่ำประมาณ 9 เท่า และ บจ.มีความสามารถในการจ่ายเงินปันผลได้เกินกว่า 4% ในช่วงที่ผ่านมา และมีแนวโน้มที่จะจ่ายเงินปันผลได้ใกล้เคียงกับ 5% ในปีนี้
นอกจากนี้ การที่ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนต่างประเทศเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้น เพราะจะทำให้นักลงทุนต่างประเทศได้กำไรจากทั้งอัตราแลกเปลี่ยน และจากการลงทุนในตลาดหุ้นที่ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งถือได้ว่าค่าเงินบาทนั้นมีบทบทอย่างมากต่อตลาดหุ้นไทย
อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานในขณะนี้ยังไม่แข็งแรงพอที่จะรองรับให้ดัชนีขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 800 จุดและทำให้ดัชนีปรับตัวขึ้นต่อ
ทั้งนี้ เชื่อว่าจะมีความผันผวนในแง่ของราคาในหุ้นขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นหุ้นที่นักลงทุนต่างประเทศเข้ามาลงทุน เพราะเงินทุนต่างประเทศจะมีการเคลื่อนย้ายตลอดเวลา ดังนั้นนักลงทุนจะต้องระมัดระวัง โดยคาดว่าบริษัทจดทะเบียนของไทยในปีนี้จะมีการเติบโตของกำไรประมาณ 7%
สำหรับกลุ่มที่น่าสนใจได้แก่กลุ่มค้าปลีกสมัยใหม่ กลุ่มเกษตรส่งออกและอสังหาริมทรัพย์ บางบริษัทที่เป็นผู้นำ โดยหุ้นที่แนะนำให้ลงทุนได้แก่หุ้นบริษัทเซ็นทรัลพัฒนา เพราะถือว่าเป็นบริษัทที่มีรายได้เติบโตปีละประมาณ 12% ในอีก 5ปีข้างหน้า และบริษัทยังเป็นผู้บริหารสวนลุมไนท์บาร์ซ่า และยังมีการจัดตั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะเกิดผลดีต่อบริษัท ส่วนอีกบริษัทที่น่าลงทุนได้แก่หุ้นบริษัทพฤกษา เรียลเอสเตท เพราะถือเป็นผู้นำอสังหาริมทรัพย์ระดับล่าง
นางสาวปองรัตน์ รัตนะตวณานนท์ ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. บัวหลวง จำกัด(มหาชน)กล่าวว่า สภาพเศรษฐกิจในปีนี้จะมีปัจจัยที่มีผลกระทบ ได้แก่ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ย ซึ่งคาดว่าจะมีผลภายในครึ่งปีแรก ที่จะปรับตัวสูงขึ้นหลังจากนั้นก็จะทรงตัว ส่วนในครึ่งปีหลังจะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมัน ซึ่งจะมีความต้องการอย่างมากในครึ่งปีหลัง เพราะจะเข้าสู่ฤดูหนาว ดังนั้นประเทศในแถบยุโรปและสหรัฐจะมีความต้องการมาก และจะส่งผลทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นได้ในครึ่งปีหลัง ส่วนปัจจัยที่จะต้องติดตาม ได้แก่ ปัจจัยการเมือง ในแง่ของเสถียรภาพของรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม ในปีนี้เชื่อว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคได้ดีดกลับมาแล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการมีความมั่นใจมากขึ้น ซึ่งจะทำให้สามารถปรับราคาสินค้าขึ้น ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการมีความสามารถในการทำกำไรเพิ่มมากขึ้น
ภาวะการซื้อขายของตลาดหุ้นไทยในปีนี้ ถ้าค่าพี/อี เรโชอยู่ที่ระดับ 9 เท่าดัชนีที่เหมาะสมจะอยู่ที่ระดับ 716 จุด แต่ถ้าค่าพี/อี เรโช อยู่ที่ระดับ 10 เท่า ดัชนีที่เหมาะสมจะอยู่ในระดับ 796 จุดหรือ 800 จุด โดยการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนคาดว่าจะโตเพียง 2% เท่านั้น ซึ่งลดลงจากปีก่อนที่มีอัตราการเติบโตประมาณ 18% สาเหตุที่ปีก่อนมีการเติบโตขึ้นมาก เนื่องจากในปีก่อนราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น จึงส่งผลดีต่อบริษัทที่ประกอบธุรกิจน้ำมัน
ปัจจัยลบที่จะต้องระมัดระวัง ได้แก่ ปัจจัยการเมือง ซึ่งมีผลกระทบในวงกว้างได้,ปัญหาการก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้,ภัยธรรมชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่คาดไม่ถึง
นายอดิพงษ์ ภัทรวิกรม ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัดกล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยในปีนี้คาดว่าจะดีขึ้นกว่าปีก่อน แต่คงจะไม่มากนัก โดยประเมินว่าบริษัทจดทะเบียนจะมีอการเติบโตของกำไรประมาณ 3% และดัชนีที่เหมาะสมกับพื้นฐานอยู่ในระดับ 684 จุด และเชื่อว่าภาวะการเก็งกำไรจะมีเพิ่มมากขึ้น
หุ้นที่แนะนำให้ลงทุนได้แก่หุ้นกลุ่มหลักทรัพย์ ที่ได้รับผลดีจากมูลค่าการซื้อขายของตลาดที่เพิ่มขึ้น โดยหุ้นที่น่าลงทุนได้แก่หุ้นบล.ภัทร เพราะถือว่าเป็นบริษัทที่มีขนาดใหญ่ นอกจากรายได้จากค่านายหน้าซื้อขายแล้วยังจะมีรายได้จากค่าวาณิชธนกิจเข้ามาอีกมาก ส่วนอีกบริษัทได้แก่หุ้นบริษัทอัมรินทร์ พลาซ่า ซึ่งถือว่าราคายังไม่สูงและนักลงทุนต่างประเทศให้ความสนใจ
|
|
 |
|
|