Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ มกราคม 2540








 
นิตยสารผู้จัดการ มกราคม 2540
ปูนใหญ่รอวันฟื้นตัว             
 

 
Charts & Figures

ผลประกอบการไตรมาส 3 ของ บมจ.ปูนซีเมนต์ไทย


   
www resources

โฮมเพจ เครือซิเมนต์ไทย

   
search resources

เครือซิเมนต์ไทย
ปูนซิเมนต์ไทย, บมจ.
ชุมพล ณ ลำเลียง
Chemicals and Plastics
Metal and Steel
Pulp and Paper
Cement




"ผลประกอบการปีหน้าก็น่าจะดีกว่าปีนี้ ถ้าไม่มีเหตุที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้น ซึ่งสำหรับหลายธุรกิจของเรา เช่น กระดาษ ปิโตรเคมี และเหล็ก ปัจจุบันราคาในตลาดโลกตกต่ำลงไปมาก อาจเรียกได้ว่าต่ำสุดในประวัติการณ์อยู่แล้ว เราก็ไม่คิดว่าราคาของสินค้าเหล่านี้จะลดลงไปอีก แต่เมื่อไหร่จะเงบหน้าขึ้นก็คาดการณ์ยาก" นั่นเป็นคำกล่าวเรียบ ๆ แต่แฝงความหมายอันลึกซึ้งของ ชุมพล ณ ลำเลียง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย ในวันแถลงผลประกอบการไตรมาส 3

ช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เครือปูนใหญ่เผชิญกับมรสุมของราคาสินค้าในตลาดโลกค่อนข้างหนักหน่วง ไม่ว่าจะราคาเยื่อกระดาษและปิโตรเคมีที่ลดต่ำลงอย่างมาก รวมถึงการทุ่มราคาเหล็กนำเข้าจากรัสเซียและโปแลนด์ในตลาดไทย ทำให้ปูนใหญ่จำต้องขายเหล็กในราคาต่ำกว่าทุนเพื่อระบายสินค้า การขาดทุนเกือบ 1,000 ล้านบาท ของกลุ่มเหล็กฉุดผลกำไรรวมของเครือปูนซิเมนต์ไทยตกต่ำอย่างช่วยไม่ได้

แต่สำหรับไตรมาสนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มเข้ารูปเข้ารอยมากขึ้น ภาครัฐประกาศเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษ (เซอร์ชาร์จ) และภาษีนำเข้าเหล็กเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณ 10-20% ตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งช่วยบรรเทาการขาดทุนของกลุ่มเหล็กลงไปได้ หรืออาจจะทำให้กลุ่มเหล็กมีกำไรบ้างเล็กน้อย แต่การปรับราคาสินค้าก็จำต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าไว้

ในส่วนของการพยายามลดต้นทุนมาโดยตลอด ก็เริ่มจะเห็นผลชัด ๆ ในไตรมาสนี้ ทำให้เครือปูนใหญ่มีอัตราส่วนกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

"ในต้นปีราคาสินค้าของเราลดลงเร็วมาก แต่ต้นทุนลดลงไม่ทัน เพราะมีปัจจัยหลายอย่าง เช่น มีวัตถุดิบในสต็อกและของที่สั่งซื้อแล้วอยู่ระหว่างเดินทาง เมื่อราคาลดลงเราก็จำเป็นต้องพยายามลดต้นทุนลงมา ซึ่งกว่าจะได้ผลก็มาถึงไตรมาส 3 นี้ ซึ่งราคาขายและต้นทุนขายเริ่มไปด้วยกัน" ชุมพล อธิบาย

ผลประกอบการไตรมาส 3 ปีนี้ เครือปูนใหญ่มีกำไรสุทธิรวม 1,504 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2538 จะกำไรเพิ่มขึ้น 182 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 14% โดยผลการดำเนินงานรวมเก้าเดือนมีกำไรสุทธิ 5,840 ล้านบาทเทียบกับช่วงเก้าเดือนของปีก่อนเพิ่มขึ้น 645 ล้านบาท หรือขยายตัว 12%

ชุมพลชี้แจงอย่างตรงไปตรงมาว่า "ผลกำไรที่เพิ่มขึ้นในไตรมาสนี้ ไม่ใช่เพราะว่าปีนี้ดีขึ้น แต่เป็นเพราะว่าในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เรื่องวัสดุก่อสร้างเจอปัญหาน้ำท่วม ปิโตรเคมีราคาเริ่มลดลง ทำให้ไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ผลประกอบการไม่สู้จะดีนัก ปีนี้ถือว่าปกติทำให้ดูเป็นว่า ผลประกอบการดีขึ้น"

สำหรับไตรมาสสุดท้าย ชุมพลคาดว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ จะเป็นไปอย่างปกติ แม้รัฐบาลมีแผนจะลดภาษีนำเข้าสินค้าปิดโตรเคมีลงมาประมาณ 10% ก็เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อเครือปูนใหญ่ เนื่องจากปัจจุบันสินค้าปิโตรเคมีที่บริษัทในเครือผลิตและจำหน่ายนั้นมีราคาต่ำกว่าสินค้านำเข้ามากกว่า 10% อยู่แล้ว การที่ภาครัฐลดภาษีนำเข้าลงจะไม่เป็นผลให้สินค้าเหล่านั้นทะลักเข้ามาในประเทศ

การทำกำไรของเครือปูนซิเมนต์ไทย แลดูยากเย็นขึ้นไปทุกขณะ ธุรกิจที่ส่งผลกำไรจำนวนมากและต่อเนื่องในยามนี้จึงมาจากธุรกิจยานยนต์ กับธุรกิจในกลุ่มไฟฟ้าและโลหะ

เก้าเดือนที่ผ่านมา เครือปูนใหญ่มีการส่งออกประมาณ 16,000 ล้านบาท โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและโลหะส่งออกมาที่สุดประมาณ 8,000 ล้านบาท กลุ่มปิโตรเคมี 3,300 ล้านบาท กลุ่มกระดาษ 1,500 ล้านบาท กลุ่มเซรามิก 1,100 ล้านบาท กลุ่มเหล็ก 1,100 ล้านบาท ส่วนกลุ่มซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างส่งออกน้อยที่สุดเพียง 150 ล้านบาทเท่านั้น

ชุมพลเชื่อว่า ความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ในประเทศไทยยังคงมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ขยายตัวลดลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่าน ๆ มา อันจะทำให้บริษัทมีกำลังการผลิตเหลือเพียงพอที่จะส่งออกมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การส่งออกปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างนั้น ต้องมีค่าใช้จ่ายสูง โดยเฉพาะค่าบรรจุ ลำเลียง และขนส่ง ทำให้กำไรขั้นต้นต่ำกว่าการขายในประเทศ ซึ่งชุมพลกล่าวยอมรับพร้อมทั้งอธิบายว่า "การส่งออกโดยทั่วไปแล้ว เราไม่ได้ราคาดีเท่ากับการขายในประเทศ เพราะเราต้องมีค่าใช้จ่ายในการบรรจุ ลำเลียงไปถึงตลาดนั้น แต่ว่าปริมาณจะได้มาก แม้ต่อชิ้นจะกำไรน้อยกว่า แต่เราสามารถสร้างโรงงานใหญ่ ส่งออกจำนวนมาก ๆ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนลดลงได้เช่นกัน"

ในปีนี้ คาดว่าเครือปูนใหญ่จะมีการส่งออกโดยเฉลี่ยทั้งปีเป็นมูลค่า 20,000 ล้านบาท และปีหน้าจะส่งออกเพิ่มขึ้นเป็น 25,000 ล้านบาท

ในส่วนของการเข้าไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเครือปูนใหญ่เริ่มดำเนินการมาปีกว่าแล้วนั้น ขณะนี้เริ่มออกผลมาล้างโดยมีหลายโครงการที่ได้มีการตกลงกัน และเริ่มสร้างโรงงาน แต่สำหรับรายได้ที่เข้ามานั้น ขณะนี้ยังมีสัดส่วนน้อยมาก ไม่ถึง 5% ของรายได้รวม

ชุมพลคาดว่า ภายในปี ค.ศ.2000 ส่วนของธุรกิจทั้งหมดที่ไปลงทุนในต่างประเทศจะมียอดขายรวมประมาณ 20% ของยอดขายทั้งหมดของบริษัท

การที่ภาวะเศรษฐกิจไทยตกต่ำมากในขณะนี้ ทำให้ชุมพลตั้งเป้าว่าปีหน้าขอโตแค่ 14-15% ก็พอโดยประมาณการจากภาวะเศรษฐกิจไทยว่า ขณะที่เศรษฐกิจขยายตัว 7-8% เครือปูนใหญ่ขยายตัวประมาณ 20% แต่ในปีนี้และปีหน้าเศรษฐกิจน่าจะโตประมาณ 14-15% หากไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติอะไรเกิดขึ้น

ทุกวันนี้ สิ่งที่เครือปูนใหญ่พยายามทำอยู่ คือ การลดต้นทุนลงให้มากที่สุด และชะลอแผนการลงทุนออกไป เนื่องจากเกรงว่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับสภาพคล่องทางการเงิน ซึ่งหลายฝ่ายให้ความสนใจกันมาก โดยเฉพาะในเรื่องของหนี้สินระยะสั้นที่ค่อนข้างสูง ประมาณ 6 หมื่นล้านบาท หนี้สินรวม 1.3 แสนล้านบาท ขณะที่ส่วนของผู้ถือหุ้นมีเพียง 3.1 หมื่นล้านบาทเท่านั้น

สำหรับการที่เครือปูนใหญ่จะเติบโตมากหรือน้อยในวันข้างหน้านั้น ส่วนหนึ่งชุมพลฝากชะตาไว้กับภาวะตลาดโลก โดยเฉพาะราคากระดาษ ปิโตรเคมี และเหล็ก ซึ่งตกต่ำอยู่อย่างมากในขณะนี้ และยังไม่เห็นวี่แววว่าจะฟื้นตัวขึ้นได้เมื่อไหร่ พร้อมกับคำปลอบใจตัวเองและนักลงทุนว่า "มันราคาตกลงมามากแล้ว คงไม่ตกลงไปกว่านี้อีก"

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us