ปากกาหมึกซึมรูปลักษณ์กลมมนคล้ายซิการ์ สีดำสนิท มีรูปดาวสีขาวติดอยู่บนหัวปากกาเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงชื่อว่ามงต์บลอง
(Montblanc) ที่เน้นคอนเซ็ปต์ผลิตภัณฑ์ให้มีความคลาสสิกเหมาะสมกับความเป็นสินค้าประเภทหรูหราที่คนธรรมดาแทบจะไม่เคยได้สัมผัส
เนื่องจากมีราคาสุดแพง
เมื่อ 15 ปีที่แล้ว มงต์บลองได้คิดริเริ่มผลิตปากกาหมึกซึมที่ทำจากวัสดุที่หลากหลายมากขึ้น
แต่ยังคงเน้นโครงสร้างเช่นเดิม จากที่เคยทำจากเรซิน สีดำ ก็นำ ทอง เงิน แพลตินัม
และอัญมณีมีค่าเข้ามาช่วยเสริมให้สินค้ามีความหรูยิ่งขึ้น
"มงต์บลองควรทำผลิตภัณฑ์ในรูปแบบเดิมไม่ควรออกจากสไตล์ที่เป็นอยู่ปัจจุบัน
เพราะนั่นจะเป็นการกดดันสินค้าของเราเองอย่างสไตลิสต์ที่ชอบเดินตามแฟชั่นอีกไม่ช้าไม่นานก็ต้องล้าสมัย
แต่สินค้าของเราจะมีสไตล์ที่แน่นอนไม่เปลี่ยนแปลง" นอร์เบิรต์ เอ แพลต
(Norbert A Platt) ประธานกรรมการ และ CEO ของมงต์บลอง กล่าวถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวของมงต์บลองที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
พร้อมทั้งย้ำจุดยืนของบริษัทว่า "เราต้องการจะเป็นบริษัทที่เรียกว่า
Hi-touch Company มากกว่าที่จะเป็น Hi-Tech Company เพราะเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็วที่สุด
และเมื่อเราเป็นบริษัทไฮเทคเราก็จะต้องเปลี่ยนสินค้าของเราให้ทันกับเทคโนโลยีไม่งั้นสินค้าจะล้าสมัย"
จุดเด่นของผลิตภัณฑ์มงต์บลองและเป็นต้นตอของราคาสินค้าที่แพงลิ่วนั้นมาจากค่าแรงงาน
เพราะสินค้าของมงต์บลองจะเน้นการผลิตสินค้าด้วยมือคนมาก เพราะต้องการความละเอียดอ่อนละเมียดละไมที่จะปรากฎออกมาในสินค้าเพื่อให้สมกับการเป็นสินค้า
Hi-Touch คือให้ความสุนทรีย์ในยามที่ต้องสัมผัส ซึ่งก็ต้องใช้แรงงานฝีมือและในยุโรปแรงงานที่มีฝีมือมีอัตราค่าจ้างที่สูงมาก
"เราต้องการให้สินค้าของเราใช้ได้กับคนทุกรุ่น ไม่ใช้ใช้ได้เฉพาะเราเท่านั้น
แต่ใช้ต่อไปได้ถึงลูกถึงหลาน" ถึงตอนนี้ก็พอจะทราบแล้วว่าถ้าสินค้าของมงต์บลองเป็นมรดกตกทอดได้
จะเป็นของที่หรูหราราคาแพงแค่ไหน
ชีวิตที่เต็มไปด้วยความกดดันจะผลักดันให้คนหันมาหาความสุนทรีย์ที่อยู่ใกล้ๆ
ตัว นั่นเป็นแนวคิดที่ทางมงต์บลองยึดมั่นมาโดยตลอด และความสำเร็จของปากกามงต์บลองก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าวิธีคิดเช่นนี้ไม่ผิด
ในยุคปี 70-80 โรงงานผลิตนาฬิกากลไก (mechanical watches) ในสวิสถูกกระแสความคลั่งไคล้นาฬิกาแบบควอทซ์และดิจิตอล
ตีกระหน่ำจนต้องปิดกิจการลงไปตามๆ กัน เพราะมีข้อเสียอยู่ตรงที่ความเที่ยงตรงและราคาแพง
"เราเป็นบริษัทที่มีการแตกไลน์สินค้าหรูหราออกไปอย่างมากบริษัทหนึ่ง
เราพยายามที่จะสรรค์สร้างสินค้าที่มีลักษณะเป็นเหมือนเครื่องประดับขึ้นมา
และเมื่อปีที่แล้วเราได้ออกสินค้าใหม่คือนาฬิกา ออกสู่ตลาด" ที่ผ่านมามงต์บลองมักจะได้ชื่อว่าเป็นสินค้าของสุภาพบุรุษแต่แพลต
ได้ออกตัวว่า สุภาพสตรีระดับผู้บริหารก็ได้ใช้สินค้าของมงต์บลองเป็นจำนวนไม่น้อยทีเดียว
เหตุที่ภาพลักษณ์ออกมาเช่นนั้นก็เพราะว่าไม่ได้ใส่ลวดลายความสวยงามไว้บนสินค้า
เพราะมงต์บลองจะเน้นบุคลิกของสินค้าให้ออกมาในท่วงท่าที่มั่นใจแต่จะเอนเอียงไปทางผู้ชายเสียมากกว่าเท่านั้นเอง
และเมื่อปีที่แล้วมงต์บลองก็ได้ออกสินค้าที่เป็นเครื่องประดับของผู้ชายออกมา
อาทิ คลิบเนคไท และกระดุมติดแขนเสื้อเพื่อที่จะให้คุณผู้หญิงได้เลือกสรรซื้อหาเป็นของกำนัลให้แก่คุณผู้ชายได้ด้วย
นอกจากนี้ ในปีที่แล้วมงต์บลองได้ออกสินค้าใหม่ที่เป็นนาฬิกากลไกในชื่อ
ไมช์เตอร์สตูค เพื่อดึงช่วงเวลาที่หายไปให้กลับคืนมา โดยได้เปิดตัวไปแล้วในยุโรป
และในเมืองไทยจะนำเข้ามาจำหน่ายให้แก่ลูกค้าที่ชอบสะสมของหรูหรา ชาวไทยได้ยลโฉมกันในเดือนกันยายนนี้
สนนราคาก็จะมีตั้งแต่ 13,500-140,000 บาท โดยจะเน้นวางจำหน่ายที่เคาน์เตอร์ของมงต์บลองเอง
เพื่อการดูแลจำหน่ายสินค้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการนำไปวางจำหน่ายในร้านอื่นซึ่งต้องแข่งกับยี่ห้ออื่นด้วย
ที่ผ่านมามงต์บลองได้หันมาเปิดร้านจำหน่ายของตนเองมากขึ้น เพราะต้องการให้การบริการหลังการขายเร็วขึ้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ปัจจุบันมงต์บลองมีร้านจำหน่ายเป็นของตนเองทั่วโลก 70 แห่งตั้งแต่โตเกียวถึงนิวยอร์ก
ในเมืองไทยมีประมาณ 3 แห่งภายใต้การดูแลของบริษัทซิเบอร์-เฮกเนอร์ (ประเทศไทย)
จำกัด และในปีนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นได้ถึงประมาณ 7 แห่ง
ด้วยความเป็นสินค้าหรูหราแม้ว่าเศรษฐกิจในประเทศไทยจะอยู่ในภาวะถดถอย ผู้บริหารของมงต์บลองยังมีความหวังอย่างเต็มเปี่ยมว่าจะได้รับการตอบรับจากลูกค้าเงินหนาชาวไทยเป็นอย่างดี
เพราะคนที่ชอบความหรูหราไม่เพียงซื้อใช้เองเท่านั้นแต่จะซื้อเพื่อเป็นของขวัญแก่ผู้อื่น
หรือซื้อเพื่อเป็นของสะสมด้วย เบอร์นาร์ด ฟรีเฟล กรรมการผู้จัดการซิเบอร์-เฮกเนอร์
กล่าวถึงลูกค้าไทยประเภท high (salary) ที่นิยมสินค้า high-touch ของมงต์บลองว่ามีจำนวนเป็นหลักแสนคน
และหากมีการนำนาฬิกาเข้ามาขาย จำนวนลูกค้าก็จะเพิ่มขึ้นมาอีก
"จะเห็นได้ว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาสินค้าหรูหรามีอัตราการเติบโตที่สูงมากขึ้นเรื่อยๆ
ไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไรสินค้าก็ขายได้" แพลต กล่าวอย่างมั่นใจหลังจากที่เข้าใจลึกซึ้งถึงนัยสำคัญของสินค้าหรูหราเพราะความที่ได้คลุกคลีมาถึง
10 กว่าปี
"ทั่วโลกมีคอนเซ็ปต์สินค้าหรูหราที่เหมือนกันหมดคือเป็นการบ่งบอกถึงความมั่งคั่งของผู้ใช้
ในตลาดเกิดใหม่ที่เศรษฐกิจเติบโตสูงมาก คนจะมีความสามารถในการจับจ่ายซื้อของที่หรูหรามากขึ้นเช่นเดียวกับไทย
จะเห็นได้ว่าคนเอเชียนั้นจะนิยมใส่ทองจนเป็นวัฒนธรรมและค่านิยมแล้ว เพราะทองหมายถึงพลังอำนาจ
นั่นคือเหตุผลสำคัญที่เราเชื่อมั่นว่าตลาดของมงต์บลองจะต้องโตต่อไปอย่างไม่ต้องสงสัย"
ดูไปแล้วหนทางเดินของมงต์บลองคล้ายจะราบรื่นไร้ขวากหนาม แต่ใครจะรู้ว่าในแต่ละปีมงต์บลองจะต้องจัดสรรงบประมาณจำนวนหนึ่ง
เพื่อใช้ในการดูแลและจัดการกับปัญหาการลักลอบเลียนแบบสินค้าที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ
ตามความนิยมในตัวสินค้า และยังถือเป็นอุปสรรคและปัญหาที่สำคัญของมงต์บลองอันใหญ่หลวง
โดยในสำนักงานแต่ละประเทศจะมีหน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้โดยตรงซึ่งต้องทำงานกันอย่างหนัก
เพื่อปราบปรามสินค้าเลียนแบบที่มีขายกันเกลื่อนเมืองในเรื่องนี้แพลตก็ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าไม่ได้มีแต่มงต์บลองเท่านั้นที่โดยก๊อปปี้
ยังมีสินค้ายี่ห้อดังอีกเยอะแยะที่ถูกเลียนแบบและหาซื้อได้ตามแผงข้างถนนทั่วไป
และก็ไม่ใช่มีเพียงเมืองไทยเท่านั้น ที่ไหนๆ ก็เกิดปัญหานี้เหมือนกันหมด
เห็นทีงานนี้คงต้องเหนื่อยหนักกว่าการทำตลาดเสียอีก