Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน12 ธันวาคม 2548
พารากอนหวังเป็นฮับแฟชั่นเอเชีย             
 


   
www resources

โฮมเพจ สยามพารากอน

   
search resources

สยามพารากอน ดิเวลลอปเม้นท์, บจก.
Shopping Centers and Department store




สยามพารากอนได้ฤกษ์เปิดตัวแล้ว เร่งเดินเรื่องขอเปิดดิวตี้ฟรีในสยามพารากอนและห้างในเครือทั้งดิ เอ็มโพเรียม,สยาม เซ็นเตอร์,สยาม ดิสคัพเวอร์รี่ เพื่อแข่งขันกับสิงคโปร์และฮ่องกง คาดหลังเปิดดิวตี้ฟรีแล้วจะทำให้ราคาสินค้าแฟชั่นในไทยถูกลงกว่าปกติ 17-20% และมีราคาเท่ากับกับฮ่องกงและสิงคโปร์ พร้อมผลักดันไทยก้าวไปเป็นฮับแฟชั่นของเอเชียได้ภาย 1 ปี ด้านบิวตี้ฮอลล์คาดยอดขายปีหน้า 1 พันล้านบาท เตรียมอัดกิจกรรมตลอด 365 วัน หวังเจาะนักท่องเที่ยวต่างชาติ 70%

นายเกรียงศักดิ์ ตันติพิภพ ผู้บริหารสายการตลาด บริษัท สยามพารากอน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด เปิดเผยว่า ศูนย์การค้าสยามพารากอนได้ฤกษ์เปิดตัวแล้วในวานนี้ (9 ธ.ค.48) ซึ่งหลังจากการเปิดตัวและการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ไปก็คาดว่าลูกค้าทั้งคนไทยและต่างประเทศจะมีการรับรู้มากขึ้น โดยบริษัทฯตั้งเป้าคนเข้าศูนย์ฯวันละ 1 แสนคน อีกทั้งการเปิดตัวของสยามพารากอนนี้ถือเป็นไฮไลท์ของโลกก็ว่าได้ ซึ่งเบื้องต้นสยามพารากอนบริเวณศูนย์การค้าในโครงการจะเปิดบริการได้ 60% ขณะที่โซนพารากอน ดีพาร์ทเมนต์สโตร์เปิดบริการได้100% แล้ว

ประกอบกับบริษัทฯเตรียมดำเนินการเจรจากับภาครัฐในการเปิดดิวตี้ฟรีหรือเขตปลอดภาษีในศูนย์การค้าภายในเครือทั้งสยามพารากอน ดิ เอ็มโพเรียม,สยามเซ็นเตอร์ และสยาม ดิสคัพเวอร์รี่ คาดว่าอีกประมาณ 2-3 เดือนนี้จะรู้ผลและเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น ซึ่งถ้าหากบริษัทฯสามารถเปิดดิวตี้ฟรีได้ก็คาดว่าไทยจะสามารถเป็นฮับในเรื่องสินค้าแฟชั่นของเอเชียได้และสามารถแข่งขันกับสิงคโปร์และฮ่องกงได้ภายใน 1 ปี

ปัจจุบันสินค้าแบรนด์เนมของที่ฮ่องกงและสิงคโปร์จะถูกกว่าไทยประมาณ 10-15% ซึ่งหากบริษัทฯสามารถเปิดเขตปลอดภาษีได้ก็จะทำให้ราคาสินค้าของไทยถูกกว่าปกติที่ขายในปัจจุบัน 17-20% และจะมีราคาเทียบเท่าสินค้าจากสิงคโปร์และฮ่องกง ทั้งนี้อัตราภาษีการนำเข้าสินค้าหรูหรือสินค้าที่มีราคาแพงในขณะนี้อยู่ที่ 30-40% ภาษีเครื่องหนัง 30% ภาษีเสื้อผ้า 30% และนาฬิกา 5%

“หากไทยมีการเปิดดิวตี้ฟรีแล้วคาดว่าจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวจากต่างชาติให้เข้ามาท่องเที่ยวและชอปปิ้งในไทยแทนที่สิงคโปร์และฮ่องกง โดยตัวเลขปัจจุบันนักท่องเที่ยวที่เข้ามาท่องเที่ยวในไทยมีประมาณ 12-13 ล้านคน ขณะที่ฮ่องกงมีจำนวน 20 ล้านคน ซึ่งหากไทยเปิดได้แล้วจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในไทยจะถึง 20 ล้านคนได้ไม่ยาก” นายเกรียงศักดิ์กล่าว

ในส่วนของค่าใช้จ่ายของคนหรือนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในไทยพบว่าในระยะเวลา 7 วันมีจำนวน 3 หมื่นบาท ขณะที่ยอดค่าใช้จ่ายคนไทยที่เดินทางไปประเทศฮ่องกงจะใช้จ่ายหรือชอปปิ้งประมาณ 1.5 แสนบาทในระยะเวลา 3 วัน ส่วนยอดค่าใช้จ่ายรวมของคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศมีประมาณ 2 แสนล้านบาท ส่วนเงินที่กลับเข้ามาในประเทศไทยมี 5 หมื่น-1 แสนล้านบาท

บิวตี้ฮอลล์คาดยอดขายปีแรก 1 พันล้านบาท

นางสาวทิพย์วิภา จันทภาษา ผู้จัดการฝ่ายอาวุโส แผนกบิวตี้ ฮอลล์ บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ผู้บริหารแผนกบิวตี้ ฮอลล์ในศูนย์การค้าสยามพารากอน เปิดเผยว่า แผนกบิวตี้ ฮอลล์ใช้งบลงทุนหลายร้อยล้านบาท โดยมีขนาดพื้นที่กว่า 5,500 ตร.ม. ซึ่งถือว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชีย และมีร้านค้าเครื่องสำอางที่เปิดรวมกว่า 200 แบรนด์ โดยเป็นแบรนด์ใหม่ที่เพิ่งนำเข้ากว่า 10 แบรนด์ อาทิ Jo Molone แบรนด์เครื่องสำอางจากอังกฤษ เป็นต้น ซึ่งแต่ร้านที่เปิดล้วนแต่มีขนาดใหญ่กว่า 70-80 ตร.ม. และเปิดเป็นในแบบแฟลกชิพสโตร์เกือบทุกแบรนด์

ขณะที่กลุ่มเป้าหมายหลักจะเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ 70% และนักท่องเที่ยวโลคอล 30% ในส่วนค่าใช้จ่ายของลูกค้าบริษัทฯคาดว่าจะมีมากกว่าที่ดิ เอ็มโพเรียม 10-15% ปัจจุบันมีตัวเลขยอดซื้อคนละ 1.5-2 หมื่นบาทต่อครั้ง

นอกจากนี้บริษัทฯยังมีบัตรสมาชิกของบิวตี้ ฮอลล์ “บิวตี้ การ์ด” ซึ่งเริ่มใช้มาได้แล้วปีกว่าที่เดอะมอลล์ทุกสาขา ,ดิ เอ็มโพเรียม และล่าสุดที่สยามพารากอนก็สามารถใช้ได้ ปัจจุบันมีสมาชิกผู้ถือบัตรกว่า 7 หมื่นราย ปีหน้าคาดว่าจะเพิ่มเป็น 1 แสนกว่าราย

“แผนการตลาดปีหน้าของบิวตี้ฮอลล์ที่พารากอน เราเตรียมจัดกิจกรรมทุกวันหรือทั้ง365 วัน อาทิ แบรนด์เครื่องสำอางลังโคม เป็นต้น รวมถึงจะเปลี่ยนภาพลักษณ์ถุงใหม่ให้มีความทันสมัย”

สำหรับยอดรายได้ของบิวตี้ ฮอลล์ที่สยามพารากอนบริษัทฯตั้งเป้ายอดรายได้ปีหน้า 1 พันล้านบาท หรือมีอัตราการโต 2เท่าหากเทียบกับที่บิวตี้ ฮอลล์ ดิ เอ็มโพเรียม ซึ่งหลังจากการปรับปรุงโซนบิวตี้ ฮอลล์ดิ เอ็มโพเรียมเสร็จพบว่ายอดขายโต 12% ส่วนบิวตี้ ฮอลล์สาขาอื่นๆที่ไม่รวมพารากอนคาดการณ์ว่ายอดขายจะโต 15-20 % หรือประมาณ 3-4 พันล้านบาท แบ่งเป็นยอดรายได้จากกลุ่มสกินแคร์ 60% เมคอัพ 30% และน้ำหอม 10%   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us