Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ กรกฎาคม 2540








 
นิตยสารผู้จัดการ กรกฎาคม 2540
รพ.เอกชน เส้นทางที่มีราคา             
โดย ฐิติเมธ โภคชัย จารุสุดา เรืองสุวรรณ
 


   
search resources

ศูนย์การแพทย์ไทย
จารุรัศม์ วรรณิสสร
Hospital




แก้วใจ หญิงสาววัย 29 ปี ประกอบธุรกิจเป็นของตนเอง เธอตัดสินใจทันทีที่รู้ว่าตั้งท้องบุตรคนแรกว่าต้องเข้ารับการดูแลและบริการจากร.พ.เอกชนชั้น 1 เท่านั้น เช่นเดียวกับรัตนา พนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งวัย 35 ปี ที่ป่วยด้วยโรคไต ก็เข้ารับการบำบัดรักษาใน ร.พ.เอกชนชั้นดีที่กรุงเทพฯ ทันที โดยทั้งคู่หวังเพียงการบริการที่ดี และความสะดวกรวดเร็วเป็นสำคัญ แม้ว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงกว่า 2 เท่าของร.พ.รัฐบาลก็ตาม หากคุณอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้คุณจะเลือกไปทางไหนระหว่างร.พ.เอกชนที่แพงหูฉี่ หรือ ร.พ.ของรัฐที่ต้องใช้ความอดทนสูง?

ข้อจำกัดที่มีมากมายของร.พ.รัฐบาล นับตั้งแต่ผู้ป่วยย่างเท้าก้าวเข้าไป เพื่อรับการรักษา เริ่มตั้งแต่การทำบัตรผู้ป่วยนอกที่เปิดให้บริการเพียง 3 ชั่วโมงจาก 8.00 น. ปิดรับบัตร 10.00 น. เพื่อจำกัดจำนวนคนไข้ ทำให้ผู้ป่วยต้องแย่งชิงกันไปเข้าคิวรอตั้งแต่เช้ามืดเพื่อที่จะได้เป็นคนแรกในการตรวจรักษา ซึ่งแพทย์จะลงตรวจก็ต่อเมื่อ 9.00 น. จนถึง 12.00 น. หากไม่ใช่ผู้ที่มีคอนเนกชั่นอยู่ในร.พ.นั้นๆ อาจต้องใช้เวลาเกือบครึ่งวันอยู่ที่ร.พ.เพื่อรอรับการรักษา ไม่นับถึงระยะเวลาในการเดินทาง นอกจากนี้ความไม่ปรานีปราศรัยของเจ้าหน้าที่ เมื่อนำมาประกอบกัน ได้เป็นแรงผลักดันให้คนกลุ่มหนึ่งเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ที่มีบรรยากาศที่แตกต่าง แม้ว่าจะต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการพบแพทย์ หรือ doctor fee ซึ่งร.พ.รัฐจะไม่มีค่าใช้จ่ายตรงนี้

ความไม่เพียงพอของร.พ.รัฐที่จะให้บริการแก่ประชาชนได้อย่างทั่วถึง ได้ทำให้ภาครัฐหันมาสนับสนุนให้เอกชนเข้ามาลงทุนในธุรกิจนี้ โดยให้สิทธิพิเศษที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้เป็นระยะเวลา 5 ปี และยกเว้นภาษีการนำเข้าอุปกรณ์ทางการแพทย์ด้วย เนื่องจากธุรกิจนี้ต้องใช้เงินลงทุนที่สูงมาก ไม่เพียงเฉพาะตัวอาคารเท่านั้น ยังรวมถึงอุปกรณ์เทคโนโลยีทางการแพทย์ ซึ่งเครื่องมือที่ใช้รักษาโรคยากและซับซ้อนล้วนแต่มีราคาที่แพงมาก เช่น เครื่องแกมม่า ไนฟ์ (gamma knife) ที่ใช้รักษาโรคเกี่ยวกับสมองราคาเครื่องละประมาณ 180 ล้านบาท

นอกเหนือจากเงินลงทุนแล้ว การไปรอดของธุรกิจนี้ยังขึ้นอยู่กับสายสัมพันธ์ที่มีต่อแพทย์ด้วย เพราะความสำเร็จของธุรกิจนี้อยู่ที่ความเชื่อถือและไว้วางใจในตัวแพทย์มากกว่าสิ่งอื่นใด ดังนั้น หากขาดซึ่งสายสัมพันธ์แล้ว การสรรหาแพทย์ฝีมือดีที่เป็นที่รู้จักในวงการให้เข้ามาร่วมทำงานด้วยจะทำให้ความสำเร็จของร.พ.ดำเนินไปอย่างยากลำบาก ขณะเดียวกันการใช้ประโยชน์เครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัยที่ลงทุนซื้อมาด้วยจำนวนเงินมหาศาล จะกลายเป็นความสูญเปล่า เพราะไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

'ชื่อเสียง' ซึ่งจะกลายเป็น ค่าความนิยม (good-will) ในทางบัญชี ถือเป็นเครื่องวัดความสำเร็จของร.พ.ได้เป็นอย่างดี เพราะชื่อเสียงจะแปรสภาพกลายเป็นเงินที่หลั่งไหลเข้าสู่ร.พ.ในที่สุด เนื่องจากดีมานด์เพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจนักที่จะมีคนกล่าวขานถึงธุรกิจนี้ว่าเป็นเครื่องปั่นเงินที่ดีประเภทหนึ่ง (moneyspinner) เพราะประมาณ 85% ของคนที่เข้ารับการรักษาจะชำระค่าใช้จ่ายด้วยเงินสด มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่จ่ายเป็นเครดิตการค้า ซึ่งได้แก่ บริษัทเอกชนที่ให้พนักงานไปใช้บริการกับร.พ.นั้นๆ และบริษัทประกัน หากคิดเป็นสัดส่วนก็ประมาณ 80:20 ดังนั้น ธุรกิจนี้จึงเป็นแหล่งผลิตเม็ดเงินที่ดีที่สร้างความมั่งคั่งให้แก่ผู้ประกอบการอย่างเป็นกอบเป็นกำ ไม่เพียงเท่านั้นยังแผ่อานิสงส์ไปถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องด้วย

โดยปกติ การบริหารเงินของร.พ.ทั่วๆ ไป จะนำกระแสเงินสดสุทธิที่ตัดค่าใช้จ่ายแล้ว นำไปฝากธนาคารและนำเงินไปลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น ประเภทตั๋วสัญญาใช้เงิน เพื่อให้เกิดดอกผลงอกเงยขึ้นมา ทว่าในระยะหลังนี้ เนื่องจากธุรกิจนี้มีอัตราการเติบโตที่เร็วและสูงมาก ทำให้เงินทุนที่สั่งสมไว้มีมากพอที่จะนำไปลงทุนในกิจการอื่นๆ ซึ่งที่ผ่านมาจะเห็นว่าร.พ.ต่างๆ มีการ diversify ไปสู่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องมากขึ้น

เช่น กลุ่มพญาไท ก็มีการลงทุนในธุรกิจโรงเรียนนานาชาติที่ภูเก็ต โดยร่วมทุนกับสถาบันการศึกษาจากอังกฤษ Dulwich College ร.พ.กรุงเทพ ลงทุนเปิดบริษัท สหแพทย์เภสัช ดำเนินธุรกิจผลิตยา ขณะเดียวกันก็ยังมีแผนที่จะเข้าสู่ธุรกิจประกันสุขภาพในลักษณะเดียวกับร.พ.ธนบุรีของน.พ.บุญ วนาสิน ที่เปิดบริษัทเอเพ็กซ์ประกันสุขภาพ ด้านร.พ.รามคำแหงก็ได้ลงทุนในบริษัทรังษีภัณฑ์ ถึง 30% ผลิตอุปกรณ์และเครื่องมือแพทย์ป้อนร.พ.ในเครือและจำหน่ายแก่ร.พ.อื่นๆ เป็นต้น

ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการที่เข้าสู่ธุรกิจนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่มีฐานเงินทุนที่แน่นหนา และเป็นบุคคลที่ high-profile ในแวดวงธุรกิจโดยจับมือกับกลุ่มแพทย์ที่มีอุดมการณ์ต้องการหลุดจากระบบราชการร่วมกันจัดตั้งเป็นร.พ.ขึ้นมา อาทิ ร.พ.บำรุงราษฎร์ ซึ่งเป็นที่ทราบดีว่าเป็นของตระกูลโสภณพนิช เช่นเดียวกับพญาไทที่เป็นของตระกูลอุไรรัตน์ ขณะที่ตระกูลล่ำซำ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสมิติเวช ส่วนร.พ.กรุงเทพ เป็นกลุ่มแพทย์ที่รวมตัวกันก่อตั้งขึ้นโดยดึงเอา Investment Bank อเมริกัน Banker Trust และสำนักงานตัวแทนของธนาคารมิดแลนด์ เข้ามาร่วมถือหุ้น

ด้านร.พ.รามคำแหง มีกลุ่มแพทย์ที่นำโดยน.พ.เอื้อชาติ กาญจนพิทักษ์ เป็นผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ สำหรับร.พ.พระราม 9 เกิดขึ้นจากการรวมกลุ่มกันของกลุ่มแพทย์รามาธิบดีที่จบอเมริกัน บอร์ด (American Board Certified Medical Specialists) โดยแยกตัวออกมาจากสมิติเวช 10 คน ส่วนหน้าใหม่อย่างร.พ.ศรีสยาม ก็เป็นการรวมกลุ่มกันระหว่าง สมศักดิ์ ลีสวัสดิ์ตระกูล บงล.ศรีมิตร กลุ่มบ้านฉาง กลุ่มลงทุนจากญี่ปุ่น(JAIC) เครือสหพัฒนพิบูล และกลุ่มบริษัทแพทย์สยาม ผู้ถือหุ้นใหญ่ร.พ.สยาม

"เรามีความคิดที่ตรงกัน ในเมื่อเขามีเงินแต่ไม่มีเทคโนโลยี เราจึงต้องเข้ามาร่วมกันหลายๆ ฝ่าย คือวิวัฒนาการของการทำร.พ.เอกชน เริ่มตั้งแต่ร.พ.รุ่นเก่าๆ อย่างเช่นสำโรงเป็นร.พ.ที่มีเทคโนโลยีที่ไม่สูงเมื่อทำต่อไปอีกขั้นเขาต้องมีเทคโนโลยีที่ดีขึ้น มีมาตรฐานสูงขึ้นเมื่อไปเปิดศิครินทร์ แต่การที่จะทำให้ร.พ.ไฮเทคมากขึ้นจำเป็นต้องมีการเรียนรู้มากขึ้น หรืออย่างสมิติเวช 1 เมื่อทำสมิติเวช 2 ต้องมีไฮเทคมากขึ้น บำรุงราษฎร์ก็เช่นเดียวกัน ดังนั้นคนที่จะเข้ามาลงทุนโดยไม่มีเทคโนโลยีอะไรเลย ก็จะได้แค่ภาพของร.พ.ทั่วไประดับหนึ่ง เช่น นนทเวช เกษมราษฎร์ หรืออย่างร.พ.สยามเมื่อ 26 ปีก่อน แต่เมื่อมีนักธุรกิจเข้ามาร่วม มีการทำการตลาดที่ดี ร.พ.ก็มีเงินทุนที่จะสามารถขยายร.พ.ให้ดีขึ้นได้ ดังนั้นเราก็มาสร้างศรีสยาม" น.พ.จารุรัศม์ วรรณิสสร กรรมการผู้จัดการ บริษัทศูนย์การแพทย์ไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นหนึ่งของกลุ่มแพทย์สยาม กล่าวถึงที่มาที่ไปของศรีสยาม

อย่างไรก็ตาม จำนวนร.พ.เอกชนที่ผุดขึ้นในเขตกรุงเทพมหานครเป็นเสมือนเครื่องชี้วัดอัตราการเติบโตของธุรกิจนี้เป็นอย่างดี แม้ในยามเศรษฐกิจช่วงขาลง แต่ร.พ.เอกชนกลับเป็นธุรกิจที่สวนกระแส เพราะยังมีการการขยายตัวกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ผู้อำนวยการ กองกำกับโรคศิลป์ สำนักงานปลัด กระทรวงสาธารณสุข ได้ประมาณการตัวเลขจำนวนของร.พ.เอกชนในปัจจุบันว่าน่าจะมีมากขึ้นถึง 150 แห่ง เพิ่มขึ้นจากตัวเลขเมื่อปี 2538 ที่มีจำนวน 133 แห่ง

"การทำธุรกิจนี้ต้องใช้ทุนมาก นอกจากการก่อสร้างแล้ว ยังมีเครื่องมือแพทย์ ค่าแพทย์ ฉะนั้นในการทำธุรกิจนี้ต้องมีสายป่านยาวอย่างน้อย 3 ปีขึ้น ไป มิฉะนั้นอาจจะลำบาก" นี่คือ nature ของธุรกิจนี้ที่กฤช เทพปฏิพัธน์ ผู้อำนวยการบริหาร ร.พ.พญาไท 1 ได้กล่าวพอเป็นสังเขป

ถึงเศรษฐกิจสะดุดก็ฉุดไม่อยู่

ทศวรรษแห่งความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย ได้ช่วยยกระดับมาตรฐานการครองชีพของคนไทยให้สูงขึ้น มีความกินดีอยู่ดีมากขึ้น ยังผลให้อายุขัยของคนไทยยืนยาวมากขึ้น ในขณะที่ความเจ็บป่วยของคนเริ่มมีความซับซ้อนและรุนแรงมากขึ้น จะเห็นได้ว่าในปัจจุบัน หากไม่นับรวมภัยจากอุบัติเหตุ อัตราการเสียชีวิตของคนไทยมาจากโรคหัวใจ มะเร็ง และเอดส์มากที่สุด และโรคเหล่านี้ก็ยังไม่สามารถที่จะรักษาให้หายขาดได้ เพราะวิทยาการในสมัยนี้มีความสามารถเพียงแค่รักษาให้อาการที่รักษาไม่ได้ (untreatment) ให้สามารถรักษาได้ (treatment)เท่านั้น

ความซับซ้อนของโรคได้กลายเป็นเงื่อนไขปัจจัยที่ผลักดันให้ธุรกิจนี้เติบโตอย่างรวดเร็ว และสูงถึง 2 เท่าของอัตราการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม คือ ประมาณเฉลี่ยปีละ 15% ขณะที่การเติบโตเฉลี่ยของเศรษฐกิจประเทศอยู่ที่ระดับ 8% ต่อปี และในความเป็นจริง ธุรกิจนี้ก็มีส่วนเกี่ยวโยงโดยตรงกับระดับรายได้และการศึกษาของประชาชน เพราะคนที่มีการศึกษาสูง รายได้จะมาก และคนเหล่านี้ก็จะเรียกร้องหาสถานพยาบาลที่มีความน่าเชื่อถือ มีการบริการที่ดี และมีความสะดวกสบายให้พร้อมสรรพ

ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ในระยะหลังๆ ร.พ.เอกชนหลายแห่งได้ให้ความสำคัญกับการออกแบบห้องพักผู้ป่วยให้หรูหราประดุจหนึ่งห้องพักตามโรงแรม 5 ดาว เพราะตระหนักดีว่ามีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่พร้อมจะจ่ายอย่างไม่ลังเล ซึ่งอัตราเฉลี่ยราคาห้องพักของร.พ.เอกชนตั้งแต่ห้องเดี่ยวจนถึงห้อง Suite จะอยู่ที่ระดับประมาณ 2,000-10,000 บาทต่อคืน

เนื่องจากธุรกิจนี้เกี่ยวข้องกับความเป็นความตาย ดังนั้น ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจจึงมีไม่มากเหมือนกับธุรกิจอื่นๆ แม้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดน้อยลง ตรงกันข้ามกลับมีร.พ.หลายแห่งที่มุ่งหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องทั้งในลักษณะของการเปิดร.พ.แห่งใหม่ขึ้น หรือเป็นการขยายภายในของร.พ. แต่ดูเหมือนว่าร.พ.พญาไท ของบริษัทประสิทธิ์พัฒนา (มหาชน) จำกัด ซึ่งก่อตั้งขึ้นจากการร่วมทุนกันระหว่างประสิทธิ์ อุไรรัตน ์ บิดาของ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ น.พ.สุรพงศ์ อำพันวงษ์ และดร.ไพบูลย์ โชติประสิทธิ์ จะเป็นผู้เดียวที่มีการขยายตัวและลงทุนสูงที่สุด

เมื่อปีที่แล้วกลุ่มพญาไทได้เปิดดำเนินการ ร.พ.พญาไท 3 ที่บางไผ่ เขตภาษีเจริญขนาด 500 เตียง แต่ในเริ่มต้นให้บริการเพียง 100 เตียง พร้อมทั้งขยายร.พ.พญาไท 2 จาก 350 เตียงเป็น 550 เตียง โดยซื้อที่ดินที่เป็นที่ตั้งของโรงแรมคอนติเนนตัลซึ่งอยู่ข้างเคียง เนื่องจากไม่พอรองรับผู้ป่วยที่เข้ามาใช้บริการในแต่ละวัน

ขณะเดียวกันก็มีการขยายออกไปสู่ต่างจังหวัด ที่เป็นหัวเมืองอย่างมากมาย ด้วยการเข้าไปร่วมทุนกับนายทุนในท้องถิ่นจัดตั้ง ร.พ.พญาไท ศรีราชา ขนาด 250 เตียง พญาไทภูเก็ต ขนาด 250 เตียง เอกอุดร ขนาด 350 เตียง และพญาไท อุบล ขนาด 400 เตียง นอกจากนี้ ยังได้เข้าไปลงทุนโครงการอาคารพี พี ของบริษัทClass-V จำกัด เป็นมูลค่า 259.5 ล้านบาท โดยถือหุ้นในสัดส่วน 25.2% ซึ่งเป็นโครงการอาคารสำนักงาน 40 ชั้นบนพื้นที่ 4 ไร่เศษ ตั้งอยู่เยื้องกับร.พ.พญาไท 1 จากเดิมที่ตั้งใจจะให้โครงการนี้เป็นร.พ.พญาไท 4 แต่ติดขัดในเรื่องการขออนุญาตจึงต้องคงตามแผนเดิมไว้

หากนับรวมเม็ดเงินงบประมาณที่ต้องจัดสรรไว้เพื่อลงทุนในโครงการด้านการรักษาสุขภาพ เมื่อปีที่แล้วจะเห็นว่าเป็นจำนวนเงินมหาศาลจึง 7,620 ล้านบาท โดยโครงการก่อสร้างเพิ่มเติมร.พ.พญาไท 2 ใช้งบประมาณ 720 ล้านบาท โครงการพญาไท 3 ใช้เงินลงทุน 1,600 ล้านบาท โครงการร.พ.พญาไทศรีราชา 800 ล้านบาท โครงการร.พ.พญาไทภูเก็ต 1,500 ล้านบาท โครงการร.พ.พญาไทอุบล 1,800 ล้านบาท และโครงการร.พ.เอกอุดร จำนวน 1,200 ล้านบาท ซึ่งสำหรับโครงการร.พ.เอกอุดรนี้ เป็นการจับมือร่วมกันของพันธมิตรทางธุรกิจระหว่างร.พ.กรุงเทพ ร.พ.รามคำแหง และร.พ.พญาไท โดยมีร.พ.กรุงเทพเป็นโต้โผใหญ่ความคิดนี้ โดยเข้าร่วมลงทุนกับนายทุนท้องถิ่นภายใต้ชื่อบริษัท อุดรพัฒนา(1994) จำกัด ซึ่งทั้ง 3 แห่งถือหุ้นรายละ 10% ส่วนนักลงทุนท้องถิ่นถือหุ้น 30% และที่เหลือ 40% ถือโดยประชาชนทั่วไป อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้กลุ่มพญาไทก็กำลังทำการก่อสร้างร.พ.พญาไท 4 ที่ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ใกล้แยกมักกะสัน และพญาไท 5 ที่จักรวรรดิ

"ที่เราต้องทำทวนกระแสเศรษฐกิจนั้นเป็นเพราะว่าเรามีแรงหนุนที่ดี เพราะเราคิดว่าเมื่อภาวะเศรษฐกิจเป็นอย่างนี้ ถือเป็นโอกาสที่ดีในการลงทุน ถ้าเรามีกำลัง และการขยายออกไปนั้นก็เพื่อรองรับกับภาวะเศรษฐกิจที่จะต้องกลับเข้าที่ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ซึ่งเราคาดว่าแนวโน้มน่าจะเป็นอย่างนั้น" น.พ.สุรพงศ์ อำพันวงษ์ กรรมการ และผู้อำนวยการฝ่ายแพทย์ บมจ.ประสิทธิ์พัฒนา จำกัด (มหาชน) ซึ่งดูแลทางด้านการแพทย์ของร.พ.ในเครือพญาไท ทั้งหมดกล่าวถึงแนวทางในการทำธุรกิจของเครือพญาไท โดยที่กฤชยืนยันถึงสถานภาพของพญาไทว่า

"ถึงแม้ว่าภาวะเศรษฐกิจจะไม่ค่อยดี แต่ธุรกิจร.พ.ไปได ้และถึงหุ้นจะตกเราก็ไปได้ เราคิดว่าเราไม่มีปัญหา อันที่จริงแล้วการที่เราจะสร้างอะไรนั้น เราได้วางแผนมาเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว แม้ว่าเราจะสร้างพญาไท 3 แต่พญาไท 1 คนไข้ก็ยังเต็มอยู่ ฉะนั้นเราคิดว่าทำเลที่เราได้นั้นเป็นทำเลที่ดี โดยพญาไท 4 เราจะสร้างที่ถนนเพชรบุรีตัดใหม่เป็นอาคาร 31 ชั้น ขนาด 400 เตียง และเราก็จะทำการย้ายพญาไท 1 ไปไว้ที่พญาไท 4 เพราะที่พญาไท 1 สร้างมากว่า 20 ปีแล้ว ดังนั้น facility ที่นี่จึงไม่ค่อยดีนัก คือมีความคล่องตัวน้อย เพราะเราสร้างทีละตึก ทำให้ต้องมีการโยกย้ายบ่อยทำให้การจัดการภายไม่คล่องตัว

ดังนั้นเราจึงคิดว่าจะสร้างตึกใหม่บนพื้นที่ของพญาไท 1 และให้มีความคล่องตัวมากที่สุด เราจึงต้องทำการย้ายพญาไท 1 ไปอยู่ที่พญาไท 4 ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณปี 2542 โดยโครงการพญาไท 4 นี้คาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนรวมทั้งค่าที่ดินประมาณ 1,800 ล้านบาทส่วนพญาไท 5 ได้ทำการเช่าพื้นที่จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ในระยะแรกจะเป็นสัญญาเช่ามีระยะเวลา 3 ปี เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จจะเปลี่ยนเป็นสัญญาเช่าระยะเวลา 25 ปี

ด้านร.พ.กรุงเทพ ในนามของบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ของกลุ่มแพทย์และเภสัชกร 3 กลุ่มนำโดยน.พ.พงษ์ศักดิ์ วิทยากรก็ได้มีการลงทุนขยายกิจการมาโดยตลอด เริ่มจากการเพิ่มกำลังความสามารถในการรองรับผู้ป่วยที่ร.พ.ในกรุงเทพฯ เป็น 550 เตียง ซึ่งจะเริ่มเปิดใช้เต็มที่ในปีหน้า แต่ปัจจุบันเปิดใช้เพียง 350 เตียง รวมทั้งมีการขยายกิจการไปยังจังหวัดใกล้เคียง ปัจจุบันมี 8 เครือข่ายด้วยกันคือ ที่พระประแดง พัทยา จันทบุรี ตราด ภูเก็ต หาดใหญ่ ร้อยเอ็ดและอุดรธานี ซึ่งเป็นโครงการร่วมทุนกับพญาไทและรามคำแหง สำหรับในปีนี้ เพื่อความไม่ประมาท เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวยทางร.พ.จึงชะลอการลงทุนรอให้สถานการณ์ดีขึ้น

"อย่างปีนี้เราไม่ประมาท จนถึงปลายปีเราคงจะไม่ลงทุนอะไรมาก คือใช้ของเก่าไปก่อน ส่วนปีหน้าจะลงทุนด้านเครื่องมือไม่เกิน 3% ของทั้งหมด" น.พ.ชาตรี ดวงเนตร ผู้อำนวยการ ร.พ.กรุงเทพ กล่าวถึงแนวทางการลงทุนของบริษัท ซึ่งมีลักษณะหาผู้ร่วมทุน และไม่เน้นการลงทุนเต็ม 100% และการลงทุนที่ผ่านมาคืนทุนเกือบทั้งหมดแล้ว ยกเว้นเพียงที่ภูเก็ต และตราดที่ยังขาดทุน ขณะเดียวกันมีแผนที่จะเปิดร.พ.แห่งใหม่ที่หาดใหญ่ โดยเน้นจับลูกค้าชาวมาเลย์และสิงคโปร์ เป็นสำคัญ

การขยายการลงทุนอย่างหนัก ได้ส่งผลให้บางแห่งประสบปัญหาการขาดทุนเป็นครั้งแรก เพราะมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะดอกเบี้ยจ่าย แต่หากพิจารณาในแง่ของรายได้จากค่ารักษาพยาบาลในไตรมาส 1 ปีนี้ ยังคงเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่มพญาไท ซึ่งประสบภาวะการขาดทุน เพราะภาระดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้นจากโครงการพญาไท 3 แต่อัตราการเติบโตของรายได้จากค่ารักษาพยาบาลสูงขึ้น 16% คิดเป็นเงิน 304.56 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนหน้า 262.36 ล้านบาท

"ในไตรมาส 4 เราเริ่มเปิดร.พ.พญาไท 3 ซึ่งเป็นโครงการค่อนข้างใหญ่ประมาณ 500 เตียง มูลค่าโครงการรวมทั้งที่ดิน 1,800 ล้านบาท พอเปิดแล้วเราได้ใช้วิธีบันทึกบัญชีแบบบัญชีแบบ conservative คือบันทึกค่าเสื่อมราคาทั้ง 500 เตียงแต่ความจริงเราเปิดแค่ 100 เตียง ในส่วนของดอกเบี้ยจ่ายที่เพิ่มขึ้นในระหว่างการก่อสร้าง เราสามารถบันทึกเป็นต้นทุนของสินทรัพย์ถาวรได้ แต่พอเปิดแล้วเราได้ย้ายมาบันทึกเป็นค่าใช้จ่าย จะสังเกตว่าในปี 2539 ดอกเบี้ยจ่ายเรามีถึง 90 ล้านบาท ในขณะที่ปี 2538 มีเพียง 1.7 ล้านบาท และยังมีการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ด้วย แต่เราก็ป้องกันความเสี่ยงในลักษณะ natural basket คือใช้ดอลลาร์กับเยนถ่วงกัน " รณชิต มหัทธนะพฤทธิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนและบริหารการเงิน บมจ.ประสิทธิ์พัฒนาอธิบายถึงที่มาของการขาดทุน

ขณะที่บำรุงราษฎร์ ที่เพิ่งเปิดใช้อาคารหลังใหม่ซึ่งลงเงินไปเกือบ 3,000 ล้านบาทก็ตกอยู่ในที่นั่งเดียวกันกับพญาไท แต่เมื่อพิจารณารายได้จากค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น 12% คิดเป็นเงิน 401.018 ล้านบาท

สำหรับ สมิติเวช ก็ประสบปัญหาขาดทุนเช่นกัน แต่ปรากฎว่ารายได้ค่ารักษาพยาบาลกลับลดลง 4.8% จาก 293.28 ล้านบาท เป็น 279.07 ล้านบาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มสูงขึ้น 4.4% คิดเป็นเงิน 166.88 ล้านบาทจาก 159.85 ล้านบาท ทั้งนี้มีสาเหตุจากโครงการสมิติเวช ศรีนครินทร์ ที่มีการจ้างพนักงานเข้ามาล่วงหน้า และเนื่องจากโครงการนี้มิได้มีการจัดตั้งบริษัทลูกเป็นสาขา สมิติเวช สุขุมวิทจึงต้องแบกรับค่าใช้จ่ายทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีปัญหาขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนอีก 17 ล้านบาท

"ที่เราขาดทุนไตรมาส 1 นั้นรายได้เราไม่ลดลงมาก แต่ว่าค่าใช้จ่ายสูงขึ้น เพราะว่าเรามีต้นทุนจากศรีนครินทร์มาก เนื่องจากเราได้รับพนักงานมาครบหมดแล้วตั้งแต่ต้นปี ดังนั้นค่าใช้จ่ายเราจึงมาก ปีที่แล้วเป็นลงบัญชีแบบ consolidate คือไม่มีการตัดจ่ายค่าใช้จ่ายเลยหักเต็มที่ ขณะที่รายได้ไม่มี แต่เมื่อเปิดแล้วจะมีรายได้เข้ามา ซึ่งก็จะเข้ามาช่วยค่าใช้จ่ายตรงนี้ ดังนั้นถ้าสาขาศรีนครินทร์เปิดแล้วมีคนไข้ 70-80% เราก็สบายแล้ว เราจะมีเงินเข้ามาอีกหลาย 100 ล้านบาท คาดว่าจะมีจุดคุ้มทุน 4-5 ปี" น.พ.ณรงค์ศักดิ์ เกียรติขจรธาดา กรรมการผู้จัดการ บริษัทสมิติเวช จำกัด(มหาชน) เจ้าของร.พ.สมิติเวช สุขุมวิท และศรีนครินทร์ขนาด 400 เตียงแต่จะเปิดให้บริการในช่วงแรกเพียง 100 เตียงในเดือนกรกฎาคมนี้ อธิบาย

ส่วนร.พ.กรุงเทพ ยังคงสามารถรักษาอัตราการเติบโตของผลประกอบการไว้ได้อย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 1 นี้รายได้จากค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 17% จาก 345.78 ล้านบาทเป็น 404.892 ล้านบาท แม้ต้นทุนขายจะเพิ่มขึ้น 17% แต่เมื่อรวมรายได้และรายจ่ายทั้งหมดแล้วบริษัทยังมีกำไรสุทธิอีก 34 ล้านบาท

"เรามีการตัดรายจ่ายให้น้อยลง ที่ชัดเจนที่สุดคือบุคลากร เราจะไม่รับเข้ามามากมายและเราทำสำเร็จแล้ว และเราก็มีการตัดค่าใช้จ่ายด้วยการลดค่าใช้จ่าย ค่าล่วงเวลาลงคือตัดชั่วโมงให้ลดน้อยลง ตอนนี้เรากำลังพยายามที่จะลดค่าใช้จ่ายด้านสินค้าคงคลัง หนี้สินเราก็พยายามที่จะเรียกเก็บให้ได้ ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้มีมูลค่าประมาณ 100 กว่าล้านบาทต่อปีที่เราต้องดอกเบี้ยไป หากเราทำได้และรายได้เราลดลงเพราะภาวะเศรษฐกิจก็คงจะไม่กระทบมากนัก" น.พ.ชาตรี ผู้เชียวชาญโรคเด็ก และแขวนเสื้อกาวน์อย่างถาวรเพื่อมานั่งทำงานบริหารอย่างเต็มตัว กล่าวถึงนโยบายการบริหารของร.พ.กรุงเทพในปีนี้

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสภาวะทางเศรษฐกิจที่ซบเซาได้กลายเป็นปัจจัยที่กดดันให้ผลประกอบการของร.พ.หลายแห่งเริ่มถดถอยลงบ้าง เพราะผู้บริโภคมีกำลังซื้อถดถอยลง ฉะนั้นทางเลือกของผู้บริโภคก็จะวิ่งไปหาสถานพยาบาลที่มีราคาถูกลงจากเดิมที่เคยเข้าไปใช้บริการ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับระดับความรวยของแต่ละคน และทางเลือกสุดท้ายก็อาจจะถึงขั้นเข้ารับบริการหมอตี๋ตามร้านขายไปพลางๆ ก่อนในกรณีที่อาการเจ็บป่วยไม่รุนแรง และปรากฏการณ์นี้ก็เริ่มเกิดขึ้นบ้างแล้ว และมีทีท่าว่าจะลุกลามต่อไป

"ในปีนี้เป็นปีแรกที่ยอดผู้ป่วยในของเราลดลงอย่างผิดสังเกตประมาณ 20% จากปีที่แล้วตอนนี้เราเตรียมแผนไว้เพื่อที่จะแก้ปัญหาเป็นอาทิตย์ๆ คือเราแก้ไขในระยะสั้นและระยะกลางก่อน" ทีมผู้บริหารกลุ่มพญาไทยอมรับอย่างเปิดอก เมื่อเศรษฐกิจทำพิษ แต่ที่นี่คงไม่ใช่ที่เดียว

"พระราม 9 ก็คงจะคล้ายๆ กับที่อื่นที่ยอดผู้ป่วยในลดลงประมาณ 10% ในช่วงไตรมาส 1 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว ในช่วงไตรมาส 4 ปีที่แล้ว คนไข้ในของเราก็เริ่มตกลงไปบ้างแล้วนิดหน่อย ส่วนคนไข้นอกของเราในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาก็ลดลงไปประมาณ 10% เช่นกัน" น.พ.เติมศักดิ์ กุศลรักษา รองกรรมการผู้จัดการร.พ.พระราม 9 เปิดเผย

เขาขยายความว่า จากการศึกษาสถิติตลอดเวลา 5 ปีที่เปิดดำเนินการมา อัตราการเติบโตของคนไข้ในจะมีลักษณะเป็นฤดูกาล โดยช่วงที่ถือว่า peak ที่สุดของปีนี้มีคนไข้มากที่สุดจะอยู่ในช่วงเดือนก.พ.-มี.ค. เพราะช่วงนี้เป็นจังหวะที่คนไข้จะเข้ามา admit ในร.พ. ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะโรงเรียนปิดเทอมและในเดือนเม.ย.-พ.ค.จะเป็นช่วงที่ต่ำสุด เพราะมีวันหยุดมาก ทว่ารายได้ก็ยังคงเติบโตอยู่ในอัตราเฉลี่ยประมาณปีละ 10%

ด้านสมิติเวช น.พ.ณรงค์ศักดิ์ ได้ให้ความเห็นว่า "จำนวนคนไข้ของเราเพิ่มขึ้นตลอด โดยเฉพาะผู้ป่วยนอกจะเพิ่มตลอดเวลาแม้ว่าเศรษฐกิจไม่ดีก็ยังเพิ่มขึ้น ส่วนผู้ป่วยในอาจจะไม่เพิ่มขึ้นเท่าปีก่อนๆ เพราะปัจจุบันมีการรักษาหลายอย่างโดยไม่ต้องอยู่ร.พ. เช่นการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี แต่ก่อนต้องนอนอยู่ถึง 10 วันปัจจุบัน 2 วันก็กลับบ้านได้แล้ว เนื่องจากเทคโนโลยีดีขึ้น ซึ่งมีผลต่อรายได้ แต่ว่าในส่วนของผู้ป่วยนอกรายได้จะสูงขึ้น เพียงแต่ว่าเราไม่ได้ค่าห้องพัก แต่ห้องอื่นๆ เช่นห้องผ่าตัดเราก็ยังใช้ แต่จริงๆ แล้วเมื่อเทียบกับการลงทุนมันไม่คุ้ม สู้เก็บห้องไว้แล้วให้ turnover rate เร็วจะดีกว่าถ้าเรามีคนไข้ ฉะนั้นการเจริญเติบโตของคนไข้ในทุกแห่งจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง"

แต่เพื่อความปลอดภัยทางสมิติเวชก็ได้เริ่มทำการตลาดมากขึ้นจากเดิมที่เน้นการบอกวิธีธรรมชาติปากต่อปาก โดยเฉพาะในส่วนของลูกค้าต่างประเทศก็เริ่มมีการรุกตลาดคนเกาหลี และไต้หวัน หลังจากที่ประสบความสำเร็จจากกลุ่มคนญี่ปุ่น ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 10% ของคนไข้ทั้งหมด

แต่ที่นี่ร.พ.กรุงเทพ ภัยยังลุกลามมาไม่ถึง "ตอนนี้เรายังไม่โดนผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ เพราะคนไข้มีทางเลือกมากขึ้น จากที่เขาเคยไปหาร.พ.ที่แพงก็หันมาหาร.พ.ที่ถูกลง เช่นหันมาหาเรา แต่ถ้าหากยังแย่ต่อไปก็คาดว่าเราคงถูกระทบไปด้วย คือคนต้องหันไปร.พ.ชั้น 2 จากนั้นค่อยไปหาร.พ.รัฐ ท้ายที่สุดก็ซื้อยากินเอง" น.พ.ชาตรี เปิดเผยพร้อมเสริมว่า ในช่วง 5 เดือนแรกของปี จำนวนผู้ป่วยนอกได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5.5% จำนวน 37,643 คน เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ส่วนผู้ป่วยใน เพิ่มขึ้น 2.6% จำนวน 7,602 คน ขณะที่จำนวนบุคลากรเพิ่มขึ้นเพียง 4 คนเท่านั้น

"ผมมองว่าทุกคนคงไปรอดเพราะความต้องการทาการแพทย์มีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเศรษฐกิจเป็นอย่างไร ถ้าเศรษฐกิจดีคนก็มีจ่าย แต่ถ้าไม่ดีทุกคนต้องประหยัด อย่างในปัจจุบันปัญหาเศรษฐกิจกระทบต่อเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้" ทัศนะของน.พ.จารุรัศม์ที่มีมุมมองที่ใกล้เคียงกัน

เขายังได้ให้ความเห็นถึงอาการหลงทางของร.พ.บางแห่งว่า "ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมามีการลงทุนสร้าง ร.พ.ขนาดใหญ่เกิดขึ้นหลายแห่ง แต่ไม่มีจุดขายที่เป็นที่ต้องการของผู้ใช้บริการจริงๆ เช่นบางแห่งเน้นความหรูหราฟุ่มเฟือย ทำร.พ.เหมือนศูนย์การค้า ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่คนไข้ต้องการ เราอยู่ในวงการนี้เรารู้ว่าคนไข้ต้องการอยู่ 2 อย่างคือ ต้องการให้หาย และราคาที่เขาสามารถจ่ายได้ ดังนั้น ร.พ.ที่ทำอย่างนี้จึงจะอยู่รอดได้"

One Stop Shop : เป้าหมายเดียวกัน

บรรยากาศการแข่งขันได้กลายเป็นความท้าทายต่ออนาคตของร.พ.ทั้งหลายว่าจะสดใสเพียงใด ขณะเดียวกันก็ได้กลายเป็นแรงกดดันให้ร.พ.ต่างๆ ต้องพยายามเร่งปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ทั้งที่เกิดใหม่ และรายเก่าที่มีอยู่แล้ว ซึ่งหลายแห่งได้ทำการปรับองค์กรการบริหารเสียใหม่ โดยเน้นความเป็นมืออาชีพ มีความคล่องตัวมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการฉีกตัวเองออกมาให้โดดเด่นเพื่อให้โดนใจผู้บริโภคมากที่สุด และการจัดตั้งศูนย์รักษาเฉพาะ ก็กำลังเป็นแนวทางที่ร.พ.ทั้งหลายได้นำขึ้นมาใช้เป็นกลยุทธ์ในการสร้างชื่อให้แก่ร.พ.ซึ่งมีการเน้นทั้งชื่อเสียงของแพทย์และความล้ำหน้าทางเทคโนโลยี โดยแต่ละแห่งล้วนมีเป้าหมายเดียวกัน 'One Stop Shop'

"ที่ผมเข้ามาทำงานที่ศรีสยามก็เพราะเทคโนโลยีของเขาดี เขามี vision เขาลงทุนค่อนข้างสูงในขณะที่เอกชนอื่นๆ เขาไม่ค่อยยอมลงทุน ขณะที่ภาครัฐเองก็ไม่ยอมลงทุนเลย การที่ผมรับปากเข้ามาทำงานที่นี่ทั้งๆ ที่ไม่เคยเข้าไปทำงานกับเอกชนมาก่อนก็เพราะว่าเรื่องของการศึกษา เนื่องจากภาครัฐมีข้อเสียคือเรื่องงบประมาณ และที่นี่เขาก็มีการลงทุนด้านการทำ Radiosurgery ในเมืองไทยที่นี่เป็นแห่งแรกที่มีครบ" ร.ศ.น.พ.พิทยภูมิ ภัทรนุธาพร ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งจากร.พ.ศิริราชที่ถูกร.พ.ศรีสยามดึงตัวเข้ามาเป็น consultant และดูแลศูนย์มะเร็งที่ใช้เทคโนโลยี 2-3 DRTP Linear Accelerator ซึ่งเป็นการรักษาด้วยแสงรังสี โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องให้เขาเป็นผู้กำหนดอัตราค่ารักษาด้วยตนเอง ขณะที่น.พ.จารุรัศม์ เป็นผู้ดูแลศูนย์สมอง

ทางด้านร.พ.กรุงเทพ เมื่อ 2 ปีที่แล้วได้มีการรีเอ็นจิเนียริ่งองค์กรใหม่ โดยมีการปรับโครงสร้างขององค์กรให้มีความคล่องตัวมากขึ้นจากเดิมที่มีลำดับชั้นตำแหน่งมากจนเกินไป ซึ่งถือเป็นผลงานชิ้นแรกของน.พ.ชาตรี ดวงเนตร ที่ถูกดึงตัวจากอเมริกา

"การทำงานของเรายังไม่เป็นสากลเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะเป็นระบบแบบครอบครัวบวกกับราชการ ตั้งแต่ที่ผมเข้ามาก็เปลี่ยนใหม่หมด คือเปลี่ยนตั้งแต่ขั้นตอนการทำงานจากระบบที่เป็นแนวตั้งให้เป็นแนวราบ คือวิธีบริหารแบบทำทุกอย่างให้เข้ามารวมเป็นทีมใหญ่ และจากล่างขึ้นบน ซึ่งถ้าเรายังทำเหมือนเดิมเราไปไม่รอดแน่" ขณะเดียวกันยังเป็นร.พ.ที่มีการจัดตั้งศูนย์เฉพาะทางมากที่สุด และในปลายปีนี้จะมีการเปิดเพิ่มอีก 3 ศูนย์ คือภูมิแพ้ มะเร็ง และผู้สูงอายุ ซึ่งแต่ละศูนย์จะมีแพทย์ประจำอย่างน้อย 2 คน

เช่นเดียวกัน ทางบำรุงราษฎร์ ก็ได้มืออาชีพทางด้านการบริหารร.พ.โดยเฉพาะเข้ามาร่วมงาน และได้ดึงตัวน.พ.สิน อนุราษฎร์ เข้ามารับหน้าที่ดูแลการบริหารแพทย์อย่างจริงจัง ทั้งนี้ก็เพื่อก้าวไปถึงเป้าหมายสู่ระดับสากล พร้อมกันนั้นก็ได้จัดตั้งศูนย์รักษาโรคหัวใจ และมะเร็งขึ้นมา เป็นจุดเด่นพร้อมชูชื่อเสียงของแพทย์ซึ่งส่วนใหญ่ได้ดึงตัวกลับมาจากอเมริกา เพื่อดึงลูกค้าระดับบน

การเข้าสู่ตลาดเฉพาะทาง (Niche) ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับรายใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่วงการของธุรกิจมากกว่าผู้ที่อยู่มาก่อน เพราะร.พ.ที่เปิดมาเป็นระยะเวลายาวนานจะมีรากฐานที่แน่นหนาทั้งในด้านชื่อเสียง และฐานลูกค้า

"เรามองที่ลูกค้ากลุ่มกลาง คือถ้าร.พ.ทำได้สอดคล้องกับชุมชนและชาวบ้านมีความสามารถในการจ่ายได้ ลูกค้าก็สบายใจ แต่ในเมื่อเราเพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่ ดังนั้นการที่จะแย่งลูกค้ากับร.พ.ที่เกิดก่อนต้องใช้ความสามารถหรือเงินทุนที่มากกว่า นอกจากนี้ยังต้องมีอะไรใหม่ๆ ที่ดีกว่า คือ เราต้องหาจุดที่เรามีความแข็งแกร่งที่จะแย่งส่วนแบ่งตลาดได้ และทำได้ดีกว่า ดังนั้นจุดแข็งของเราคือรักษาโรคสมอง มะเร็ง เพราะเราคิดว่าเรามีเทคโนโลยีใหม่ และสามารถทำได้ดีกว่าเทคโนโลยีเดิมที่มีอยู่ในเมืองไทย" นี่คือความเห็นส่วนหนึ่งของผู้ที่เข้ามาใหม่ผ่านทางน.พ.จารุรัศม์ จากศรีสยามที่เริ่มให้บริการเมื่อปี 2538 ขณะที่พระราม 9 ซึ่งหากจะเรียกว่าน้องใหม่ก็คงจะไม่ผิดนักกลับมีมุมมองว่า

"เราจะเน้นที่หมอเฉพาะทางเราไม่มีหมอ GP (General Practice) หรือหมอฝึกใหม่ คือ คนไข้ที่ป่วยด้วยโรคอะไรมาก็ตรวจด้วยหมอเฉพาะโรคนั้นเลย ดังนั้นจุดขายของเราก็คือ คนไข้ส่วนมากที่มาที่นี่จะเจาะจงหมอที่มาพบโดยเฉพาะ ไม่ใช่คนไข้ขาจรที่เข้ามาโดยไม่รู้จักแพทย์เลย ซึ่งจะต่างจากที่อื่นที่รู้จักชื่อของร.พ.ก่อน และคนไข้ที่มาที่นี่จะเป็นคนไข้เก่าๆ ที่เคยรักษากับเรา หรือไม่ก็เป็นคนไข้ที่ถูกบอกต่อมา" น.พ.วิรุฬ มาวิจักขณ์ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในโรคไต และยังทำหน้าที่บริหารแพทย์และพยาบาล ในฐานะที่เป็นหุ้นส่วนหนึ่ง ที่เน้นชื่อของแพทย์สำคัญกว่าชื่อร.พ.

แต่สำหรับร.พ.เก่าที่หยั่งรากลึกได้แล้วนั้น กลับมีความเห็นที่แตกต่างกันไป

"การแข่งขันในกรุงเทพเข้มข้นขึ้น ทั้งในด้านการบริการและการสร้างความแตกต่างในเรื่องของการรักษาเราเองก็ต้องเจอสภาพแบบนั้นเช่นกัน แต่เราได้เปรียบที่ฐานของเราแน่นมีชื่อเสียงดี" กฤช ตัวแทนของกลุ่มพญาไทที่ position ตนเองเป็น General Hospital ขวัญใจชนชั้นกลางระดับ C+ ขึ้นไปให้ความเห็น ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของร.พ.กรุงเทพที่มองว่าต้องสร้างความต่างให้เกิดขึ้น มิเช่นนั้นธุรกิจอาจจะประสบปัญหาในภาวะที่การแข่งขันสูงเช่นนี้

"จากการสุ่มตัวอย่างลูกค้าอายุระหว่าง 25-39 ปี เขาให้ความสนใจ One Stop Shop คือมาแล้วไม่ต้องการเปลี่ยนไปที่ไหน ฉะนั้นการที่เราตั้งศูนย์มะเร็งเราไม่ได้ตั้งแข่งกับใคร เพียงแต่ต้องการให้เขามาแล้วไม่ต้องไปที่อื่นมีทุกอย่างครบ เพราะคนไข้ไม่ผูกติดกับแพทย์แต่ผูกติดกับองค์กร การที่ที่อื่นเขาชูจุดเด่นนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว เพราะร.พ.เอกชนในอนาคตจะมีการแข่งขันกันรุนแรงมาก ฉะนั้นการเป็นร.พ.ชั้นหนึ่งที่เป็นเวชศาสตร์ทั่วไปจะอายุไม่ยืน" น.พ.ชาตรี ให้ความเห็น และศูนย์ศัลยกรรมแกมม่าสมอง การผ่าตัดโดยไม่เปิดกระโหลกเป็นตัวที่สร้างรายได้ให้มากถึง 35%

สำหรับสมิติเวช ที่มีสไตล์การทำงานแบบ slow but sure และ low-profile มองว่า ในความเป็นจริงแล้วร.พ.ที่เป็น general hospital จะมีผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขาอยู่ และดูแลรักษาในทุกๆ โรค เนื่องจากเวลาที่ป่วยจะไม่ได้เป็นเพียงโรคเดียว "เราคิดกันแล้วว่าเราตั้งใจจะทำให้มีทุกศูนย์ และในความเป็นจริงเราก็มีครบเพียงแต่เราไม่เรียกศูนย์ และเราก็ไม่ชูขึ้นมาเป็นศูนย์ เพราะคนไข้จะรู้เอง แต่เราก็มีสิ่งที่เราภูมิใจมากไม่ว่าจะเป็น มะเร็ง หัวใจ และไต คือเราเองห่วงไม่อยากใช้ธุรกิจเต็มที่"

ความสำเร็จของร.พ.เกิดจากความเชื่อถือ ซึ่งอาจจะเป็นตัวแพทย์ หรือชื่อของร.พ.ของผู้ป่วย ดังนั้นในช่วงหลังมานี้ร.พ.เอกชน โดยเฉพาะ ร.พ.ที่มีชื่อเสียงอยู่แล้วได้แข่งขันกันหาพันธมิตรทางธุรกิจ ด้วยการดึงมหาวิทยาลัยชื่อดังจากต่างประเทศเข้ามาช่วยกระพือ ให้ชื่อเสียงของร.พ.โด่งดังมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำงานในลักษณะเชิงวิชาการหรือเป็นการร่วมทุนกันทำธุรกิจ

Telemedicine หรือการแพทย์ทางไกล กำลังเป็นเรื่องที่ฮือฮาและมีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากในขณะนี้ โดยร.พ.กรุงเทพที่ร่วมกับ John Hopkins Health System International สถาบันการแพทย์อเมริกันร่วมกันผ่าตัดผ่านดาวเทียม โดยใช้แขนหุ่นยนต์เข้าช่วยเป็นครั้งแรก ต่อมาบำรุงราษฎร์ก็ได้ร่วมกับโรงพยาบาลเซนต์แมรี่ ของ Imperial College ลอนดอน อังกฤษ กับมหาวิทยาลัย Southern California จากสหรัฐฯทำการสาธิตการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และประสบการณ์ทางไกลผ่านดาวเทียม ซึ่งปฏิบัติการครั้งนี้เป็นวิทยาทานเพื่อการสาธารณสุขของประเทศ

"ไทยเรามีบริการทางการแพทย์ และเครื่องมือที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลก คุณมีเงินมากๆ คุณมาที่นี่ แต่ที่อเมริกาสภาพการณ์เช่นนี้ตายไปเมื่อ 10 ปีที่แล้วเพราะเขาสู้ต้นทุนไม่ไหว คือ ร.พ.ที่บอกว่าแน่ที่สุด เก่งที่สุด แพงที่สุดนั้นคิดผิด และร.พ.แบบนี้ในบ้านเราก็จะไปไม่รอดเหมือนกันและอีกไม่นาน แต่ก่อนโรงพยาบาล top 10 ที่อเมริกาใครมีเงินก็ไปได้ แต่ตอนหลังคนไข้ตก John Hopkins เป็นตัวอย่างที่ดี และที่ Cliff and Clinic ที่ผ่าตัดหัวใจดีที่สุดในโลก ตอนหลังก็มีปัญหาขาดทุนและเริ่มหันไปร่วมมือกับฝ่ายบริหารเน้นคุณภาพดี แต่ราคาต้องไม่แพง ฉะนั้นต้องเริ่มหาพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ และที่เขามองก็คือเอเชีย เพราะในอนาคตภูมิภาคนี้จะดีที่สุดในโลก" น.พ.ชาตรี เล่าถึงสาเหตุที่ต่างประเทศเข้ามา join กับ ร.พ.เอกชนไทยมากขึ้นซึ่งที่ผ่านมาได้ร่วมกันลงทุนในศูนย์มะเร็งมูลค่า 400 ล้านบาท ซึ่งร.พ.กรุงเทพจะลงทุนเพียง 10 ล้านบาท ส่วน John Hopkins นั้นจะเป็นผู้จัดหาโนว์ฮาวและเครื่องมือ รวมถึงแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้

นอกจากนี้ ร.พ.ยังได้ร่วมทุนกับโรงพยาบาลเหลียวนิงของจีน มูลค่า 5 ล้านบาท เพื่อนำวิทยาการฝังเข็มเข้ามาให้บริการในศูนย์สมองในปลายปีนี้ โดยได้ส่งแพทย์ทางสมองไปเรียนรู้ ศึกษา และดูเครื่องมือเกี่ยวกับการฝังเข็มสำหรับรักษาความเจ็บปวด ขณะเดียวกันก็จะมีการนำแพทย์จีนเข้ามาประจำศูนย์ด้วย ส่วนความร่วมมือกับร.พ.อิวากิ ของญี่ปุ่น สถาบันที่มีความเชี่ยวชาญในการวางแผนดูแลรักษาผู้ป่วยสูงอายุครบวงจร ได้มีการส่งพยาบาลและนักกายภาพบำบัดเพื่อศึกษาทางด้านการดูแลผู้ป่วยสูงอายุ และการดูแลผู้ป่วยระยะยาว ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินทุนประมาณ 5 ล้านบาท โดยจะเน้นลูกค้าญี่ปุ่นโดยเฉพาะ ขณะที่ความร่วมมือกับ Jameson Health System ในการฝึกอบรมบุคลากรในระดับปฏิบัติงาน รวมทั้งการดูแลคุณภาพทางการแพทย์ ทางด้าน Home Health Care Service และ Long Term Care Service เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในองค์กร

ทางด้านพญาไท ก็มีการจับมือกับมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด จากสหรัฐอเมริกา "ทางด้านโรงพยาบาลเราได้ร่วมมือกับฮาร์วาร์ด และในเบื้องต้นนี้เรากำลังคุยกันในส่วนขยายที่พญาไท 2 ซึ่งเขาจะเข้ามา promote ด้านศูนย์หัวใจและมะเร็ง รวมถึงห้องแล็บที่มีเทคโนโลยีสูง ตอนนี้เรากำลังจะเริ่มลงมือปฏิบัติการได้แล้ว แต่อยู่ระหว่างการประสานงานเรื่องเครื่องมือ การร่วมมือกันครั้งนี้จะเป็นการแลกเปลี่ยนบุคลากรกัน" ความเห็นของ น.พ.สุรพงษ์ ตัวจักรสำคัญคนหนึ่งในการดึงพันธมิตรเข้ามาช่วยเสริมได้สำเร็จ

ส่วนค่ายสมิติเวช การร่วมมือกับต่างชาตินั้นจะเน้นการแลกเปลี่ยนความรู้และบุคลากรมากกว่าที่จะเข้ามาร่วมทุนกัน ซึ่งน.พ.ณรงค์ศักดิ์ ได้เปิดเผยว่า "เรื่องนี้เราทำก่อนใครเลย โดยร่วมมือกับ Virginia Mason Medical Center ของอเมริกาเมื่อ 8 ปีที่แล้ว คือร่วมมือกันในลักษณะถ้ามีคนไข้ผ่านมาก็จะส่งรายละเอียดให้กันและกันและส่งแพทย์ไปดูงาน นอกจากนี้ยังมี Phoenix Medical Center ที่มีการส่งกุมารแพทย์ไปเรียนที่นั่น และเราก็ร่วมกับ Epworth ออสเตรเลียโดยส่งแพทย์ไปเรียนผ่าตัด และล่าสุดปีที่แล้ว เราก็ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับ University of British Columbia ของแคนาดา เราเป็นหนึ่งใน 2 ร.พ.ที่ได้เซ็นสัญญาในลักษณะของการส่งผู้ป่วยไปรักษาได้และส่งแพทย์ไปดูงาน และเราก็มีความคิดจะร่วมกันก่อตั้งโรงเรียนแพทย์อีกด้วย"

อย่างไรก็ตาม จรรยาบรรณแพทย์ของร.พ.เอกชนเป็นสิ่งหนึ่งที่คนจำนวนไม่น้อยยังเคลือบแคลงสงสัย ตัวแปรหนึ่งที่ก่อให้เกิดกระแสความรู้สึกเช่นนั้นก็คือ ราคา เนื่องจากแพทย์ไม่ได้อยู่ในสถานะลูกจ้างของร.พ. แม้จะเป็นแพทย์ประจำก็ตาม ดังนั้น การควบคุมดูแลจึงอาจไม่ทั่วถึง ทว่า หลายแห่งก็ได้มีระบบการตรวจสอบภายในของตนเองที่แตกต่างกันออกไป เพราะไม่มีร.พ.ที่ต้องการให้ผู้ใช้บริการเดินออกจากร.พ.ไปด้วยความรู้สึกติดลบ ขณะที่อัตราค่าพบแพทย์ (doctor fee) นั้นจะกระทำในลักษณะเดียวกันคือกำหนด guideline ไว้เป็นบรรทัดฐาน อย่างสมิติเวชเองก็มีคณะกรรมการตรวจสอบมาตรฐานการปฏิบัติงานของแพทย์ ร.พ.มีหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นมาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ เป็นต้น

ตามทฤษฎีการแข่งขันเสรี เมื่อ supply มีมากขึ้น ราคาสินค้าย่อมถูกกดดันให้ลดลง แต่สำหรับธุรกิจนี้กลับไม่เป็นไปตามกฎ ยิ่งการแข่งขันสูงราคาก็จะขยับตามไปติดๆ เพราะเป็นผลจากต้นทุนที่สูงขึ้น บุคลากรทางการแพทย์ที่มีอยู่อย่างจำกัดย่อมเกิดการแย่งตัวตามมา โดยเฉพาะแพทย์เฉพาะทางที่เป็นที่ต้องการของตลาดส่งผลให้ค่าตัวของแพทย์นี้สูงขึ้น ประกอบกับพัฒนาการเทคโนโลยีเครื่องมือแพทย์ที่มีการเปลี่ยนแปลงก้าวหน้าอยู่ทุกวัน ยิ่งทันสมัยมากราคายิ่งสูง สุดท้ายก็กลายเป็นต้นทุนที่สูงลิ่ว และภาระเหล่านั้นก็จะกลับเข้าสู่ผู้บริโภค เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ไฉนราคาค่าบริการของร.พ.เอกชนจึงลดลงไม่ได้

"ราคาจะไม่มีลดลงเด็ดขาด สิ่งแรกที่จะเพิ่มคือค่ารักษาพยาบาล แม้จำนวนร.พ.จะเพิ่มขึ้น ฉะนั้นสิ่งที่ตามมาก็คือผู้บริโภคจะเรียกร้องสิทธิมากขึ้น เพราะเมื่อจ่ายแพงแล้วสิทธิของเขาได้ดีตามไปด้วยหรือไม่ ดังนั้นร.พ.ต้องเตรียมตัว" น.พ.ชาตรี กล่าวสรุปถึงปรากฏการณ์ที่ร.พ.จะต้องเผชิญในอีกไม่ช้า

ในโลกของธุรกิจ การหากำไรไม่ใช่เรื่องแปลก ราคาที่จ่ายไปไม่ใช่เรื่องที่สำคัญ หากผลที่ได้รับคุ้มค่า ซึ่งความคุ้มค่าอยู่ที่ความพอใจของทั้งสองฝ่ายแต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญเหนืออื่นใดนั่นคือ สิทธิพื้นฐานการเข้ารับการรักษาที่ผู้บริโภคทุกคนไม่ควรลืมที่จะทวงคืน เพราะนี่คือมูลค่าที่แท้จริงเมื่อย่างก้าวเข้าสู่ประตูของร.พ.เอกชน

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us