|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
เกมการตลาดของ “ยำยำ” พุ่งตรงไปที่กลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นมากขึ้น เพราะมองเห็นช่องว่าง การสร้างโอกาสในการขยายตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้ค่อนข้างสูง โดยลูกค้ากลุ่มนี้เป็นกลุ่มมีดีมานด์ในการบริโภค และมีพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไปมาระหว่างแบรนด์เช่นคนที่นิยมชมชอบ ในรสชาติต้มยำกุ้ง ส่วนใหญ่จะSwitching ไปหาแบรนด์ของคู่แข่งทันที เปลี่ยนไปหลายยี่ห้อ ตามรสชาติ และการทำโปรโมชั่น
ทว่า แม้“ยำยำ”จะมีจำนวนของรสชาติที่หลากหลายถึง 17 รสชาติ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งก็ไม่ได้มากน้อยไปกว่ากัน เพราะในที่สุดแล้วรสชาติใหม่ที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ก็เป็นเพียงตัวสร้างสีสันให้ตลาด ส่วนรสชาติหลักๆที่แข่งขันกันรุนแรงและยังคงเป็นที่นิยมของผู้บริโภคก็มีไม่กี่รสชาติคือ ต้มยำกุ้ง 50% และหมูสับ 20% ที่เหลือเป็นรสชาติอื่นๆ ในรูปแบบถ้วยหรือชาม 30%
แต่สิ่งที่สำคัญนั้น คือการปรับลุคส์ใหม่ทุกอย่างที่อยู่ภายใต้แบรนด์ “ยำยำ” ให้สอดคล้องกับสถานการณ์การแข่งขัน เห็นได้ว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาการเคลื่อนไหวของมาม่า และไวไว ซึ่งเป็นคู่แข่งที่ครองส่วนแบ่งตลาด อันดับ1 และ 2 ตามลำดับ พร้อมทั้งเทน้ำหนักการสื่อสารการตลาด และกิจกรรมส่งเสริมการขายมุ่งไปที่กลุ่มวัยรุ่นมากขึ้น
เหตุผลดังกล่าว ทำให้แผนการขยายฐานลูกค้าใหม่จึงได้นำร่องขึ้นตั้งแต่ปีที่ผ่านมา การโฟกัสกลุ่มวัยรุ่น เริ่มต้นจากให้ความสำคัญกับการโฆษณาใหม่ที่มีดารา 2 คนคือต้า บาร์บี้ส์ และไลลา บุญยศักดิ์ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับยำยำจัมโบ้ ซึ่งเป็นสินค้าหลักของบริษัท เพราะมีสัดส่วน 70% ของยอดขายทั้งหมด
ดังนั้นแนวทางการทำตลาดในปีนี้ “ยำยำ จัมโบ้” ยังคงเป็นตัวนำในการทำตลาด ด้วยคอนเซปต์ เพิ่มปริมาณ ซึ่งได้รับการยอมรับมาด้วยดีตลอดเวลา 15 ปีที่ผ่านมา และเมื่อผู้บริโภคนึกถึง ยำยำ จะนึกถึง ยำยำ จัมโบ้ นับว่าเป็นการสร้างการจดจำไว้ได้จนปัจจุบัน ซึ่งมีทั้งหมด 7 รสชาติ
ขณะเดียวกัน ยังได้ทุ่มเม็ดเงินสำหรับการทำตลาดเพิ่มขึ้น จากปีที่ผ่านมาใช้งบ 270 ล้านบาท เป็น 300 ล้านบาทในปีนี้ และวางแผนใช้งบการตลาดเพิ่มขึ้นอีก 10 % ในปีหน้า รวมถึงมีการต่อยอดการทำตลาดที่ให้ความสำคัญกับ “ยำยำ จัมโบ้”อย่างต่อเนื่อง
ประการแรกคือ หันมาให้ความสำคัญกับตัวสินค้า (Product) ซึ่งเป็นการสร้างเซ็กเมนท์ใหม่ที่ฉีกความจำเจของบะหมี่สำเร็จรูปแบบเดิมๆ โดยใช้นวัตกรรมใหม่ ๆ ทั้งเส้นบะหมี่ ใน 3 แนวทาง
1.พัฒนาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแนวคิดใหม่ “ยำยำ จัมโบ้ ทูอินวัน” ซึ่งเป็นการใส่จุดขายทางด้านรสชาติแซบใหม่ และอร่อยได้ทั้งน้ำและแห้งมาใส่ไว้ในสินค้า เพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคสามารถสามารถเลือกวิธีรับประทานได้ตามต้องการ ทั้งแบบน้ำหรือแบบแห้งในซองเดียวกัน อีกทั้งยังเป็นกลยุทธ์ที่สร้างความแตกต่างจากคู่แข่งซึ่งยังไม่เคยมีในตลาดมาก่อน
2. มีการปรับสูตรของ “ยำยำ จัมโบ้รสหมูสับ” ให้มีเส้นที่เหนียวนุ่ม อร่อยยิ่งขึ้น
3.ปรับโฉมใหม่แพ็จเก็จทั้งหมดให้สดใสมีชีวิตชีวา แม้จะมีการปรับรายละเอียดเล็กๆน้อยๆทุกปี แต่ปีนี้ต้องการสื่อสารให้ผู้บริโภคให้เห็นความแตกต่างและรับรู้ว่าเป็น “ยำยำ จัมโบ้”โฉมใหม่ จึงมีการปรับแพ็กเก็จิ้งปรับครั้งใหญ่ โดยเปลี่ยนโลโก้เป็น 3 มิติ
มาโคโตะ มูราบายาชิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท วันไทยอุตสาหกรรมการอาหาร จำกัด กล่าวว่า
“ในขณะเดียวกันยังคงเน้นเรื่องปริมาณให้ผู้บริโภคได้อร่อยเพิ่มอีก 2-3 คำ ซึ่งทำให้รู้สึก “อร่อยเต็มอิ่ม” แบบจัมโบ้และได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภคตลอด 15 ปีที่ผ่านมา โดยในปีนี้สินค้าภายใต้แบรนด์ยำยำ จัมโบ้ เติบโตถึง 15% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา”
ประการต่อมาคือ ให้ความสำคัญกับการนำเสนอรสชาติใหม่ โดยนำผลวิจัยที่พบว่าผู้บริโภคมีความต้องการ และอยากทดลองสินค้ารสชาติใหม่และรสต้มยำเป็นรสที่คนไทยชอบมาก มาพัฒนาสินค้าใหม่ 2 รสชาติใหม่คือ รสเย็นตาโฟต้มยำ เพื่อให้รสชาติจัดจ้านถูกปากคนไทย และต้มยำปลากรอบที่หอมกลิ่นปลากรอบ และเครื่องต้มยำแบบไทยๆ ซึ่งเป็นเมนูใหม่ในตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขณะเดียวกันรสชาติต้มยำ ถือว่ามีขนาดส่วนแบ่งการตลาดที่ใหญ่และได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเป็นอันดับต้นๆ
ประการสุดท้ายคือปรับเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารการตลาด (Promotion) มาโคโตะ กล่าวว่า ปีนี้ “ยำยำ” จะมีความถี่ในการทำกิจกรรม รวมทั้งปรับปรุงเนื้อหาและรูปแบบการโฆษณา เพื่อให้เป็นที่ยอมรับและตรงใจผู้บริโภคมากที่สุดอาทิ ออกหนังโฆษณาผ่านสื่อในโรงภาพยนตร์ มีรูปแบบโฆษณาที่เน้นใช้ภาษาวัยรุ่นเช่นโฆษณาชุดล่าสุด “เราเลิกกับแฟนแล้ว”เป็นต้น ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับการใช้สื่อ Above the Line และกิจกรรมการตลาด Below the Line ในสัดส่วนที่เท่ากัน
ในด้านการส่งเสริมการขาย ได้จัดแคมเปญชิงโชคอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ภายใต้ชื่อว่า “ลองจัมโบ้ ลุ้นวีโก้ทุกสัปดาห์ 16 ค้น 16 สัปดาห์” โดยใช้ของรางวัลที่ดึงดูดใจและแจกทุกสัปดาห์ เพื่อให้ผู้บริโภครู้สึกว่า มีโอกาสมากขึ้นและสามารถได้ของรางวัลง่ายๆไม่ต้องคอยนาน ซึ่งการออกแคมเปญนี้เพียง 2 เดือน จำนวนซองเปล่าที่ส่งเข้ามาร่วม 2 ล้านซอง โดยขณะนี้ยังเหลืออีก 6 คันในสัปดาห์สุดท้าย แจกรางวัลใหญ่คือบ้าน 1 หลัง มูลค่า 2 ล้านบาท
ที่สำคัญ กิจกรรมที่ค่อนข้างประสบความสำเร็จในการขยายฐานไปสู่กลุ่มวัยรุ่นคือ การนำสินค้าเข้าไป Tie In ในกิจกรรมล่าฝัน ยูบีซี อาคาเดมี่ แฟนตาเซีย 2 ด้วย ซึ่งการขยายฐานเข้าไปสู่กลุ่มวัยรุ่น จะมีเหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ยำยำ จัมโบ้ เพราะลูกค้ากลุ่มนี้มีการอัตราการบริโภคสูง
การปรับกระบวนท่าของ P’ Product และP’ Promotion ที่เริ่มทยอยปรับมาที่ละขั้นตอน ผสมผสานกับการทำการตลาดที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งตัวสินค้า การโฆษณา และการส่งเสริมการขาย ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ “ยำยำ” ประสบความสำเร็จมียอดขายเกินเป้าหมาย มีส่วนแบ่งตลาดครึ่งปี 20 % เพิ่มขึ้นประมาณ 2 % เป็นอันดับสาม จากตลาดรวมมูลค่า 1 หมื่นล้านบาท
ส่วนผลประกอบการจากปีงบประมาณปี 2548 เริ่มต้นเดือนเมษายน และสิ้นสุดที่เดือนมีนาคมของทุกๆปี ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาตั้งแต่เดือนเมษายน จนถึงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีการเติบโตเกินเป้า 15% ขณะที่ยำยำตั้งเป้าหมายการเติบโตที่ 10% และเชื่อว่าในช่วงอีก 5 เดือนนับจากนี้ จะยังมีอัตราการเติบโตในอัตรานี้ต่อไป ซึ่งจะส่งผลให้ทั้งปี มีอัตราการเติบโตขึ้น 15% ซึ่งเป็นการเติบโตที่สูงกว่าตลาดประมาณ 8% มากกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากปัจจัย 1. ผู้เล่นในตลาดออกสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่องทำให้ผู้บริโภคเกิดการทดลองสินค้า
ขณะเดียวกันในปีหน้าจะมีการขยายโรงงานในรอบ 4-5 ปี ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการวางแผน โดยจะและใช้งบการลงทุน 100 ล้านบาท เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตบะหมี่อีก 25% จากกำลังการผลิตในปัจจุบัน 2.7 หมื่นล้านตัน และปัจจุบันมีสัดส่วนยอดขายในประเทศ 80 % ส่งออก 20% ใน 40 ประเทศทั่วโลก สัดส่วน 70% เป็นการส่งออกในโซนยุโรป
|
|
 |
|
|