นายกสมาคม บลจ. มั่นใจ ตลาดกองทุน "LTF-RMF" โตได้ แม้กระทรวงการคลังไม่เพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีจาก 300,000 บาท เผยเตรียมบุกตลาดภูธรมากขึ้น หวังให้ครอบคลุม ผู้เสียภาษีทั่วประเทศ คาดทั้งปี LTF เอ็นเอวีทะลุหมื่นล้าน ขณะที่ RMF แตะ 1.6 หมื่นล้านบาท พร้อมเดินหน้ากระตุ้นการลงทุนช่วงปลายปี จัดงาน "ลดภาษีนาทีสุดท้ายด้วย RMF และ LTF" ระหว่างวันที่ 17-18 ธันวาคมนี้
นายอดิศร เสริมชัยวงศ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ จำกัด ในฐานะนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (สมาคมบลจ.) เปิดเผยว่า ภาพรวมการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ตั้งแต่เกิดกองทุนในช่วงที่ผ่านมา ถ้าเปรียบเทียบกับจำนวน ผู้ลงทุนที่ลงทุนได้หรือมีรายได้ต่อปี 1 ล้านบาท ซึ่งมีจำนวนประมาณ 3-4 แสนคนแล้ว กองทุนทั้ง 2 ประเภทยังโตได้ค่อนข้างน้อยมาก แต่หากเทียบกับผู้ลงทุนในกองทุนรวมที่เป็นเม็ดเงินใหม่ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ถือว่ากองทุน LTF และ RMF ประสบความสำเร็จมากเมื่อเทียบกับกองทุนประเภทอื่นๆ โดยเฉพาะกองทุน LTF ซึ่งเป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้น หากเทียบกับกองทุนหุ้นทั่วไป มีนักลงทุนใหม่เข้ามาประมาณ 50,000-60,000 คน สูงกว่า เงินลงทุนใหม่สำหรับกองทุนหุ้นที่มีประมาณ 10,000-20,000 คนเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่กองทุนทั้งสองประเภทโตได้ค่อนข้างช้า เนื่องจากผู้ลงทุนยัง ไม่เข้าใจในรายละเอียด ซึ่งจากการพูดคุยกับนักลงทุนส่วนใหญ่ทราบ และเคยได้ยินกองทุนดังกล่าวมาหมดแล้ว แต่ถ้าถามว่าลงทุนแล้วหรือยัง ในจำนวน 10 คน 7-8 คนยังไม่ได้ลงทุน ซึ่งเหตุผลนั้นอยากได้สิทธิลดหย่อนทางภาษี แต่ยังไม่ค่อยเข้าใจรายละเอียด อีกทั้งยังไม่มีความมั่นใจและยังกลัวการลงทุนในกองทุนรวม โดยเฉพาะในเรื่องของความเสี่ยง
ทั้งนี้ สำหรับเงินลงทุนในกองทุน LTF ปัจจุบันอยู่ที่ 9,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปลายปีที่ผ่านมาซึ่งมีมูลค่ารวมประมาณ 5,600 ล้านบาท ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นมา 3,000-4,000 ล้านบาท ในขณะที่ RMF เงินลงทุนปลายปีที่แล้วอยู่ที่ 12,000 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 14,800 ล้านบาทในปัจจุบัน ทั้งนี้ กองทุน LTF ถือว่ามีอัตราการเติบโตที่สูงกว่าทั้งเม็ดเงินลงทุนและผู้ลงทุนใหม่ เนื่องจากผู้ลงทุนยังมั่นใจการลงทุนในหุ้นระยะยาว อีกทั้งกองทุน RMF มีอายุการลงทุนที่ยาวกว่า
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าแนวโน้มการลงทุนผ่านกองทุนทั้ง 2 ประเภทจะดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจากความเข้าใจในการออมที่จะมีมากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของความเสี่ยง อีกทั้งปัจจุบันการขาย หน่วยลงทุนเข้าถึงผู้ลงทุนมากขึ้น จากสาขาของธนาคารพาณิชย์ที่มีกว่า 7,000-8,000 แห่งทั่วประเทศ โดยกองทุน LTF เชื่อว่าภายในสิ้นปีนี้มูลค่าการลงทุนน่าจะเพิ่มขึ้นเกิน 10,000 ล้านบาทหรือเป็นอัตราการเติบโตประมาณ 100% ซึ่งในอีก 3-4 ปีข้างหน้า เชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่จะสามารถขยายตัวได้ปีละ 60% หากภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นเติบโตได้ประมาณ 5-10% ต่อปี และจะเห็นมูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้นเป็น 20,000-30,000 ล้านบาทได้ ขณะที่กองทุน RMF สิ้นปีนี้น่าจะอยู่ที่ 16,000 ล้านบาท และหลังจากนี้คาดว่าจะสามารถขยายตัวได้ประมาณ 20-25% ต่อปี ซึ่งหากขยายตัวตามการคาดการณ์ เชื่อว่าภายใน 3 ปีมูลค่าการลงทุนก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
สำหรับการเพิ่มวงเงินที่ได้รับสิทธิลดหย่อนทางภาษีจาก 300,000 บาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงการคลัง ซึ่งยังไม่ได้รับคำตอบว่าจะสามารถเพิ่มได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าสิทธิทางภาษีจะยังเท่าเดิม แต่เชื่อว่ายังมีช่องทางอื่นที่จะทำให้ตลาดกองทุนรวมขยายตัวได้ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ส่วนจะเร็วอย่างที่รัฐต้องการให้เป็นหรือไม่นั้นคงตอบไม่ได้
นายอดิศร กล่าวว่า สำหรับแผนการกระตุ้นการลงทุนผ่านกองทุนทั้ง 2 ประเภทในปีหน้าจะพยายามกระจายความรู้ให้แก่ผู้ลงทุนตามภูมิภาคมากขึ้น ซึ่งมีอยู่ในแผนงานของสมาคมอยู่แล้ว ทั้งนี้ เพื่อให้การลงทุนดังกล่าวครอบคลุมถึงผู้เสียภาษีในเขตต่างจังหวัดด้วย โดยปัจจุบันสัดส่วนการลงทุนในกองทุน LTF และ RMF เป็นผู้ลงทุนในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลประมาณ 70% ตามการกระจายตัวของผู้เสียภาษี โดยระหว่างวันที่ 17-18 ธันวาคมนี้ บริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ฯ ได้ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและโครงการให้เงินทำงานผ่านกองทุนรวม จะจัดงานมหกรรมการลงทุนส่งท้ายปี 2548 โดยใช้ชื่องานว่า ลดภาษีนาทีสุดท้ายด้วย RMF และ LTF ครั้งที่ 4 ตอน Tax Free Area ที่อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งรูปแบบการจัดงานจะยังคงเน้นการให้บริการแบบครบวงจร หรือ One Stop Shop โดยจะมีบริษัทจัดการกองทุนทั้ง 18 แห่ง นำกองทุนมาให้ผู้ลงทุนได้เลือกลงทุน พร้อมทั้งจัดสัมมนาให้ความรู้แก่ผู้ลงทุนเพิ่มเติมด้วย
สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นในปีหน้า นายอดิศรกล่าวว่า ยังให้มุมมองที่เป็นบวกกับตลาดหุ้นไทยมาก เนื่องจากเชื่อว่าจะได้รับผลดีจากการลงทุนเพิ่มทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะมีส่วนช่วยให้จีดีพีของประเทศโตเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่จะเริ่มถึงจุดสูงสุดในช่วงกลางปีหน้า จากราคาน้ำมันที่ไม่สูงขึ้นมากนัก ทำให้อัตราเงินเฟ้อเริ่มชะลอทำให้ไม่ต้องขยับดอกเบี้ยขึ้นสูงมาก ปัจจัยทั้งหมดจะสะท้อนถึงผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่จะออกมาดี ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาพรวมการลงทุนในตลาดหุ้นด้วย
"พีอีตลาดหุ้นไทยยังต่ำอยู่ที่ระดับ 8-9 เท่า ซึ่งถ้าปรับเพิ่มขึ้นมา 11 เท่า ในปีหน้าก็มีโอกาส ที่ตลาดหุ้นจะโตขึ้นได้อีกประมาณ 10-20%" นายอดิศรกล่าว
|