|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
"กิตติรัตน์-โต้ง" เผยมีโอกาสเกิด "DECEMBER Effect" ท้ายปีหลังเห็นสัญญานักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ ระบุหลังวันที่ 9 ธ.ค.ประเด็นทางการเมืองจะชัดเจนขึ้น ติงนักวิเคราะห์ไม่ควรอิงกับสถานการณ์ในอดีต "ก้องเกียรติ" ระบุปัจจัยลบส่วนใหญ่เป็นเรื่องในประเทศ เปรยตลาดหุ้นไทยตามกระแส"โลกาภิวัฒน์"ไม่ทัน ด้านเอ็มเอไอหารือบริษัทที่ปรึกษาฯ ลดค่าใช้จ่ายนำหุ้นเข้าจดทะเบียน หวังดึงบริษัทเข้าซื้อขายจำนวนมาก ส่งผลดึงนักลงทุนสถาบันซื้อขายเพิ่มขึ้น
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า บรรยากาศของการลงทุนในตลาดหุ้นในช่วง 1 เดือนก่อนสิ้นปีมีโอกาสสูงที่ดัชนีอาจจะปรับขึ้นและเกิดปรากฏการณ์ DECEMBER Effect เนื่องจากมีสัญญาณว่านักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศจะกลับเข้ามาซื้อหุ้นในช่วงท้ายปี
ทั้งนี้ ปรากฎการณ์ทั้ง DECEMBER Effect หรือ JANUARY Effect จะเกิดกับตลาดหุ้นในช่วงท้ายปี ซึ่งลักษณะทั้ง 2 อยน่างจะแตกต่างกันตามพฤติกรรมการซื้อขายของนักลงทุนสถาบัน โดยการเกิด DECEMBER Effect หมายถึงว่าในช่วงก่อนจะถึงเดือนธ.ค. นักลงทุนสถาบันจะขายหุ้นออกมาก่อนจะกลับเข้าซื้อในช่วงธ.ค.จนทำให้ดัชนีปรับขึ้นอย่างโดดเด่นขณะที่ JANUARY Effect จะเกิดขึ้นหากนักลงทุนสถาบันเทขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ออกมาก่อนที่จะถึงวันหยุดยาวช่วงท้ายปีจนทำให้ดัชนีปรับลดลงอย่างหนัก ก่อนจะกลับเข้ามาซื้ออีกครั้งในช่วงเดือนม.ค.
"ผมไม่อยากจะไปฟันธงว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรกับตลาดหุ้นไทยไม่ว่าจะเป็น DECEMBER Effect หรือ JANUARY Effectเพราะการประเมินจะต้องนำปัจจัยรอบข้างมาร่วมการพิจารณา"นายกิตติรัตน์กล่าว
ในส่วนเรื่องทางการเมือง การเรียกให้ร่วมชุมนุมของแกนนำที่มีความคิดไม่ตรงกับรัฐบาลในวันที่ 9 ธ.ค. น่าจะทำให้สถานการณ์หลายอย่างมีความชัดเจนมากขึ้น เพราะจำนวนผู้ชุมนุมมาร่วมชุมนุมเป็นจำนวนมากหรือน้อยก็จะสามารถระบุได้ถึงความชัดเจนบางอย่าง
สำหรับการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นไทยของนักวิเคราะห์หลักทรัพย์โดยคาดการณ์อิงกับสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม เพราะตลาดหุ้นขึ้นอยู่กับแนวโน้มในอนาคต สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องเกิดขึ้นในปัจจุบัน ทั้งนี้ นักวิเคราะห์บางคนประเมินดัชนีช่วงที่ตลาดดีว่าอาจจะถึง 800 จุด หรือ ประเมินว่าในช่วงที่ตลาดหุ้นไม่ดีดัชนีจะปรับตัวลดลงมากแตะที่ 600 จุด ซึ่งการประเมินแบบเอาสถานการณ์ในอดีตมาสนับสนุนไม่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อนักลงทุน
นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย พลัส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจัยที่จะส่งผลต่อตลาดหุ้นในช่วงปลายปี หลังจากช่วงที่ผ่านมาปัจจัยที่เข้ามากระทบไม่ว่าจะเป็นการระงับการกระจายหุ้นของ บมจ. กฟผ. รวมไปถึงปัญหาทางการเมืองซึ่งปัญหาต่างๆเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศทั้งนั้น
การลงทุนในช่วงที่เหลือของปีหากปัจจัยหลายอย่างยังไม่มีความชัดเจน การลงทุนในระยะกลางหรือระยะยาวก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี โดยเฉพาะลงทุนในหุ้นที่มีพื้นฐานที่ดี เนื่องจากบางประเด็นปัญหาไม่ได้ทำให้ปัจจัยพื้นฐานของหุ้นเปลี่ยนแปลงประกอบกับหลายเรื่องนักลงทุนรับรู้แล้ว และเข้าใจถึงปัญหาดี
สำหรับการเข้าจดทะเบียนของบริษัทต่างๆในช่วงท้ายปี สิ่งที่จะเป็นตัวกำหนดความน่าสนใจของหุ้นแต่ละบริษัทคงเป็นเรื่องการให้ส่วนลดของราคาจองว่าจะสามารถดึงดูดนักลงทุนได้ขนาดไหน โดยปกติส่วนลดของราคาหุ้นที่เปิดจองซื้อจะอยู่ในระดับ20-30% ให้ภาวะที่ตลาดหุ้นปกติ ขณะที่ในช่วงที่ตลาดหุ้นมีความผันผวนการกำหนดราคาและส่วนลดอาจจะต้องทำให้เกิดสิ่งที่ดึงดูดนักลงทุนให้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในช่วงเดือน ธ.ค.จะมีหุ้นใหม่เข้าจดทะเบียนเป็นจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่มีขนาดไม่ใหญ่มากจึงไม่น่าจะส่งผลกระทบอะไรต่อภาพรวมของตลาดหุ้น
นอกจากนี้ ปัญหาที่สำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นไทย คือ การที่ไม่สามารถตามกระแสโลกาภิวัฒน์ได้ทัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ยังไม่มีอุตสาหกรรมใดที่เป็นอุตสาหกรรมหลักที่เป็นตัวแทนของประเทศ รวมถึงคุณภาพของนักลงทุนที่ส่วนใหญ่ยังให้ความสนใจกับการลงทุนในลักษณะเก็งกำไร
**maiถกเอฟเอลดค่าที่ปรึกษาฯ
นายวิเชฐ ตันติวานิช กรรมการผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ(mai) เปิดเผยว่าขณะนี้ตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอได้มีการหารือบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินซึ่งมีจำนวน10 รายที่อยู่ในโครงการ FA Pool เพื่อหาวิธีในการลดต้นทุนในการนำบริษัทเข้ามาจดทะเบียนสำหรับบริษัทที่มีขนาดเล็กซึ่งเชื่อว่าถ้าสามารถกำหนดวิธีการดังกล่าวได้ จะทำให้มีบริษัทขนาดเล็กประเภทวิสาหกิจขนาดกลางหรือขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอีเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอมากยิ่งขึ้นเพราะปัจจุบันนี้มีบริษัทที่มีขนาดเล็กและต้องการหาแหล่งระดมทุนเพื่อขยายกิจการยังมีอีกเป็นจำนวนมากโดยกลุ่มธุรกิจที่เป็นกลุ่มเป้าหมายจะได้แก่ธุรกิจสำหรับคนรุ่นใหม่เช่นด้านธุรกิจมี
ทั้งนี้ถ้ามีบริษัทเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอเป็นจำนวนมากจะทำให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น เพราะจะทำให้ตลาดหุ้นมีสินค้าเพิ่มขึ้นรวมถึงมูลค่าการซื้อขายที่จะมากยิ่งขึ้นเช่นกันและจะเป็นปัจจัยช่วยทำให้นักลงทุนสถาบันเข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอเพิ่มมากขึ้น
นายวิเชฐ กล่าวต่อว่า ในช่วงที่ผ่านมาบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม(บลจ.)ไทยพาณิชย์ได้ออกกองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นระยะยาว เอ็มเอไอซึ่งในช่วงที่เสนอขายครั้งแรกได้จำนวนเงินมาประมาณ 60ล้านบาทและขณะนี้ขนาดของกองทุนเพิ่มขึ้นเป็น 100 ล้านบาทแล้ว นอกจากนี้คาดว่าภายในปีหน้าตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอมีทิศทางที่ดีขึ้น ดังนั้นจึงเชื่อว่าจะทำให้นักลงทุนสถาบันเข้ามาซื้อขายมากขึ้น
|
|
 |
|
|