"เครือเบทาโกรมีแผนที่จะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยจะทยอยเข้าจดทะเบียนทีละสายธุรกิจไป"
นั่นเป็นคำบอกเล่าของ อรอนงค์ ศิริรังคมานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส
ของเครือเบทาโกร เธอขยายความต่อไปถึงแผนการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
ว่า ในขั้นแรกนั้นจะนำบริษัทที่อยู่ในสายธุรกิจการเกษตร ซึ่งถือว่าเป็นธุรกิจดั้งเดิมอายุเกือบ
30 ปี เป็นตัวนำร่องเข้าจดทะเบียนก่อน ในนามบริษัท เบทาโกร อโกรกรุ๊ป
"ความจริงแล้ว เรามีความคืบหน้าไปมากแล้ว กล่าวคือ เราได้ยื่นคำขอให้คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
(ก.ล.ต.) ตั้งแต่เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยมีบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สินเอเชีย
เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ซึ่งราคาหุ้นอยู่ที่ประมาณ 40-50 บาท แต่ตอนนี้สถานการณ์ตลาดยังไม่ค่อยสดใสนัก
เราอาจจะเลื่อนการซื้อขายไปอีกระยะหนึ่ง อาจจะประมาณเดือน ก.พ. 40 ก็เป็นได้"
สาเหตุที่ทางผู้บริหารเลือกสายธุรกิจนี้ เนื่องจากสายเกษตรเป็นธุรกิจดั้งเดิมของบริษัทมีรายได้เป็นอันดับหนึ่ง
คือ ปีละ 8,500 ล้านบาทเศษ หรือคิดเห็น 89% และเป็นการทำธุรกิจที่เป็นเกษตรแบบครบวงจร
มีความมั่นคงแน่นอนสูง
สำหรับธุรกิจของเครือเบทาโกรนั้น แบ่งออกเป็น 4 สาย คือ 1. สายเกษตร 2.
สายเทคโนโลยีและชีวภาพ 3. สายอสังหาริมทรัพย์ และ 4. สายเทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์
ยอดขายรวมขงเครือเบทาโกรนั้น ประมาณปีละ 10,000 ล้านบาท รายได้จากสายเกษตรครองอันดับ
1 ตามมาด้วยสายเทคโนโลยีและชีวภาพ มีรายได้เป็นอันดับสองประมาณ 1,200 ล้านบาท
ที่เหลือกระจายกันไปในสายที่ดิน และคอมพิวเตอร์
นอกจากนี้ อรอนงค์ ยังได้กล่าวถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจในปีหน้าของเครือเบทาโกร
ว่าจะมีการปรับปรุงองค์กรในภาพกว้างทั้งระบบ ซึ่งการปรับครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการขยายตัวของธุรกิจในอนาคต
ซึ่งจะเป็นการสร้างโอกาสให้กับพนักงานในระยะยาวอีกทางหนึ่งด้วย
ซึ่งภาพรวมของธุรกิจในปีหน้านั้น จะพยายามขยายมูลค่าเพิ่มให้แก่ทุกสายธุรกิจมากยิ่งขึ้น
เนื่องจากที่ผ่านมาจะมีรายได้จากสายเกษตรเป็นหลัก โดยสายเกษตรนี้จะเน้นการลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น
และในระยะต่อไปนี้จะเน้นการสร้างรายได้จากสายเทคโนโลยีและชีวภาพมากยิ่งขึ้น
เนื่องจากประเทศไทยมีการพัฒนาขึ้นไปมาก แต่ในเรื่องสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตไม่ได้มีการเตรียมรองรับไว้
เป็นผลให้ประชาชนกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น และทุกคนเพิ่งมาเริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องนี้
ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดี และเชื่อว่าโอกาสขยายตัวในงานเหล่านี้มีสูงมาก
"คืออย่างน้อยพยายามให้สายเทคโนโลยีมีสัดส่วนยอดขายให้ได้ 40% ของมูลค่ารวมทั้งหมดให้ได้ภายใน
3 ปีนับจากนี้ ดังนั้น ในปี 2540 ถือว่าเป็นปีที่สายเทคโนโลยีมีบทบาทมากขึ้นทีเดียว"
และหมวกอีกใบที่เธอสวมอยู่ คือ ตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ ของบริษัท
เบทาโกร เทคโนโลยี คอร์เปอเรชั่น ซึ่งอยู่ในสายธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพ โดยงานล่าสุดที่เป็นผลงานของบริษัท
คือ การเข้าไปประมูลงานสร้างโรงงานวัคซีนไก่ให้กับศูนย์ผลิตชีวภัณฑ์ กรมปศุสัตว์
ตั้งอยู่ที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เป็นการทำสัญญาแบบเทิร์นคีย์
มูลค่ากว่า 786 ล้านบาท จะเสร็จสมบูรณ์ในราวเดือนเมษายน ปี 2540 ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ
2 ปี นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจด้านอื่น ๆ อีก เรื่องอาหารสัตว์ เช่น อาหารกุ้ง
ปลา สุนัข แมว
ในส่วนของธุรกิจที่คาดว่าจะทำเป็นรายต่อไป คือ ทางด้านสิ่งแวดล้อม โดยจะเป็นการร่วมลงทุนกับต่างประเทศ
โดยล่าสุด คือ การร่วมทุนกับบริษัทโกลเดอร์ แอสโซซิเอท จากประเทศแคนาดา ซึ่งถือว่าเป็นบริษัทชั้นนำอันดับ
10 ของโลก มีสาขาอยู่ถึง 60 แห่งทั่วโลก จัดตั้งบริษัท บีทีจี โกลเดอร์ เอนเวอร์ลอฟเม้นท์
มีทุนจดทะเบียนระยะแรก 5 ล้านบาท จะเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการในเดือน ม.ค.
ปีนี้ และนายกรัฐมนตรีของแคนาดาจะเป็นประธานในพิธีเปิด
วัตถุประสงค์ในการตั้งบริษัทดังกล่าว เพื่อดำเนินธุรกิจทางด้านสิ่งแวดล้อมแบบครบวงจร
ตั้งแต่น้ำ อากาศ ของแข็ง อรอนงค์ บอกว่า เราจะเข้าไปประมูลงานทุกประเภทตั้งแต่การทำบ่อบำบัดน้ำเสีย
อากาศ ขยะ นอกจากนี้ ยังครอบคลุมถึงการเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม
อรอนงค์ บอกว่า ขณะนี้บริษัทกำลังเสนอโครงการบำรุงรักษาเจ้าพระยาเข้าไปยัง
ดร.พิจิตต รัตตกุล ผู้ว่ากทม. ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างดี แต่ยังไม่ได้มีข้อสรุปที่เป็นทางการออกมา
"เรามองว่า ควรจะรีบเยียวยาเจ้าพระยาเสียแต่เนิ่น ๆ อย่าให้แย่ไปกว่านี้
ถ้าโครงการนี้ร่วมมือกันได้ เราก็จะเสนอบำบัดไปอีกตามคลองใหญ่ ๆ ที่มีความสำคัญ
เช่น คลองภาษีเจริญ คลองแสนแสบ ถ้าทำได้สำเร็จจะเป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก
ซึ่งเราจะใช้เทคโนโลยีจากประเทศแคนาดา"
เนื่องจากบริษัทที่เบทาโกร ร่วมทุนนี้มีประสบการณ์ในการทำทรีทเม้นท์หรือบำบัดน้ำเสียในแม่น้ำลำคลองที่มีปัญหามาแล้วมากมายในประเทศต่าง
ๆ เช่น คลองเวนิส ในประเทศอิตาลี เลคบีวา ในประเทศญี่ปุ่น ฮ่องกงฮาเบอร์
ที่ฮ่องกง สำหรับงบประมาณในการใช้จ่ายคาดว่า จะไม่สูงมากนัก ถ้าทำทั่วกรุงเทพฯ
ในระยะแรก ทางแคนาดาอาจจะจัดสรรงบประมาณให้เปล่าได้ส่วนหนึ่ง
นอกจากนั้น ทางสายเทคโนโลยีชีวภาพ ยังมีโครงการอื่น ๆ ทางด้านสิ่งแวดล้อมอีก
เช่น การเปิดให้บริการห้องแล็บ ในงานด้านอาหาร ยา และสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นการให้เอกชนที่ไม่สามารถมีห้องแล็บเองสามารถขอใช้บริการได้
หรือนักศึกษาที่อาจจะมีปัญหาเรื่องห้องแล็บไม่พอใจในสถาบันการศึกษาก็มาขอใช้จากบริษัทได้
สำหรับประวัติส่วนตัวนั้น อรอนงค์ ถือว่าเป็นนักชีวเคมีเต็มตัว เธอจบวิทยาศาสตร์รุ่นแรกจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
และไปจบปริญญาโทาทางด้านไบโอเคมี จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลองบีช สหรัฐอเมริกา
ก่อนหน้านี้เคยทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ ที่บริษัทลีเวอร์ บราเธอร์
และเธออยู่กับเบทาโกรมา 18 ปีเศษ