|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
พรีมาเวสท์พลิกกลยุทธ์การลงทุนกองทุนรวมลงทุนในต่างประเทศ (FIF) เผยกองใหม่ที่เตรียมเปิดตัวในต้นปีหน้า "กองทุนเปิดพรีมาเวสท์ โกลบอล บอนด์ คุ้มครองเงินต้น" เน้นลงทุนในตราสารหนี้รัฐบาลที่มีอายุ 3 ปี หลังก่อนหน้าบุกตราสารอายุ 1 ปีครึ่ง คาดผลตอบแทนงาม ส่วนกองตราสารหนี้ระยะสั้นยังเดินหน้าลุยต่อ ตอบรับกระแสตราสารหนี้ฟีเวอร์
รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) พรีมาเวสท์ จำกัด ได้ยื่นเสนอจัดตั้งกองทุนเปิดกรุงศรี-พรีมาเวสท์ ควิก โบนัส คุ้มครองเงินต้น ซึ่งเป็นกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น มูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท อายุโครงการประมาณ 6 เดือน
โดยกองทุนดังกล่าวเน้นลงทุนในตั๋วเงินคลัง พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย พันธบัตรหรือตราสารหนี้ที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงินเป็นผู้ออก ผู้รับรอง ผู้ค้ำประกัน พันธบัตรหรือตราสารแห่งหนี้ที่กระทรวงการคลังเป็นผู้ออก ผู้รับอาวัล หรือผู้ค้ำประกัน เพื่อคุ้มครองเงินลงทุนเริ่มแรกตามมูลค่าที่ตราไว้ 10 บาทต่อหน่วย หรือลงทุนในเงินฝากของสถาบันการเงินหรือธนาคารพาณิชย์ ทั้งนี้ กองทุนจะไม่ลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งสัญญาการซื้อขายล่วงหน้า และตราสารหนี้ที่มีการจ่ายผลตอบแทนอ้างอิงกับตัวแปร
สำหรับกองทุนเปิดกรุงศรี-พรีมาเวสท์ ควิก โบนัส คุ้มครองเงินต้น จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกแก่ผู้ลงทุนที่ต้องการได้รับความมั่นคงสูงจากการลงทุนที่มีวัตถุประสงค์คุ้มครองเงินลงทุนเริ่มแรกของผู้ลงทุน รวมทั้งมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝากประจำของธนาคารพาณิชย์
นอกจากนี้ สำนักงาน ก.ล.ต. ยังได้อนุมัติให้บลจ.พรีมาเวสท์ จัดตั้งกองทุนเปิดพรีมาเวสท์ โกลบอล บอนด์ คุ้มครองเงินต้น ซึ่งเป็นกองทุนรวมทั้งลงทุนในต่างประเทศ หรือ FIF มูลค่าโครงการ 400 ล้านบาทและมีอายุโครงการประมาณ 3 ปี โดยกองทุนดังกล่าวเน้นลงทุนในตราสารหนี้ที่ออกในต่างประเทศ ซึ่งกองทุนดังกล่าวถือเป็นกองทุน FIF กองที่ 2 ของบริษัท เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้เปิดขายหน่วยลงทุนสำหรับกองทุนปิดพรีมาเวสท์ อินเตอร์เนชั่นแนล บอนด์ คุ้มครองเงินต้น มูลค่าโครงการ 400 ล้านบาท และเน้นลงทุนในตราสารหนี้ในต่างประเทศเช่นกัน แต่มีอายุกองทุนประมาณ 1 ปี 5 เดือน ซึ่งกองทุนดังกล่าวหลังจากเปิดขายหน่วยลงทุน ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างล้นหลามจนต้องปิดขายหน่วยลงทุนก่อนกำหนด
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นายเพิ่มพล ประเสริฐล้ำ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) พรีมาเวสท์ จำกัด กล่าวว่า สำหรับกองทุน FIF กองใหม่นั้น เนื่องจากปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาลไทย ที่เสนอขายในต่างประเทศปรับตัวลงมา ทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนยังไม่จูงใจมากนัก จึงยังไม่เปิดขายหน่วยลงทุนในขณะนี้ โดยจะต้องรอพิจารณาดูแนวโน้มอีกครั้ง หรืออาจจะรอให้อัตราดอกเบี้ยขยับขึ้นก่อนจึงจะเปิดขายหน่วยลงทุนสำหรับกองทุนดังกล่าวอีกครั้ง
ทั้งนี้ หากไม่สามารถเปิดขายหน่วยลงทุนได้ทันในปีนี้ บริษัทก็จะเสนอขอสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อให้ยืดการขายหน่วยลงทุนออกไปใน ปีหน้าโดยใช้โควตา 400 ล้านบาทดังกล่าวที่ได้รับการอนุมัติในปีนี้ ซึ่งจากการหารือกับสำนักงาน ก.ล.ต. ตามหลักเกณฑ์แล้วสามารถดำเนินการได้
รายงานข่าวกล่าวว่า สำหรับบลจ.พรีมาเวสท์นั้น ก่อนหน้านี้ได้รับการอนุมัติจากสำนักงาน ก.ล.ต. ให้จัดตั้งกองทุนหุ้นอีก 2 กองทุน คือ กองทุนเปิดพรีมาเวสท์ผสมหุ้นทุน มูลค่าโครงการ 5,000 ล้านบาท และกองทุนปิดพรีมาเวสท์ทาร์เก็ต 18/18 ซึ่งเป็นกองทุนหุ้นที่มีอายุโครงการ 18 เดือนมูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท
โดยนายเพิ่มพลกล่าวว่า ทั้ง 2 กองทุนนั้น คาดว่าจะยังไม่สามารถเปิดขายหน่วยลงทุนได้ในปีนี้ เนื่องจากการลงทุนในตลาด หลักทรัพย์ฯช่วงนี้ยังมีปัจจัยที่มีผลกระทบหลายอย่าง ซึ่งมีส่วนทำให้นักลงทุนมองการลงทุนในหุ้นว่าเป็นแง่ลบ กลัวความเสี่ยง และไม่กล้าเข้ามาลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนผ่านกองทุนหุ้นถึงแม้ว่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่จะเข้าไปลงทุนก็ตาม ดังนั้น จึงต้องรอจังหวะการลงทุนที่เหมาะสมมากกว่านี้
สำหรับ บลจ.พรีมาเวสท์ มีการคาดการณ์อัตราการเติบโตของบริษัทในปีนี้ไว้ที่ระดับประมาณ 100% โดยปัจจุบันบริษัทมีสินทรัพย์ ภายใต้การบริหารเพิ่มขึ้นเป็น 9,000 ล้านบาท จากประมาณ 6,000 ล้านบาท ในช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา และคาดว่าภายในสิ้นปีนี้บริษัทจะมีสินทรัพย์ เพิ่มขึ้นเป็น 12,000 ล้านบาท
|
|
 |
|
|