Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน30 พฤศจิกายน 2548
บิ๊กSATปลื้มกองทุนแห่ถือหุ้น ชี้เพดานต่างประเทศยังไม่เต็ม             
 


   
www resources

โฮมเพจ สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี

   
search resources

Stock Exchange
Auto Manufacturers
สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี, บมจ.




ผู้บริหารสมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์เทคโนโลยี โอ่กองทุนต่างประเทศแห่เข้าถือหุ้น 12.5% มีทั้งมอร์แกน สเเตนเลย์-เอไอเอ-สเตท สตรีทแบงก์ เตรียมตั้งโรงงานแห่งใหม่ที่อุตสาหกรรมอมตะ ซิตี้ และย้ายโรงงานและเครื่องจักรเพื่อหวังได้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีจากบีโอไอชี้มีลูกค้าใหม่ที่สั่งออร์เดอร์เข้ามามูลค่า 3พันล้านบาทภายใน 5 ปี ซึ่งจะดันรายได้เพิ่มปีละ 600 ล้านบาท

นายชำนาญ ธรรมเจริญ รองกรรมการอำนวยการ บริษัทสมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) (SAT) เปิดเผยว่า หลังจากที่บริษัทเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ตั้งแต่ต้นปี 2548 จนถึงปัจจุบันปรากฏว่าโครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัทเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยมีกองทุนจากต่างประเทศจำนวนมาก เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นในสัดส่วนถึง 12.5 ล้านหุ้น ซึ่งประกอบด้วย กองทุนของมอร์แกน สแตนเลย์ ซึ่งถือหุ้นประมาณ 12 ล้านหุ้น หรือ 2%, AMERICANINTERNATIONAL ASSURANCE COMPANY (เอไอเอ), STATE STREET BANK AND TRUST COMPANY FOR และ HSBC หรือธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม บริษัทได้กำหนด เพดานการถือครองหุ้นของนักลงทุน ต่างประเทศไม่เกิน 49% ดังนั้นจึงถือ ได้ว่านักลงทุนต่างประเทศยังสามารถ ที่จะเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นได้อีกมาก

ขณะเดียวกัน ปรากฏว่าผู้ถือหุ้นรายย่อยมีจำนวนลดลงจากเดิมที่มีผู้ถือหุ้นจำนวน 2,500 คนได้ลดลงเหลือ 1,500 คน ขณะที่กองทุนเพื่อการร่วมลงทุนหรือไทยแลนด์ อิควิตี้ฟันด์นั้นจะถือเป็นสัญชาติไทยและยังคงถือหุ้นในสัดส่วน 10% เหมือนเดิม ซึ่งกองทุนนี้จะมีนโยบาย การลงทุนระยะยาวประมาณ 3-5 ปี แม้ว่าจะมีนักลงทุนสถาบันถือหุ้นเป็นจำนวนมากขึ้นแต่ก็ไม่กังวลในแง่ของปัญหาสภาพคล่องแต่อย่างใด

นายชำนาญ กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมานักลงทุนต่างประเทศได้เข้ามา ขอข้อมูลกับบริษัทเป็นจำนวนมากและได้มีการเดินทางไปแนะนำข้อมูล ที่ประเทศสิงคโปร์และฮ่องกงจำนวน หลายครั้ง ซึ่งปรากฏว่าได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างประเทศเป็นอย่างมาก ขณะเดียวกันบทวิเคราะห์ ของโบรกเกอร์ส่วนใหญ่ก็มีมุมมองที่ดีต่อบริษัท

สำหรับการดำเนินธุรกิจของบริษัทนั้นในช่วงที่ผ่านมาได้รับคำสั่งซื้อใหม่จากลูกค้าต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ทำให้กำลังการผลิตเพลาข้างที่เพิ่ง ขยายในปี 2548 จาก 1 แสนชิ้นต่อเดือนเป็น 1.6 แสนชิ้นต่อเดือนผลิตเต็มกำลังยังไม่ทันต่อความต้องการของลูกค้า

ดังนั้นบริษัทจึงได้ตัดสินใจเพิ่ม กำลังการผลิตอีก 3 หมื่นชิ้นต่อเดือน ซึ่งใช้เงินลงทุนประมาณ 165 ล้านบาท ที่โรงงานจังหวัดระยองซึ่งจะแล้วเสร็จเริ่มทำการผลิตในเดือนเมษายน 2549 ทำให้มีกำลังการผลิตทั้งหมดรวม 1.9 แสนชิ้นต่อเดือนหรือเพิ่มขึ้น 90% ซึ่งจะป้อนสินค้าให้กับอีซูซุ และนิสสันเพิ่มขึ้น ส่วนอีกโครงการบริษัทได้ลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตเบรกดุมอีก 1 สายการผลิต โดยมีกำลังผลิตเพิ่มขึ้นอีก 1 หมื่นชิ้นต่อเดือน ใช้เงินลงทุน 50 ล้านบาทที่โรงงานสมุทรปราการ ทั้งนี้ ป้อนให้กับค่ายรถมิตซูบิชิ รุ่นไทรตอน (Triton) ที่เพิ่งออกจำนวนเมื่อไม่นาน นี้ ซึ่งมียอดขายสูงกว่าประมาณการเดิมมาก

นายชำนาญ กล่าวว่า จากการเติบโตของธุรกิจที่มีอย่างต่อเนื่องและเพื่อความสะดวกในการดำเนินงาน จึงทำให้บริษัทได้ซื้อที่ดินที่อุตสาหกรรมอมตะซิตี้จังหวัดระยองจำนวน 83 ไร่ มูลค่า 141 ล้านบาทเพื่อก่อสร้างโรงงานของบริษัทย่อย คาดว่าจะสร้างเสร็จภายในเดือนมิ.ย. 2549 โดยจะย้ายเครื่องจักรมารวมอยู่ที่โรงงานใหม่ซึ่งปัจจุบันใช้พื้นที่เต็มแล้ว และจะติดตั้งเครื่องจักรเพิ่มเพื่อการขยายตัวของบริษัทคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2551 และจะทำให้บริษัทได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) เพราะได้ย้ายเครื่องจักรมาอยู่ในโซนชั้น 3 ส่วนเงินจำนวน 141 ล้านบาทที่นำมาซื้อที่ดินนั้นจะทยอย จ่ายภายในระยะเวลา 3 ปี
นอกจากนี้บริษัทรับโอนกิจการ รวมทั้งทรัพย์สินและหนี้สินทั้งหมดของบริษัทเอสเอที แอคเซิล เทคโนโลยีจำกัดซึ่งประกอบธุรกิจผลิตเพลาข้างรถกระบะ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการจัดโครงสร้างภายใน กลุ่มบริษัทและบริษัทเองเพื่อให้เกิดความสะดวกและคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจธุรกิจอีกทั้งยังประหยัดภาระภาษีในภาพรวมธุรกิจอีกด้วย ชี้อุตฯรถยนต์ขยายตัวต่อเนื่อง

นายวีระยุทธ กิตะพาณิชย์ กรรมการอำนวยการบริษัทสมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าแนวโน้มอุตสาหกรรมรถยนต์มีโอกาสที่จะขยายตัวอย่างต่อเนื่องโดยรัฐบาลก็หวังที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นดีทรอยต์แห่งเอเชียโดยในปีนี้คาดว่าจะผลิตรถยนต์ได้ประมาณ 1.1 ล้านคันและในปีหน้าจะอยู่ในระดับ 1.29 ล้านคัน และรัฐบาลได้ตั้งเป้าว่าภายในปี 2553 จะมีการผลิตรถยนต์ ได้ทั้งสิ้นประมาณ 2 ล้านคันซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจของบริษัทอย่างมาก

ทั้งนี้ที่ผ่านมาบริษัทก็มีลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นรวมถึงการสั่งซื้อสินค้าที่เพิ่มขึ้นด้วยซึ่งขณะนี้มีคำสั่งซื้อสินค้า จากลูกค้าใหม่เข้ามา 3 พันล้านบาทภายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า ดังนั้น จึงทำให้รายได้ต่อปีของบริษัทจะเพิ่มขึ้นอีกปีละ600 ล้านบาท และบริษัทไม่มีนโยบายการเพิ่มทุนในปี 2549 อย่างแน่นอนแม้ว่าจะมีการขยายงานเพิ่มขึ้น แต่บริษัทก็มีเงินสด เพื่อรองรับจำนวน 700-800 ล้านบาท
นายวรพจน์ ฉัตรชัยกุลศิริ รองกรรมการอำนวยการการเงินและการบริหาร บริษัทสมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยีจำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลประกอบการในไตรมาส 3 ของปีนี้บริษัทมีกำไรสุทธิ 111 ล้าน บาท ซึ่งถ้าเทียบกับไตรมาส 2 ปีนี้ที่มีกำไรสุทธิ 129ล้านบาทจะเห็นได้ว่ากำไรลดลง แต่สาเหตุเนื่องจากในไตรมาส 2 บริษัทมีการรับรู้จากการลงทุนในบริษัทอื่นประมาณ 25 ล้านบาท ซึ่งถือว่าไม่ใช่กำไรที่เป็นปกติ ดังนั้น ถ้าหักจากส่วนนี้จะเห็นได้ว่าไตรมาส 2 มีกำไรสุทธิประมาณ 104 ล้านบาท และบริษัทมีสัดส่วนหนี้สินต่อทุนอยู่ที่ระดับ 1.81 เท่า แต่ บริษัทจะพยายามทำให้อยู่ในระดับต่ำกว่า 1.5 เท่า

ปัจจุบันนี้บริษัทมีหนี้สินอยู่จำนวน 1,884 ล้านบาทและที่ผ่านมาบริษัทได้นำเงินที่ได้จากการขายหุ้นเพิ่มทุนให้แกˆประชาชนทั่วไปนำไป ชำระแล้วบางส่วนจึงทำให้ในครึ่งปีแรกไม่จำเป็นต้องนำไปชำระอีกจะไป ชำระอีกครั้งในไตรมาส 3 และ 4 ของ ปีหน้า โดยคาดว่าจะทำให้ปี 2549 บริษัทจะมีหนี้สินลดลงเหลือประมาณ 1,750 ล้านบาท

นอกจากนี้ ที่ผ่านมาคณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลปี 2548 จากผลดำเนินงานในช่วงเดือนม.ค.-มิ.ย. 2548 ในอัตราหุ้นละ 0.20 บาท และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 6 ธ.ค.นี้ ซึ่งบริษัทจะต้องจ่ายเงินทั้งสิ้นประมาณ 100 ล้านบาท   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us