|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
หลังจากมีข่าวเกี่ยวกับการหาพันธมิตรร่วมทุนของบริษัททรู กลุ่มธุรกิจสื่อสารในเครือเจริญโภคภัณฑ์ได้เพียงสัปดาห์เดียว ก็มีข่าวความเคลื่อนไหวเชิงยุทธศาสตร์ของทรูออกมา นั่นคือการซื้อหุ้น "ยูบีซี" และ "เคเอสซี" จากกลุ่ม MIH
ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารของทรู เมื่อวันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มีมติอนุมัติการซื้อหุ้นสามัญของ บมจ. ยูไนเต็ด บรอดคาสติ้ง คอร์ปอเรชั่น โดยแบ่งเป็นการซื้อหุ้นที่บริษัท เอ็มไอเอช (ยูบีซี) โฮลดิ้งส์ บีวี จากแอฟริกาใต้ถืออยู่ 30% และหุ้นที่กระจายอยูในตลาดหลักทรัพย์อีก 30% ในราคา 26.50 บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 313 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 12,000 ล้านบาท)
ส่งผลให้ทรูถือหุ้นยูบีซี เพิ่มขึ้น (จากประมาณ 40%)เป็น 70% ทันที และจะสูงขึ้นกว่านี้อีกหลังจากทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์
นอกจากนี้ ยังอนุมัติซื้อหุ้น 100% ที่ MIH ถืออยู่ในบริษัท เอ็มเคเอสซี เวิลด์ดอทคอม มูลค่าประมาณ 10.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ทรู เข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท เคเอสซี คอมเมอร์เชียล อินเตอร์เนต จำกัด ประมาณ 40%
MIH นั้นเป็นบริษัทที่ดูแลธุรกิจสื่ออิเลคทรอนิกส์ในเครือ Naspers ส่วน Naspers คือบริษัทสื่อข้ามชาติ สัญชาติเนเธอร์แลนด์ ที่มีธุรกิจหลัก 2 ขาหยั่ง คือ สื่ออิเลคทรอนิกส์ (เช่น เคเบิ้ลทีวี, อินเทอร์เน็ต ฯลฯ) และสื่อสิ่งพิมพ์ (เช่น สำนักพิมพ์, ผลิตและจัดจำหน่ายนิตยสาร หนังสือพิมพ์ หนังสือเล่ม ฯลฯ) โดยมีตลาดใหญ่อยู่ที่ทวีปแอฟริกาใต้ (คิดเป็น 72.7% ของรายได้ทั้งหมด) และกระจายการลงทุนไปยังกรีซ ไซปรัส เนเธอแลนด์ สหรัฐอเมริกา ไทย และจีน
นอกจากนั้น Naspers ยังจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ของสหรัฐฯ และตลาดหลักทรัพย์ Amsterdam อีกด้วย
ในเมืองไทย กลุ่ม Naspers ลงทุนผ่านบริษัท MIH โดยถือหุ้นในยูบีซี, เคเอสซี และเอ็มเวป
"การเข้าไปซื้อหุ้นของเอ็มไอเอช โดยเฉพาะที่ถืออยู่ในยูบีซีครั้งนี้ เป็นการสานต่อวิชั่น และยุทธศาสตร์ของกลุ่มทรู ในการเข้าสู่คอนเวอร์เจนซ์ เพลเยอร์ ไม่ใช่เพียงทริปเปิล เพลเยอร์ ที่เป็นการรวมบริการด้านเสียง ข้อมูล และภาพ" ศุภชัย เจียรวนนท์ ซีอีโอทรู กล่าว
"แม้ที่ผ่านมา จะเห็นการซินเนอร์ยี่ระหว่างทรู และยูบีซีในหลายๆ ด้าน แต่ยังคงมีความขัดแย้งกันในเรื่องโอกาสทางธุรกิจอยู่ เช่น ธุรกิจเคเบิลทีวี และบรอดแบนด์ทีวี ซึ่งมีแนวโน้ม 'ทับซ้อน' กันไปเรื่อยๆ ดังนั้น การทำธุรกรรมครั้งนี้ จึงเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย"
"การซื้อขายหุ้นครั้งนี้เขาก็เห็นด้วย และการที่เขาขายหุ้นเคเอสซีด้วย เพราะธุรกิจหลักของเอ็มไอเอช คือเคเบิลทีวี เมื่อเขาถอนตัวจากตรงนี้ จึงไม่อยากจะเก็บธุรกิจอินเทอร์เน็ตไว้" ศุภชัยกล่าว อย่างไรก็ตาม MIH ยังถือหุ้นของเอ็มเวป ซึ่งเป็นเจ้าของเวป Sanook.com ไว้อยู่
"ทรูเริ่มเจรจากับเอ็มไอเอชมาตั้งแต่กลางปี และยืนยันว่าเจรจาซื้อขายหุ้นกันได้ด้วยดี ที่ความพึงพอใจของราคาหุ้น ส่วนสาเหตุที่ทรูไม่ซื้อเอ็มเว็บ (เจ้าของ Sanook.com) ซึ่งเป็นธุรกิจบริการข้อมูลมาด้วย เพราะทรูมุ่งไปเป็นผู้ให้บริการเข้าถึงเครือข่ายมากกว่า ทรูจะไม่ทำข้อมูลทั้งหมด"
ทรูนั้นสามารถนำเคเอสซี มาใช้เป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่สร้างยุทธศาสตร์ของกลุ่ม เนื่องจากเคเอสซี มีฐานลูกค้าองค์กรที่แข็งแกร่ง และมีเครือข่ายในต่างจังหวัด ซึ่งเป็นจุดที่ทรู อินเทอร์เน็ตไม่ค่อยชำนาญ ทั้งยังนำไปสู่ความร่วมมือกับ บมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งถือหุ้นอยู่ในเคเอสซีไอ ซึ่งปัจจุบันจัสมิน ก็มีธุรกิจอินเทอร์เน็ตในชื่อ "เจไอเน็ต"
"ในระยะต่อไปคงต้องพิจารณาคืนใบอนุญาตของทรู อินเทอร์เน็ต หรือเคเอสซี ใบใดใบหนึ่งให้กับคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เพราะไม่ต้องการเก็บไว้ทั้ง 2 ใบ และในท้ายที่สุด คงต้องยุบชื่อในการให้บริการ (แบรนด์) ธุรกิจอินเทอร์เน็ต ให้เหลือเพียงแบรนด์เดียว เนื่องจากเป็นนโยบายของทรูอยู่แล้ว ที่ทุกธุรกิจต้องอยู่ในชื่อเดียว" นั่นคือพัฒนาการขั้นต่อไป หลังจากดำเนินการไประยะหนึ่ง
"การเทคโอเวอร์ครั้งนี้ถือเป็นการคอนเวอร์เจนท์ธุรกิจตามทิศทางกระแสโลก ซึ่งทรูต้องการคอนเวอร์เจนท์ธุรกิจสื่อสารและและธุรกิจมีเดียเข้าด้วยกัน และยังต้องการปรับยุทธศาสตร์ของกลุ่มให้ครอบคลุมทุกธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคม โดยยังเหลือธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 หรือ 3 จี พร้อมไวร์-แม็กซ์ ซึ่งเป็นบริการสื่อสารไร้สาย และธุรกิจเกตเวย์ ที่ทรูต้องการขอใบอนุญาตจากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ต่อไป" ศุภชัยเผยวิสัยทัศน์
จิ๊กซอว์สองตัวนี้มีความสำคัญอย่างไรต่อทรู? เหตุผลที่แท้จริงในการซื้อคืออะไร? ถูกต้อง สมเหตุสมผลแล้วหรือไม่?
บทวิเคราะห์
หลังจากเบญจรงคกุล "ทิ้ง" หุ้นยูคอมทั้งหมด เปิดทางให้เทเลนอร์ "ฮุบ" แทคเรียบร้อยแล้ว สถานการณ์อุตสาหกรรมเทเลคอมก็มาถึงจุดพลิกผันโดยสิ้นเชิง ซึ่งก็หมายความว่าอุตสาหกรรมนี้กำลังจะปรับเข้าสู่ระบบ 3 G อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาแล้วว่ากทช.ปฏิบัติหน้าได้ระยะหนึ่งแล้ว ถึงที่สุดก็ต้องเข้าสู่ระบบ 3 G
อย่างไรก็ตาม ระบบ 3 G สงวนไว้ให้เฉพาะพวกที่มีเงินถุงเงินถังเท่านั้น กระทั่งเอไอเอสซึ่งเป็นผู้ให้บริการที่ใหญ่ที่สุดของระบบก็ยังถึงกับกระอักเมื่อต้องใช้เงินนับแสนๆล้านบาท เกมของ 3 G คือเกมของผู้ให้บริการที่มีเงินทุนมหาศาลเท่านั้น ซึ่งถึงที่สุดแล้วผู้ประกอบการไทยไม่สามารถระดมทุนมหาศาลได้ถึงระดับนั้นได้ด้วยตัวเองแต่เพียงผู้เดียว
พวกเขาต้องการพันธมิตรระดับโลกเพื่อก้าวไปสู่ระบบ 3 G ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าคุ้มหรือไม่ แต่ถึงที่สุดแล้วก็จำเป็นต้องทำในบรรดาผู้ประกอบการที่อยู่ในสภาพอ่อนแอที่สุด(ไม่นับ Hutch) ออเร้นจ์อยู่ในสภาพที่เหน็ดเหนื่อยที่สุด เพราะขนาดยังไม่ขึ้นไปสู่ 3 G ก็ยังไม่สามารถวางเครือข่ายได้ครอบคลุม หากเข้าสู่ระบบ 3 G ก็คงจะอยู่ในฐานะเสียเปรียบอย่างแน่นอน
สถานะของออเร้นจ์ที่เป็นเบอร์ 3 ซึ่งห่างจากเบอร์สองถึงครึ่งนั้นค่อนข้างลำบาก นี่อาจเป็นเหตุหนึ่งก็ได้ที่ France Telecom บริษัทแม่ออเร้นจ์ "ทิ้ง" หุ้นทั้งหมดในไทย ทั้งๆที่ลงทุนไปไม่น้อย ยังไม่นับว่าทิ้งทั้งๆที่บริษัทดังกล่าวยังใช้แบรนด์ Orange
การมอง Orange แต่เพียงโดดๆนั้น ไม่ได้ หากจะมองไปที่ทรูซึ่งเป็นบริษัทแม่ ทรูเองก็มีปัญหาไม่ใช้น้อย เพราะโทรศัพท์พื้นฐานไม่ใช่ธุรกิจที่ทำเงินดั่งที่ซีพีคาด เมื่อเปรียบเทียบรายได้ต่อสายแล้ว ยังห่างจากโทรศัพท์มือถือมากนัก
อย่างไรก็ตาม ทรูไม่ได้มีโทรศัพท์พื้นฐานอย่างเดียวเท่านั้น หากต้องมองว่าทรูนั้นคือแขนขาด้านเทเลคอมของซีพี ซึ่งวันนี้มีบริการทั้งโทรศัพท์พื้นฐาน มือถือ อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง เคเบิ้ลทีวี ฯลฯ การเป็นแขนขาด้านเทเลคอมและสื่อสารนั้น หมายความว่าซีพีให้ความสำคัญต่ออุตสาหกรรมนี้มาก กระนั้นก็ตาม ซีพีไม่ได้มีเงินมากมายมหาศาลที่จะ Financing ได้ตลอดไปด้วยตนเอง
ทรูต้องการพันธมิตรอย่างมาก ดังที่ได้กล่าวไปแล้วเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทว่าการหาจะหาพันธมิตรได้ ไม่ใช่ทรูเป็นคนเลือกเท่านั้น แต่พันธมิตรต้องเลือกทรูด้วยเช่นกัน ที่ผ่านมา พันธมิตรรายแล้ว รายเล่าต่างทิ้งทีเอ(ชื่อเก่าของทรู)และ Orange ตามลำดับ
วันนี้ทรูจึงต้องละเอียดกับการคัดเลือกพันธมิตร ซึ่งตัวเองต้องแต่งหน้าทาปากให้กลายเป็นผู้หญิงสวย เพื่อให้ผู้ชายเสี่ยงพวงมาลัย
การซื้อหุ้นยูบีซี แถมพ่วงเคเอสซี นั้น ก็เพื่อเป็นการ Consolidate ธุรกิจของกลุ่มให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าทรูคือใคร กำลังทำอะไร
หากหุ้นกระจัดกระจาย ก็ยากที่จะหาพันธมิตรจากต่างประเทศซึ่งจำเป็นอย่างมาก ทว่าเมื่อจัดระเบียบแต่ละธุรกิจให้เป็นที่เป็นทางโดยทรูถือหุ้นใหญ่ ทิศทางชัดเจน พันธมิตรก็จะเดินเข้ามาหาเอง
|
|
 |
|
|