Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน8 ธันวาคม 2548
POWERพุ่ง3,250%ชี้ต้นทุน20บาทยังเจ็บ             
 


   
search resources

เพาเวอร์-พี, บมจ.
Stock Exchange




หุ้นเพาเวอร์-พี ร้อนแรง ราคาซื้อขายวันแรกพุ่ง 3,250% "ราชศักดิ์" ลั่นเร่งสร้างผลประกอบการให้โต มั่นใจทำงานเป็นทีม เพื่อประโยชน์ แก่ผู้ถือหุ้น รับก่อนหน้าชักชวนเพื่อนร่วมรุ่น วปอ.เข้าถือหุ้น "กิมเอ็ง" แนะให้หลีกเลี่ยง ชี้ราคาสูงเกินปัจจัยพื้นฐาน วงในระบุราคานอกตลาดมีหลายระดับ 10-15-20-22 บาท เหตุ "กลุ่มสุริยา" ไม่รับซื้อคืนช่วงปิคนิคมีปัญหาระวังไล่แล้วขายทิ้งฟันกำไร
วานนี้(7 ธ.ค.) หุ้น บมจ.เพาเวอร์-พี (POWER) ออกจากหมวด รีแฮบโกหรือหมวดที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการ กลับเข้ามาซื้อขายในหมวดธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่ง ปรากฏว่าราคาหุ้นเปิดตลาดได้ที่ระดับ 14 บาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 13.60 บาท หลังจากนั้นก็มีแรงซื้อเข้ามาผลักดันให้ราคาปรับตัวขึ้นมาสูงสุดที่ 18.40 บาท แต่ต่อมาก็มีแรงเทขายทำกำไรจนทำให้ราคาอ่อนตัวลงมาและมาปิดที่ระดับ 13.40 บาท เพิ่มขึ้น 13 บาท หรือ 3,250% มูลค่าการซื้อขาย 1,092.86 ล้านบาท

นายราชศักดิ์ สุเสวี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เพาเวอร์-พี เปิดเผยว่า หุ้นเพาเวอร์-พีถือว่าเข้ามา ซื้อขายในช่วงเวลาที่เหมาะสม แม้ว่าจะซื้อขายช้าไปแต่หุ้นก็มีความมั่นคง และมองว่าเป็นหุ้นที่ดีสำหรับนักลงทุน โดยบริษัทมีงานที่อยู่ในการดูแลเป็นจำนวนมาก เช่น งานก่อสร้างเขื่อนแควน้อย ถือเป็นเขื่อนที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศไทย เมื่อสร้างเสร็จจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั่วไป นอกจากนี้ยังมีโครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาวที่จังหวัดมุกดาหาร เป็นต้น

ด้านราคาหุ้นของบริษัทจะเป็นอย่างไรนั้น ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ความไว้ใจของผู้ร่วมทุนและพันธมิตรใหม่ที่จะเข้ามา แต่ก็อยากให้ความมั่นใจกับนักลงทุนว่า บริษัทจะมีการดำเนินการให้บริษัทมีอัตราการเติบโตที่ดีและจะสร้างผลประโยชน์ที่สูงสุดให้แกˆผู้ถือหุ้นของบริษัท ซึ่งจะปรากฏให้เห็นในอนาคต โดยบริษัทมีนโยบาย ที่รับงานที่จะต้องมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ 15% และจะต้องมีกำไรสุทธิ 5-8%

"รู้สึกพอใจที่ราคาหุ้นของบริษัทสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้น ก็อยากให้นักลงทุนไว้วางใจการดำเนินงานของบริษัทที่จะสร้างผลประโยชน์สูงสุดให้แก่ผู้ถือหุ้น ซึ่งก็จะให้ WIN-WIN ทุกฝ่าย" นายราชศักดิ์กล่าว

ทั้งนี้ ในช่วงที่เข้ามาบริหารงานนั้นได้ชักชวนเพื่อนร่วมรุ่นวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร(วปอ.) ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้บริหารระดับสูงเข้ามาร่วมถือหุ้นเพาวเวอร์-พีด้วย ซึ่งเชื่อมั่นว่าบริษัทนี้มีโอกาสที่จะเติบโตได้อีกมาก และส่งผลดีต่อบริษัทเพราะทำให้มีงานเข้ามาเพิ่มอีกด้วย
นายราชศักดิ์ กล่าวว่า การบริหารงานจะดำเนินการอย่างเป็นทีม โดยมีผู้มีชำนาญในแต่ละส่วน ซึ่งขณะนี้มีงานที่ต้องทำอีกมาก ดังนั้นบริษัทจะคำนึง ถึงการสร้างผลประกอบการที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้นและจะพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในโครงการแต่ละโครงการ
อย่างไรก็ตาม บริษัทหลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ได้ออกบทวิเคราะห์ หุ้นเพาเวอร์-พี แนะนำให้หลีกเลี่ยงการลงทุน เนื่องจากเห็นว่าบริษัทมีความเสี่ยงสูงทั้งในด้านการดำเนินงานและการ เงิน และยังมีโอกาสที่จะเพิ่มทุนอีกในอนาคตอันใกล้ เพื่อนำเงินไปชำระค่าหุ้นของบริษัทแอลวีซี ซึ่งเป็นบริษัทก่อสร้างที่บริษัทเพาเวอร์-พี เพิ่งซื้อกิจการมา นำไปใชิ้คืนหนี้สินและขยายงานในอนาคต โดยประเมินราคาที่เหมาะสมอยู่ที่ 4 บาทซึ่งเท่ากับ 2 เท่าของมูลค่าตามบัญชีปี 2549

ทั้งนี้ บริษัทรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ได้แก่บริษัท ITD,CK และ STEC ซื้อขายกันอยู่ที่ 1.7,1.8 และ 3.3 เท่าของมูลค่าตามบัญชีปี 2549

สำหรับเพาเวอร์-พี ได้ทำการปรับโครงสร้างทุนตามแผนฟื้นฟูกิจการ โดยลดทุนชำระแล้วจาก 21 ล้านหุ้นเป็น 10.5 ล้านหุ้น หลังจากนั้นก็เพิ่มทุนจาก 10.5 ล้านหุ้นเป็น 210 ล้านหุ้น โดยออกหุ้นใหม่แบ่ง ขายเป็น 2 กลุ่มกลุ่มที่ 1 จำนวน 42 ล้านหุ้นจัดสรรให้เจ้าหนี้เดิมแปลงหนี้เป็นทุนในราคาหุ้นละ 5 บาท ส่วนกลุ่มที่ 2 จำนวน 157.5 ล้านหุ้น ขายให้ผู้ถือหุ้นกลุ่มใหม่แบบ private placement ในราคา หุ้นละ 3.8 บาท

ทั้งนี้ หุ้นของกลุ่มผู้ถือหุ้นกลุ่มใหม่จะติดไซเลนต์พีเรียดเป็นเวลา 1 ปีโดยในช่วง 6 เดือนแรกจะสามารถขายหุ้นได้ 25% และในอีก 6 เดือนถัดไปจะขายได้อีก 25% ของหุ้นที่ถูกห้ามซื้อขาย ดังนั้นในการซื้อขายวันแรกจะมีฟรีโฟลต(free float) อยู่ที่ 43.75% หากไม่มีรายการพิเศษในไตรมาส 4/48 คาดว่าผลประกอบการของบริษัทเพาเวอร์-พี จะยังขาดทุนและคาดว่าผลประกอบการทั้งปี 2548 จะเท่ากับ 21 ล้านบาท หรือเท่ากับ 0.10 บาทต่อหุ้น

ขณะที่นักวิเคราะห์อีกราย ระบุว่า การที่บริษัทได้มีการผิดนัดชำระเงินกู้ เกือบ 300 ล้านบาท จากที่ในงบไตรมาส3/48 ที่ผู้สอบบัญชีได้มีการตั้งข้อสังเกตไว้ ซึ่งจะทำให้อนาคตบริษัทจะกู้เงินจากสถาบันการเงินได้ยากและจะมีปัญหาในเรื่องการเพิ่มทุนในอนาคตเช่นกัน คาดว่าปี 2549 เพาเวอร์-พีจะมีผลขาดทุน 28 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นลดลง และมีดอกเบี้ยจ่ายมากขึ้น ซึ่งในปีนี้หากตัดกำไรพิเศษที่มี 38 ล้านบาท ก็จะทำให้บริษัทมีผลขาดทุน 18 ล้านบาท

ทั้งนี้ ให้ราคาเหมาะสมอยู่ที่ 3 บาท ซึ่งคิดจาก ส่วนลดกระแสเงินสด ซึ่งหากคิดจาก P/E นั้นก็จะต้องคิดที่ 30 เท่า ถึงจะเป็นราคาที่ 3 บาท หากคิดค่าP/E ที่ 13 บาท นั้นอยู่ที่ 50 เท่า โดยราคาหุ้นวานนี้(7 ธ.ค.) ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงนั้นก็ไม่สามารถตอบได้ว่าเป็น เพราะสาเหตุใดอาจจะเป็นนักลงทุนเข้ามาเก็งกำไร

ด้านแหล่งข่าวจากวงการโบรกเกอร์ เปิดเผยว่า ราคาหุ้นเพาเวอร์-พีที่ร้อนแรงขึ้นนั้น นอกจากภาวะตลาดหุ้นที่กลับมาฟื้นตัวส่วนหนึ่งแล้ว ยังเป็นผลสืบเนื่องจากที่ก่อนหน้านี้หุ้นเพาเวอร์-พี อยู่ในการดูแลของนายสุริยา ลาภวิสุทธิสิน ซึ่งนำไปขายให้แก่นักลงทุนรายใหญ่ และกลุ่มเพื่อนนักการเมือง โดย ขณะนั้นฐานะการเงินของกลุ่มปิคนิค คอร์ปอเรชั่น ยังไม่ประสบปัญหา จึงทำให้ราคานอกตลาดมีการซื้อขายที่หลายระดับราคา

ทั้งนี้ กระแสข่าวระบุว่า ราคานอกตลาดมีตั้งแต่ระดับ 10 บาท 15-16 บาท ก่อนร้อนแรงไปสู่ระดับ 20 บา จากกระแสข่าวที่ว่าราคาหุ้นเพาเวอร์พีจะไปได้ถึง 30 บาท แต่อย่างไรก็ตาม ราคานอกตลาดเริ่มชะลอไม่มีผู้เข้ารับช่วงต่อหลังจากที่มีผู้นำมาเสนอขายที่ 22 บาท

ไม่นานเหตุการณ์ บมจ.ปิคนิคฯมีปัญหาฐานะการเงินเกิดขึ้นตาม ทำให้ราคาหุ้นนอกตลาดทรุด ฮวบลงมา โดยราคาเสนอขายคืนที่ 15 บาท ไม่มีผู้ซื้อและนายสุริยา ก็ไม่ยอมรับซื้อคืน โดยให้ทุกคน ไปซื้อขายเมื่อหุ้นได้กลับเข้าเทรดตลาดหลักทรัพย์แล้ว

ดังนั้น ราคาหุ้นที่พุ่งขึ้นไปที่ 18 บาทกว่าเมื่อวานนี้ เท่ากับกลุ่มที่ซื้อหุ้นเพาเวอร์-พีมาในระดับ 10-16 บาท สามารถขายทำกำไรออกไปได้แล้ว ยังคงเหลือที่ระดับราคาที่ 20 บาท ซึ่งหากมีราคานอกตลาดจริง เท่ากับว่าอาจจะมีการเข้ามาไล่ราคาขึ้นไปก่อนจะเทขายทำกำไรออกมา   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us