Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน28 ธันวาคม 2548
วิเคราะห์ตลาดน้ำเมาปี 2548 เดี้ยงแอลกอฮอล์หมดฤทธิ์ "เมาไม่ออก" ตลาดร่วง             
 


   
search resources

Alcohol




ตลาดน้ำเมาปีระกาขันไม่ออก กฎเหล็กภาครัฐก้างตำคอชิ้นใหญ่ ทุบสถิติตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยรวมเดี้ยง "เหล้าไทย-นำเข้า" มูลค่า 68.2 ล้านลัง หืดขึ้นคอแทบไม่โต ค่ายเบียร์ช็อก 2 ปีซ้อนตลาดทรงตัว "อาร์ทีดี" ส่อเค้าแย่หนักหดตัว ทิ้งปมยกเว้นปรับภาษีสรรพสามิตเบียร์-เหล้าขาว เอื้อเจ้าสัวน้ำเมาไทย คลื่นใต้น้ำสองหน่วยงานศูนย์วิจัยปัญหาสุรา-กรมสรรพสามิต รอวันปะทุระลอกใหม่

นายอวยชัย ตันทโอภาส กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เหล้า เบียร์ เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดเหล้าไทยและนำเข้าในปี 2548 จากตัวเลขในเชิงปริมาณ 68.2 ล้านลัง การเติบโตน้อยมาก ยกตัวอย่าง ตลาดสุราขาว 48 ล้านลัง หรือคิดเป็น 71% ของตลาดรวม สภาพตลาดทรงตัวหรือมีหดตัวลงเล็กน้อย ส่วนสุราสี 12 ล้านลัง หรือคิดเป็น 18% ของตลาดรวมโต 8-10% ซึ่งหากแบ่งเป็นตลาดสุราสีไทย (แม่โขง แสงโสม มังกรทอง) โต 10-12% แอดมิกซ์ 2.5 ล้านลัง หรือคิดเป็นสัดส่วน 4% ของตลาดรวม หดตัวลง 8-10%

ทั้งนี้ เป็นเพราะมาตรการของภาครัฐที่มีอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี เริ่มตั้งแต่การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต 2 กลุ่มหลัก ประกอบด้วย กลุ่มเหล้าสี แม่โขง แสงโสม และมังกรทอง และกลุ่มเหล้า นำเข้าอีโคโนมี่-เซกันดารี่ อาทิ โกลเด้นท์ไนท์ ฮันเดรด ไปเปอร์ส ฯลฯ และล่าสุดภาครัฐได้ร่างกฎกระทรวงกำหนดเวลาในการขายสุราสำหรับผู้ที่ได้รับอนุญาตขายสุราประเภทที่ 3-4 หรือร้านสะดวกซื้อและร้านค้าปลีกรายย่อย โดยจำกัดเวลาจำหน่ายจากเดิม 17.00 น.-02.00 น. มาเป็นเวลา 17.00 น.-24.00 น.

นอกจากนี้ ภาครัฐยังมีมาตรการห้ามผู้ประกอบการทำสื่อโฆษณาในเชิงพาณิชย์ทุกรูปแบบ โดยสามารถทำได้เฉพาะ ณ จุดขายเท่านั้น รวมทั้งการรณรงค์จากองค์กรอิสระหรือ สสส. ที่มีอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญๆ อย่าง ปีใหม่ สงกรานต์ และวันเข้าพรรษา และมาตรการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2546-2547 ไม่ว่าจะเป็นห้ามโฆษณาประชาสัมพันธ์ก่อน 4 ทุ่ม พร้อมกับการควบคุมเนื้อหาสาระในการผลิตโฆษณา โดยให้ทำได้เฉพาะภาพลักษณ์องค์กรหรือส่งเสริมสังคม

"มาตรการที่ภาครัฐออกมาอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าผู้ผลิตทุกรายได้รับผลกระทบ อย่างการรณรงค์แน่นอนว่าจะต้องมีผลกระทบด้านยอดขาย หรือกระทั่งการจำกัดเวลาสถานบันเทิง เหล้านอกราคาสูงจะได้รับผลกระทบมากกว่า ขณะที่พฤติกรรมการดื่มเหล้าที่บ้านคงจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือได้รับผลกระทบมากนัก หลังจากมาตรการภาครัฐจำกัดเวลาจำหน่ายร้านสะดวกซื้อหรือร้านค้าปลีก"

ช็อกตลาดเบียร์ไม่โต 2 ปีซ้อน

นายปัญญา ผ่องธัญญา ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ไทยเอเชีย แปซิฟิค บริวเวอรี่ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเบียร์ไฮเนเก้น ไทเกอร์ และเชียร์ เปิดเผยว่า ปีนี้ตลาดเบียร์ไม่มีอัตราการเติบโต โดยมีมูลค่าเท่ากับปีที่ผ่านมาคือ 82,000 ล้านบาท หรือ 1,625 ล้านลิตร นับว่าตลาดเบียร์ในปี 2547 และ 2548 ไม่มีอัตราการเติบโตมา 2 ปีซ้อน โดยสภาพเบียร์เซกเมนต์พรีเมียร์ คิดเป็นสัดส่วน 9% ของตลาดรวมหดตัว 3% จากการถอนตัวเบียร์คาร์ลสเบอร์ก และการเติบโต ที่ลดลงของแบรนด์อื่น ขณะที่เบียร์เซกเมนต์สแตนดาร์ดมีการเติบโต 3% จากการเข้ามาของเบียร์ไทเกอร์ และบลูไอซ์ ส่วนเซกเมนต์อีโคโนมี่มีการเติบโตคงที่ โดยลีโอเติบโตถึง 35% และมีสัดส่วนคิดเป็น 1 ใน 3 ของตลาดเบียร์อีโคโนมี่ โดยเบียร์ช้างมี ส่วนแบ่งลดลงจาก 75% เหลือเพียง 61%

มาตรการที่ภาครัฐออกมาล่าสุด คือ การจำกัดเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยให้สามารถจำหน่ายได้ถึง 24.00 น. ในช่องทางร้านค้าสะดวกซื้อ และร้านค้าปลีกรายย่อย เบียร์จะเป็นสินค้าตัวหนึ่งที่ค่อนข้างได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้ เพราะช่องทางจำหน่ายเบียร์ส่วนใหญ่จะเป็นออฟพรีมิสหรือร้านสะดวกซื้อ, ร้านค้าปลีกรายย่อย และโมเดิร์นเทรด 70-80% ส่วนอีก 20-30% เป็นออนพรีมิสหรือตามสถาบันเทิง ผับ บาร์

อาร์ทีดีดิ่งลงเหวตลาดหดตัว

นายสมพงษ์ โชคพิบูลการ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท บาคาร์ดี้ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ทำตลาดเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์พร้อมดื่มตราบาคาร์ดี้ เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์พร้อมดื่ม (อาร์ทีดี) ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมานี้ นับตั้งแต่ปี 2544 กระทั่งปัจจุบันตลาดหดตัวลง ซึ่งจากเมื่อปี 2544 บาคาร์ดี้เป็นผู้ประกอบการรายแรกที่เปิดตัวสินค้าลงสู่ตลาด มูลค่าตลาดปีแรกพุ่งถึง 400 ล้านบาท ปี 2545 เพิ่มเป็น 1,500 ล้านบาท จากการมีผู้เล่นในตลาดถึง 10 ราย และปี 2546 ตลาดหดตัวลงเหลือ 1,200 ล้านบาท และปี 2547 เหลือ 1,000 ล้านบาท สำหรับปีนี้คาดว่ามูลค่าตลาดจะเหลือ 850 ล้านบาท หรือหดตัวลงถึง 15%

ทั้งนี้ การที่ตลาดรวมอาร์ทีดี ลดลงอย่างต่อเนื่องนั้น เพราะผู้ประกอบการที่เข้ามาทำตลาดไม่สามารถแข่งขันในตลาดและผลิตสินค้าที่ไม่สามารถรองรับกับพฤติกรรมของลูกค้าที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อีกทั้งโอกาสในการดื่มเครื่องดื่มอาร์ทีดี ยังมีน้อยกว่าเครื่องดื่มประเภทเหล้าวิสกี้ หรือเบียร์ ที่ผู้บริโภคให้ความนิยมมากกว่า รวมทั้งปัจจัยด้านราคาเมื่อเทียบกับเบียร์ เหล้าวิสกี้ ซึ่งอาร์ทีดีมีราคาที่แพงกว่า

ปิดท้ายปี 48 ทิ้งปมที่น่าสนใจ

ปมประการแรก เอื้อประโยชน์ เจ้าสัวน้ำเมาไทย "เจริญ สิริวัฒนภักดี" ปรับภาษีเหล้าแต่ไม่ปรับภาษีเบียร์และเหล้าขาว มวยระหว่างศูนย์วิจัยปัญหาสุรานำโดย นพ.บัณฑิต ศรไพศาล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา กับนายอุทิศ ธรรมวาทิน อธิบดีกรมสรรพสามิต

ฝ่ายศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ได้ตั้งข้อสังเกตน่าสนใจว่า การที่กรมสรรพสามิตปรับโครงสร้างภาษีขึ้นเฉพาะแต่เหล้าสี อาทิ แม่โขง แสงโสม มังกร ฯลฯ รวมทั้งกลุ่มเหล้านำเข้าระดับอีโคโนมี่-เซกันดารี่ อาทิ โกลเด้นท์ไนท์ ฮันเดรด ไปเปอร์ส ฯลฯ จึงมีแนวโน้มว่าผู้ดื่มจะหันไปดื่มเครื่องดื่มกลุ่มเบียร์และเหล้าขาวเพิ่มขึ้น เนื่องจากทั้งสองกลุ่มไม่ได้ถูกปรับโครงสร้างภาษี เพราะภาครัฐปกป้องผลประโยชน์ผู้ประกอบการ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์รายใหญ่ในประเทศ

แนวทางในการลดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ของคนไทยให้ได้ประสิทธิภาพ ภาครัฐควรจะปรับโครงสร้างภาษีกลุ่มเหล้าขาวเพราะปัจจุบันเป็นตลาดที่ใหญ่มาก รวมทั้งกลุ่มเบียร์ซึ่งเป็นตลาดที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นเยาวชน และเป็นเครื่องดื่มอันดับแรกที่เยาวชนเริ่มทดลองดื่ม โดยในช่วง 14 ปีที่ผ่านมามีผู้ดื่มหน้าใหม่เข้ามาดื่มเบียร์เพิ่มขึ้น 4 เท่า

"หากจะมีการปรับโครงสร้างภาษีทั้งสองกลุ่ม ก็ควรจะขึ้นทั้งเหล้าขาวและเบียร์ไม่ใช่กลุ่มใด กลุ่มหนึ่ง เพราะจากผลวิจัยของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) พบว่า ราคามีผลต่อพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยหากมีการขึ้นเหล้าขาวและเหล้าสี ผู้ดื่มจะหันไปดื่มเบียร์ทันที ส่วนหากมีการขึ้นเบียร์อย่างเดียวผู้ดื่มก็จะหันไปดื่มเหล้าขาวแทน"

ฝ่ายนายอุทิศ ธรรมวาทิน อธิบดีกรมสรรพสามิต ได้นำตัวเลขตั้งแต่ปี 2539-2548 ย้ำผลของการปรับโครงสร้างภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ว่าไม่มีผลต่อการลดปริมาณการดื่ม โดยพบว่าในปีที่มีการปรับโครงสร้างภาษีสุราเพิ่มขึ้น สภาพตลาดกลับโตอย่างต่อเนื่อง อย่างปี 2545 เพิ่มเป็น 22,290 ล้านบาท โต 185.42% และปี 2546 เพิ่มเป็น 25,576 ล้านบาท โต 15.19% และปี 2547 เพิ่มเป็น 26,181 ล้านบาท โต 1.97% และ ปี 2548 จาก 28,619 ล้านบาท โต 9.31%

"การปรับโครงสร้างภาษีเพียงอย่างเดียว ไม่ได้มีส่วนทำให้คนดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลดลง แต่ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ล้วนส่งผลให้คนดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น อาทิ ด้านเศรษฐกิจ โดยพบว่าในปี 2540 เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ คนดื่มเหล้าน้อยลง ขณะที่สภาพเศรษฐกิจดีคนก็ดื่มมากขึ้น รวมทั้งปัจจัยด้านต่างๆ ได้แก่ ประชากรที่เพิ่มขึ้น จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เข้ามา การโฆษณาประชาสัมพันธ์ และการแข่งขันด้านราคา"

แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการน้ำเมาหลายค่าย ต่างลงความเห็นพ้องต้องกัน คงเป็นเรื่องมาตรการของภาครัฐที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยฝากข้อคิดทิ้งทวนปีระกาว่า ไม่ว่าภาครัฐจะสรรหามาตรการใหม่ๆ เพื่อลดปริมาณการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่ในที่สุดพฤติกรรมของผู้ดื่ม ก็ยังสามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการซื้อสินค้าตุนไว้ที่บ้าน หรือหันมาจัดงานปาร์ตี้ที่บ้าน ซึ่งอาจจะมีผลทำให้ปริมาณการดื่มเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่จะทำให้คนไทยลดปริมาณการดื่มได้ ภาครัฐควรจะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุมากกว่าที่จะเป็นปลายเหตุ ด้วยการปลุกจิตสำนึกดื่มอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us