Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน29 พฤศจิกายน 2548
FTAไทย-จีน/อาเซียนป่วนรากหญ้ากระอัก-ดุลการค้าติดลบ             
 


   
search resources

Commercial and business
FTA




แผนปลุกปั้น TEA CITY เชียงรายกระเทือนทั้งระบบ เกษตรผู้ปลูกกว่า 2 หมื่นครัวเรือนได้รับผลกระทบถ้วนหน้า ขณะที่ผู้ปลูกพืช-ผักรายย่อยเริ่มหมดทางหากิน หลังถูกพืช-ผักราคาถูกจากจีนตีตลาดกระจุย แถมทิ้งกล่องโฟมไว้ดูต่างหน้า

การค้าเสรีไทย-จีน ที่เริ่มต้นจากหมวดสินค้าเกษตร ก่อนที่จะขยายกรอบไปสู่สินค้าอื่น ๆ ตามข้อตกลงไทย-จีน/อาเซียน ที่ถือเป็นหนึ่งในนโยบายหลักของรัฐบาลไทยขณะนี้ ล่าสุดเริ่มส่งผลกระทบมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยปรากฏให้เห็นทั้งในลักษณะของข้อมูลตัวเลขทางการ และความเดือดร้อนเฉพาะหน้า ที่เกษตรกรทั้งรายย่อย - กลาง ในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะในพื้นที่เชียงราย เริ่มรวมตัวกันนำข้อมูลความเดือดร้อน และผลกระทบที่ได้รับ ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลไทย เข้ามาแก้ไขกันมากขึ้น

ด้านนายมิติ ยาประสิทธิ์ ประธานกลุ่มรักษ์เชียงแสน กล่าวว่า ราคาพืชผลตกต่ำดังกล่าวเกิดจากการเปิดการค้าเสรี หรือเอฟทีเอ ไทย-จีน ซึ่งลดภาษีพืชผักเหลือ 0% ทำให้พืชผักของจีนซึ่งมีราคาถูกทะลักเข้ามาเป็นจำนวนมาก โดยจะส่งจากเชียงแสนไปยังตลาดที่ อ.เมือง จ.เชียงราย หรือที่ภาคกลางก่อน และส่งย้อนกลับมาตีตลาดในภาคเหนือ แม้กระนั้นก็ยังมีราคาถูกกว่าพืช ผักในประเทศ เพราะต้นทุนถูกกว่าเกษตรกรไทย

แหล่งข่าวจากศุลกากรเชียงแสน จ.เชียงราย ระบุว่า ปีนี้ (2548) มีผักจากจีนนำเข้ามาท่าเรือเชียงแสน เช่น บร็อกเคอร์รี่ผักกาดขาว นำเข้า 8,663 ตัน มูลค่า 105 ล้านบาท หรือราคาขายเฉลี่ยขาย กก.ละ ไม่ถึง 25 สตางค์ เพราะน้ำหนักอาจรวมภาชนะไปด้วย และราว 50% ส่งขายไต้หวัน และประเทศอื่น เนื่องจากการนำเข้าผักจากจีนโดยตรงบางประเทศเช่นไต้หวันทำไม่ได้ ซึ่งไม่แน่ชัดว่าจะมีผลต่อผักท้องถิ่นมากน้อยแค่ไหน

ในแง่มุมของตัวเลขอย่างเป็นทางการ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ ได้สรุปภาวะการค้าไทย-จีนหลังจากมีการทำข้อตกลงเปิดเสรีการค้าผักผลไม้ว่า ในช่วง 9 เดือนของปี 48 การค้าผักผลไม้ระหว่างไทย-จีน ส่งออกผ่านด่านศุลกากรในพื้นที่ภาคเหนือมูลค่ารวมทั้งสิ้น 229.6 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 47 ที่มีมูลค่าการส่งออก 343.1 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 33.1 และลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 46 ที่ยังไม่มีการเปิดเสรีการค้าระหว่างกันที่มีมูลค่า 1,504.1 ล้านบาทหลายเท่าตัว

ส่วนการนำเข้าผ่านภาคเหนือในช่วง 9 เดือนของปี 48 มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 305.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 47 ร้อยละ 24.9 ทำให้การค้าผักผลไม้ไทย-จีนผ่านทางภาคเหนือ ขาดดุลการค้า 75.6 ล้านบาท ทั้งที่ในช่วงเดียวกันของปีก่อนเกินดุล 98.7 ล้านบาท และช่วงเดียวกันของปี 2546 เคยเกินดุลสูงถึงกว่า 1,272 ล้านบาท

ส่วนผลกระทบจากข้อตกลงเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ)ไทย-จีน ที่เกิดขึ้นกับเกษตรรายย่อย - กลาง โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ที่เริ่มปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้นทุกขณะก็คือ ราคาพืชผักที่จำหน่ายที่สวนของเกษตรกรที่ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ที่ขณะนี้กำลังประสบปัญหาราคาตกต่ำอย่างหนักในรอบหลายปี ไม่ว่าจะเป็น ผักกาดขาว กะหล่ำ ฯลฯ ที่ปลูกตามแนวฝั่งแม่น้ำโขงเป็นเนื้อที่หลายพันไร่

นายสุวิทย์ บุญรัตน์ ตัวแทนกลุ่มชาวบ้านหมู่บ้านป่าสักหางเวียง ต.เวียง อ.เชียงแสน กล่าวว่า เดิมราคาพืชผักของเกษตร จะมีราคาจำหน่ายผ่านพ่อค้าคนกลางเฉลี่ยกิโลกรัมละ 4-5 บาท แต่ล่าสุดเอกชนที่รับซื้อได้กดราคาพืชผักให้เหลือเพียงกิโลกรัมละ 1.50 บาท ทำให้เกษตรกรเดือดร้อนอย่างหนัก เพราะไม่มีช่องทางที่จะลดต้นทุนสู้กับพืชผักนำเข้าจากจีนได้

ขณะที่กลุ่มเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายค้าเสรีไทย-จีน/อาเซียน ที่ออกมาเคลื่อนไหวอีกกลุ่มคือ กลุ่มผู้ปลูกชาเชียงราย ที่ได้รวมตัวกันกว่า 200 คน เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 48 นำโดยนายกำจร มานิตวิรุฬห์ ประธานสหกรณ์ชาเชียงราย เพื่อขอพบ ดร.ทนง พิทยะ รมว.คลัง ที่เดินทางมาประชุมคลังสัญจรที่โรงแรมดุสิตไอส์แลนด์รีสอร์ตจ.เชียงราย โดยมีนายปิยะพันธ์ นิมมานเหมินท์ รองปลัดกระทรวงการคลัง รับเรื่องแทน

ประธานสหกรณ์ชาเชียงราย ได้เรียกร้องว่า กรณีที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายที่จะเกิดเสรีการค้าใบชากับจีน / อาเซียนในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งจะทำให้มีใบชาจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่ายในไทยมากขึ้น ซึ่งเรื่องดังกล่าวเริ่มสะท้อนออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมแล้ว คือ กลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตชาเขียวในประเทศ เริ่มชะลอสั่งซื้อใบชาเขียวจากเกษตรกรไทยแล้ว เพื่อรอดูใบชาต่างประเทศทะลักเข้ามา อันจะทำให้ราคาชาในประเทศตกต่ำลงแน่นอน

ประเด็นนี้ ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกชาเขียว / ชาพันธุ์ดี อาทิ ชาอู่หลง ของเชียงราย ที่มีกว่า 20,000 ครัวเรือนได้รับความเดือดร้อนถ้วนหน้า จึงขอให้รัฐบาล ยกเลิกนโยบายเปิดเสรีการค้าใบชากับต่างประเทศ เพื่อช่วยปกป้องเกษตรกรผู้ปลูกชาในประเทศ เพราะเชื่อว่า มาตรการที่รัฐบาลจะเปิดให้นำเข้าใบชาปลอดภาษี เพื่อเก็บภาษีกับผู้ผลิตชาพร้อมดื่ม จะทำให้ผู้ผลิตชาพร้อมดื่มหันมากดราคารับซื้อชาเขียวจากเกษตรกรอีกทอดหนึ่ง

นอกจากนี้นโยบายดังกล่าว ยังจะมีผลกระทบต่อนโยบายผลักดันให้เชียงรายเป็นเมืองแห่งชา หรือ TEA CITY ที่นายวรเกียรติ สมสร้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดกำลังผลักดันอย่างเต็มที่ โดยใช้งบผู้ว่าฯซีอีโอ ซื้อต้นกล้ามาจำหน่ายให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการอยู่ ล่าสุดมีพื้นที่เพาะปลูกกว่า 1 แสนไร่ และมีมูลค่าการค้าชานับพันล้านบาท/ปีด้วย

สำหรับราคาใบชาในขณะนี้ มีตั้งแต่ กก.ละ 80 - 400 บาท ส่วนชาอู่หลง ราคาหน้าสวนอยู่ที่ 1,000 บาท/กก.ขึ้นไป

ผักจีนทิ้งโฟมให้ดูต่างหน้า

นายบุญส่ง เชื้อเจ็ดตน นายกเทศมนตรี ต.เวียงเชียงแสน อ.เชียงแสน จ.เชียงราย เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีเรือสินค้าสัญชาติจีนขนสินค้าในแม่น้ำโขงขึ้นฝั่งที่ท่าเรือเชียงแสนเป็นจำนวนมาก พบว่า มีผู้ประกอบการค้าจากจีนได้นำขยะเข้ามาทิ้งในฝั่งไทยมากขึ้นทุกทีด้วย เมื่อเทศบาลเข้มงวดมากขึ้น ก็ได้มีการขนขยะไปยังสถานที่ฝังกลบขยะของเทศบาล ตั้งอยู่พื้นที่หมู่บ้านห้วยเกี๋ยง หมู่ 8 ต.เวียง อ.เชียงแสน ห่างจากตัวเมืองเชียงแสนเล็กน้อย

โดยขยะที่สร้างปัญหามากที่สุดคือขยะประเภท "โฟม" ซึ่งใช้บรรจุพืชผักและผลไม้มาจากจีน เพราะขยะประเภทนี้ไม่สามารถกำจัดได้เลย เพราะเผาก็สร้างมลภาวะและกลิ่นอย่างรุนแรง เมื่อฝังกลบ ก็ไม่ย่อยสลายและไม่สามารถหาที่ฝังกลบได้ เพราะมีปริมาณมหาศาลหรือจะใช้ทำปุ๋ยก็ไม่ได้อีก

นายบุญส่ง กล่าวอีกว่า ในปัจจุบันปัญหานี้ ได้เริ่มลดน้อยลง เนื่องจากสังเกตเห็นว่ามีเอกชนไทยบางราย ได้ขอนำโฟมซึ่งมีลักษณะเป็นถังไปใช้ประโยชน์ และบางส่วนชาวบ้านก็นำไปใช้ประโยชน์ รวมทั้งขยะประเภทนี้ก็เริ่มกระจายเข้าสู่ด้านในของประเทศมากขึ้น ทำให้ปัญหาที่เชียงแสนลดน้อยลงแล้ว กระนั้นก็ไม่แน่ใจว่า ในอนาคตโฟมจำนวนมหาศาลจะกลับมาระบาดหรือไม่

ล่าสุดเทศบาล ต.เวียงเชียงแสน ได้รับการอนุมัติโดยหลักการ จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้โรงงานคัดแยกขยะแบบครบวงจรบนพื้นที่ประมาณ 100 ไร่ พื้นที่หมู่บ้านห้วยเกี๋ยง หมู่ 8 ต.เวียง งบประมาณ 204 ล้านบาท โดยอยู่ระหว่างรอให้อำเภออนุมัติการใช้ที่ดิน ซึ่งหากว่าได้รับการอนุมัติ ก็จะสามารถก่อสร้างได้ในเร็วๆนี้คาดว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาขยะล้นเมืองนี้ได้   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us