ปี 2539 มีการสรุปกันว่าเป็นปีที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ตกต่ำอย่างไม่กระเตื้อง
ทำให้การลงทุนในด้านนี้จึงเน้นที่การชะลอโครงการกันไว้ และประหยัดต้นทุนให้มากที่สุด
ทำให้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์ทำกำไรกันไม่ได้มากนัก
และมีอยู่มากกว่า 50% ที่ผลประกอบการไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
แต่บริษัท กรีไทย จำกัด ซึ่งถือเป็นหนึ่งในห้าของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างก็สามารถทำยอดรายได้ได้ตามที่ตั้งใจไว้
คือมีรายได้ถึง 6,000 ล้านบาท ในปีที่ผ่านมา ทั้งยังมีการขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ถ้ากรีไทย ตัดสินใจเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ไปเมื่อปี 2539
ถึงวันนี้กรีไทย คงไม่จัดเป็น 1 ใน 5 บริษัทชั้นนำของธุรกิจนี้อีก
"พอดีช่วงที่เรามีแผนจะเข้าตลาด ที่ปรึกษาของบริษัทแนะนำว่าให้ไปจัดหมวดหมู่ธุรกิจในเครือมาก่อน
ว่าอะไรอยู่หมวดไหนแยกให้ชัด โรงแรม ที่พักอาศัย ธุรกิจก่อสร้าง พอเริ่มตั้งเป็นโฮลดิ้ง
แบ่งเป็นกลุ่มโรงแรม เซอร์วิสอพาร์ตเม้นต์ ธุรกิจก่อสร้างส่วนที่เกินก็ตัดออกไป
เช่น พลาซ่า ที่เรายกให้กลุ่มสหวิริยาที่เคยเป็นหุ้นส่วนกันไปทำ"
จิตติมาศ เกตุวรวิทย์ รุ่นที่ 2 ของกรีไทย ผู้หญิงอีกคนที่จะมีบทบาทสำคัญในวงการธุรกิจก่อสร้าง
ในฐานะกรรมการรองผู้จัดการบริษัท กรีไทย จำกัดกล่าว
นอกจากตำแหน่งกรรมการรองผู้จัดการของกรีไทย ซึ่งต้องช่วยบริหารให้รุ่นพ่อในยุคที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นตัวแปรหลักของธุรกิจก่อสร้างไม่ดีแล้ว
จิตติมาศ ยังเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัท กรีไทย ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด
บริษัทลูกของกรีไทย ซึ่งตั้งขึ้นมาเพื่อบริหารเซอร์วิสอพาร์ตเม้นต์ "ริเวอร์ฟร้อนท์"
เมื่อประมาณต้นปี 2539 อีกอย่างหนึ่งด้วย
"ตอนแรกริเวอร์ฟร้อนท์ เราร่วมหุ้นกับทางสหวิริยา ลงทุนเริ่มแรก 135
ล้าน แต่ตอนหลังจัดหมวดหมู่ธุรกิจในกลุ่มใหม่ ในโครงการสหวิริยาซิตี้ซึ่งตอนแรกจะทำให้ส่วนของพลาซ่าด้วย
ก็เลยแยกกันแล้วยกส่วนของพลาซ่าให้สหวิริยาไป กรีไทยจะได้ทำธุรกิจที่มีอยู่ให้ชัดเจนเป็นอย่างๆ
ไป" จิตติมาศ กล่าว
ภายหลังจากแยกตัวกับสหวิริยา กรีไทยได้ลงทุนซื้ออาคารริมน้ำเพื่อทำเซอร์วิสอพาร์ตเม้นต์
ริเวอร์ฟร้อนท์ ในวงเงิน 600 ล้านบาท ใช้ค่าตกแต่งแบบโรงแรมชั้นนำ 300 ล้านบาท
กู้เงินบางส่วนจากซิตี้แบงก์มาจำนวน 400 ล้านบาท เพื่อใช้ในการบริหารงาน
ริเวอร์ฟร้อนท์ ได้กลุ่มแอคคอร์ภายใต้บริษัทแอคคอร์ เอเชีย แปซิฟิค คอร์ปอเรชั่น
มาบริหารเซอร์วิสอพาร์ตเม้นต์ 35 ชั้นแห่งนี้ จำนวน 184 ยูนิต ขนาดห้องตั้งแต่
38-88 ตารางเมตร ราคาตั้งแต่ 36,000-72,000 บาทต่อเดือน เริ่มเปิดบริการไปเมื่อเดือนมีนาคม
2540 ที่ผ่านมา
กลุ่มแอคคอร์ เป็นบริษัทผู้ดำเนินการบริหารงานโรงแรมนานาชาติและการท่องเที่ยว
เช่น โรงแรมโซฟิเทล โนโวเทล เมอร์เคียว และไอบิส
ส่วนของรายได้ภายใต้การบริหารของกลุ่มแอคคอร์ ในปีแรก ซึ่งภาวะเศรษฐกิจยังไม่ดี
เซอร์วิสอพาร์ตเม้นต์แห่งนี้จึงมุ่งกลุ่มผู้บริหารของบริษัทข้ามชาติที่ทำงานอยู่ในย่านกลางใจเมือง
โดยคาดว่าจะมีรายได้ในปีนี้ประมาณ 50-60 ล้านบาท
รายได้ดังกล่าว เป็นรายได้ทางเดียวที่จะเกิดกับกรีไทย ดีเวลลอปเม้นท์ ในปีนี้
ส่วนปี 2541 คาดว่าน่าจะมีรายได้จากริเวอร์ฟร้อนท์ที่ 180 ล้านบาทต่อไป
โดยคิดจากเปอร์เซ็นต์การเข้าพักทั้งหมด 80% ของจำนวนห้องพัก 184 ยูนิต และหากกรณีที่มีการเข้าพักเต็มจะมีรายได้วันละ
9 ล้านบาทต่อวัน แต่ถ้ารายได้เป็นไปตามเป้าหมายปีละ 180 ล้านบาท ต้องใช้เวลา
7 ปี จึงจะคืนทุน
นอกเหนือจากโครงการเซอร์วิสอพาร์ตเม้นต์ริเวอร์ฟร้อนท์ แล้วทั้งกรีไทย และกรีไทยดีเวลลอปเม้นท์มีโครงการที่กำลังจะเกิดขึ้นอีกมากมายไม่ว่าจะเป็นการดำเนินงานภัตตาคารโมเว่นทิก
ซึ่งจะเปิดที่อาคารพรพัฒนบริเวณสี่แยกอโศก ในปลายปีนี้
"ที่เราสนใจธุรกิจนี้ เพราะการลงทุนด้านภัตตาคาร เป็นการลงทุนที่ไม่สูงมาก
แต่สามารถทำให้ภาพของกรีไทย มีกิจกรรมอย่างต่อเนื่องไม่หยุดนิ่ง แม้ธุรกิจจะไม่ดีนัก
ซึ่งเราจะมีบริษัทยูเคเอ็ม ซึ่งทำธุรกิจเบเกอรี่ และอาหารมาร่วมด้วย"
จิตติมาศกล่าว
โครงการที่ดำเนินงานก่อสร้างอยู่ที่กรีไทยมีหุ้นในฐานะผู้ลงทุน ไม่ใช่บริษัทรับเหมาก่อสร้างอย่างเดียว
ก็ยังมีอีกเช่นโครงการแกรนด์หลังสวน รวมทั้งโครงการที่รอจังหวะเกิดอีกมาก
อาทิ โครงการบริเวณถนนนางลิ้นจี่ ซึ่งได้ใบอนุญาตก่อสร้างโรงแรมมาแล้ว แต่ยังไม่มีแผนการก่อสร้าง
เพราะภาวะเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย
"ที่นางลิ้นจี่ เดิมเราตั้งใจจะทำเซอร์วิสอพาร์ตเม้นต์เหมือนกัน เพราะตลาดนี้แนวโน้มดี
แต่ก็อาจเปลี่ยนแปลงได้ นอกจากนี้ก็มีที่ดินที่ร่วมกับซัน แถวขนส่งสายเหนือ
ซึ่งเป็นโครงการอีกนานกว่าจะเกิดเพราะต้องรอสถานีรถไฟฟ้าขึ้นก่อน" จิตติมาศ
กล่าว
สำหรับบทบาทด้านธุรกิจก่อสร้าง ของจิตติมาศ ซึ่งกรีไทยมีรายได้อยู่ถึง 6,000
ล้านบาท ในปี 2539 นั้น ปีนี้คาดว่าน่าจะมีรายได้เพียง 5,000 ล้านบาท เมื่อคำนวณจากสภาพเศรษฐกิจ
และถ้าลูกค้าจ่ายเงินตามเวลา โดยมีเป้าหมายการรับงานเพียง 5 โครงการ
งานที่กรีไทยมีอยู่ตอนนี้คือ โครงการบ้านสวนทรัพย์ของกลุ่มอัมรินทร์หรือกลุ่มน้ำตาลมิตรผล
อาคารสำนักงานและโรงแรมคอนลาด์ค เป็นอาคารสูง 50 ชั้น โครงการของ อ.ส.ม.ท.
และเดิมมีอีก 1 โครงการมูลค่า 4,000 ล้านบาท เป็นคอนโดมิเนียมระดับสูงย่านใจกลางเมือง
แต่เจ้าของหยุดโครงการไปเสียก่อน
"เป้ารายได้ของเราเป็นไปได้ ถ้าลูกค้าจ่ายเงินตรงเวลา เพราะที่ผ่านมาเรามีปัญหาหนี้เก่าค้างชำระอยู่มาก
ต้องตั้งทีมเฉพาะกิจขึ้นมาเพื่อไปเจรจาเพื่อให้ความเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
บางรายก็ไม่มีจ่าย แต่บางรายก็จงใจเหนียวหนี้ รวมหนี้เก่าที่มีอยู่แล้วก็เกือบ
1,000 ล้านบาท"
จากตัวเลขรายได้ต่อปีในขณะนี้ ซึ่งหากเทียบกับยุคอสังหาริมทรัพย์รุ่งเรืองแล้ว
รายได้ปัจจุบันเป็นเพียงตัวเลขที่ต่ำกว่าในช่วง 2-3 ปีที่แล้ว ถึง 10 เท่า
แต่กรีไทยก็จัดเป็น 1 ใน 5 ของบริษัทก่อสร้างสัญชาติไทย ซึ่งภายใต้การดำเนินงานของคนรุ่นลูกอย่างจิตติมาศ
ได้จัดระบบงานให้เป็นระเบียบ
"เราเป็นบริษัทแรกที่เริ่มนำระบบการจ่ายเงินผ่านธนาคาร เบิกผ่านเอทีเอ็ม
ให้กับคนงานก่อสร้าง ซึ่งมีการหมุนเวียนเข้าออกสูง แต่เราก็ทำได้สำเร็จจาก
16 ไซต์งานที่มีอยู่ มีเพียงอีก 3 ไซต์ที่เหลือยังไม่เรียบร้อย ก็จะเป็นการจ่ายเงินผ่านเอทีเอ็มได้ครบทุกไซต์"
จากเดิมระบบการจ่ายเงินคนงานก่อสร้างจะใช้วิธีจ่ายเป็นเงินสด ซึ่งจะต้องมีการขนเงินนับล้านๆ
บาท เพื่อแจกจ่ายให้กับคนงานก่อสร้างนับร้อย ๆ คน ทำให้บริษัทก่อสร้างต้องใช้บริการของบริษัทขนส่งเงิน
ทำให้ขั้นตอนยุ่งยากเพื่อลดปัญหาดังกล่าว จิตติมาศจึงคิดให้คนงานเบิกเงินโดยผ่านเอทีเอ็ม
เช่นเดียวกับบริษัท หรือระบบโรงงานทั่วไป
"ตอนแรกธนาคารก็ไม่ยอมเปิดบัญชีให้ เพราะคิดว่าคนงานก่อสร้างฝากร้อยเบิกร้อย
จะไม่มีเงินเหลือในบัญชีไม่คุ้มกับทางธนาคาร แต่พอลองทำดู ปรากฏว่าคนงานจำนวนมากที่มีเงินเหลือค้างอยู่ในบัญชี
คนหนึ่งนับพันบาท โดยเราจ่ายผ่านบัญชีทุกอาทิตย์ ซึ่งได้ผลดีหลายอย่างทำให้คนงานก่อสร้างมีระบบการเก็บเงินที่ปลอดภัยขึ้น
จากเดิมที่ถือเงินสด แล้วยัดเก็บไว้ใต้หมอนหายง่ายก็มาฝากไว้ในแบงก์ ซึ่งปลอดภัยกว่า"
และที่สำคัญนอกเหนือจากผลงานชิ้นนี้ จิตติมาศยังมีแผนพัฒนาระบบงานของกรีไทยอย่างต่อเนื่องในทุกด้านซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่ายาก
แต่ที่ทำก็เพื่อว่าสักวันหนึ่งอาจจะได้รับ ISO 9000 เป็นเครื่องการันตี เมื่อถึงตอนนี้กรีไทยก็จะได้ยกระดับของบริษัทก่อสร้างไทยขึ้นไปให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอีกชั้นหนึ่ง