Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายสัปดาห์17 พฤศจิกายน 2548
เปิดวิสัยทัศน์ “แคปปิตอลแลนด์” อิงสัมพันธ์นักการเมืองรุกอสังหาฯ             
 


   
search resources

ทีซีซี แคปปิตอลแลนด์, บจก.
Real Estate
เฉิน เหลียน ปัง




การเข้ามาเปิดตลาดอสังหาฯ ในไทยของกลุ่มทุนข้ามชาติมีให้เห็นมาหลายปีแล้ว แต่เริ่มชัดเจนมากขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มทุนจากสิงคโปร์ ซึ่งขยายการลงทุนเข้ามาในไทย เพราะพื้นที่ลงทุนในประเทศเหลือน้อย โดยในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมาสิงคโปร์มีการพัฒนาพื้นที่ไปเป็นจำนวนมาก

ส่งผลให้นักลงทุนในสิงคโปร์ต้องขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศ โดยไทยถือเป็นประเทศแรกๆ ที่กลุ่มนักลงทุนจากสิงคโปร์ทยอยเข้ามาลงทุน เนื่องจากไทยมีภาวะเศรษฐกิจที่ดีเมื่อพิจารณาจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือ จีดีพี ในขณะที่จำนวนประชากรก็มีจำนวนมากพอที่จะทำให้กลุ่มทุนข้ามชาติเข้ามาลงทุนได้ และที่สำคัญคือไทยมีเสถียรภาพทางการเมืองมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน เช่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม

เฉิน เหลียง ปัง ประธานเจ้าหน้าที่บริษัท บริษัท ที.ซี.ซี.แคปปิตอลแลนด์ จำกัด เปิดเผยถึงวัตถุประสงค์ของการขยายการลงทุนในไทยว่า ต้องการผลักดันให้กลุ่มแคปปิตอล แลนด์ ติดอันดับ 1 ใน 3 ของผู้ประกอบธุรกิจอสังหาฯ ในไทย ภายในระยะเวลา 3-5 ปี โดยเน้นการลงทุนโครงการทั้งแนวสูงและแนวราบ ซึ่งจะใช้จุดแข็งด้านความเชี่ยวชาญของกลุ่มแคปปิตอล แลนด์ ซึ่งเป็นนักพัฒนาที่ดินที่ใหญ่ติดอันดับต้นๆ ในสิงคโปร์ที่มีประสบการณ์การลงทุนด้านอาคารสูง

ในขณะที่ ที.ซี.ซี.มีจุดแข็งด้านฐานการเงินที่แข็งแกร่งมาก จากจำนวนสินทรัพย์ที่มีอยู่หลายหมื่นล้านบาท ตลอดจนที่ดินที่มีอยู่ในมืออีกหลายหมื่นไร่ในกทม.และปริมณฑลเป็นจำนวนมาก ซึ่งยังไม่นับรวมที่ดินต่างจังหวัด เช่น ที่ดินที่ชะอำ 10,000 ไร่ และบางไทร 3,000 ไร่

ปัจจัยสำคัญที่สุดคือ หัวเรือใหญ่อย่าง เจริญ สิริวัฒนะภักดี เจ้าพ่อน้ำเมา ยังมีสายสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นกับกลุ่มนักการเมืองทุกพรรค โดยเฉพาะพรรคไทยรักไทยซึ่งเป็นพรรครัฐบาลในขณะนี้ ดังนั้น การก้าวเข้าสู่การพัฒนาโครงการอสังหาฯ เพื่อขายของกลุ่ม ที.ซี.ซี.ฯย่อมเป็นที่น่าจับตามองของคู่แข่ง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการที่ติดอันดับ 1 ใน 5 ของตลาดอสังหาฯ ที่ต้องเฝ้าติดตามแผนการดำเนินงานและนโยบายการลงทุนของกลุ่มที.ซี.ซี.ฯ อย่างใกล้ชิด

เฉิน เหลียง ปัง กล่าวถึงแผนการดำเนินงานว่า บริษัทจะเน้นลงทุนโครงการแนวสูงเป็นหลัก คิดเป็นสัดส่วน 60%ส่วนโครงการแนวราบ 40% แต่ปัจจุบันการลงทุนในโครงการส่วนใหญ่เน้นการลงทุนโครงการแนวสูงเป็นหลัก เพราะเพิ่งเริ่มทำธุรกิจในไทยเพียง 2 ปี จึงต้องลงทุนในธุรกิจที่กลุ่มแคปปิตอล แลนด์ มีความเชี่ยวชาญก่อน

“ในช่วง 2 เดือนที่เหลือบริษัทจะเปิดโครงการใหม่ 2 แห่ง คือ โครงการเอ็มไพร์ม เพลส กำหนดเปิดตัวในวันที่ 15 ธ.ค.48 เป็นคอนโดมิเนียม 45 ชั้น 440 ยูนิต มูลค่าโครงการ 4,700 ล้านบาท โดยจะใช้กลยุทธ์ด้านราคาเป็นจุดขาย ด้วยราคาขายเริ่มต้นที่ 90,000-110,000 บาทต่อตร.ม. ต่ำกว่าโครงการ เดอะ เม็ท ที่ตั้งราคาขายสูงถึง 300,000 บาทต่อตร.ม. ในขณะที่โครงการอินฟินิตี้ ของโกลเด้น แลนด์ ที่ตั้งอยู่ตรงข้ามโครงการของบริษัทมีราคาขาย 120,000 บาทต่อตร.ม. แต่โครงการดังกล่าวขายหมดแล้ว 100% จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนมือในลักษณะการขายต่อเพื่อเก็งกำไร ทำให้ราคาเพิ่งสูงขึ้นเป็น 150,000 บาทต่อตร.ม.”

นอกจากนี้โครงการเอ็มไพร์ม เพลส ยังมีจุดเด่นด้านการออกแบบที่ออกแบบในลักษณะดูเพล็กซ์ โดยภายในยูนิตออกแบบให้เป็น 2 ชั้นเหมือนบรรยากาศในบ้านเดี่ยว แต่อยู่ในกลางเมือง ซึ่งเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมมาหลายปีแล้วในสิงคโปร์ โดยโครงการดังกล่าวถือเป็นโครงการแรกๆ ในเมืองไทยที่ออกแบบโดยนำแนวคิดดังกล่าวมาใช้เป็นจุดขาย

โสมพัฒน์ ไตรโสรัส รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า แม้ว่าโครงการจะได้รับการออกแบบที่แตกต่างจากโครงการทั่วไปของคู่แข่ง ซึ่งอาจจะทำให้ต้นทุนสูงแต่บริษัทมีวิธีการลดต้นทุนด้วยการนำเทคโนโลยีก่อสร้างสมัยใหม่มาใช้ในการออกแบบงานโครงสร้างทางวิศวกรรม ทำให้ประหยัดต้นทุนการดำเนินงานจึงสามารถตั้งราคาขายได้ต่ำกว่าคู่แข่ง ส่วนอีกโครงการที่จะเปิดการขายในเดือน ธ.ค. นี้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้

สำหรับในปีหน้าบริษัทตั้งเป้าเปิดโครงการใหม่ 9-10 แห่ง คิดเป็นมูลค่า 9,000-10,000 ล้านบาท ซึ่งโครงการแรกคือ โครงการรอยัล เรสซิเด้นท์ ซึ่งเป็นบ้านเดี่ยว 79 ยูนิต บนพื้นที่ 77 ไร่ ของพื้นที่รวม 300 ไร่บริเวณถ.เกษตรนวมินทร์ ราคา 35 ล้านบาทขึ้นไป เพราะเป็นบ้านหลังใหญ่ขนาด 180-450 ตารางวา มูลค่าโครง 4,000 ล้านบาท ซึ่งจะเปิดการขายเดือน ม.ค. 49

ส่วนพื้นที่ที่ยังเหลือจะเป็นการพัฒนาพื้นที่ในเฟส 2 ซึ่งเป็นบ้านเดี่ยวระดับกลาง-สูง ราคา 6-10 ล้านบาทต่อยูนิต บนพื้นที่ 90 ไร่ และเฟสต่อไปจะทำเป็นคอนโดมิเนียมโลว์ไรท์ บนพื้นที่ 40-50 ไร่ โดยพื้นที่ที่เหลือบริษัทอยู่ระหว่างศึกษารูปแบบการลงทุน ซึ่งในเบื้องต้นประกอบด้วย วิลเลจ พื้นที่พลาซ่า ศูนย์การศึกษา และศูนย์บริการรถยนต์

โสมพัฒน์กล่าวว่า โครงการที่ 2 เป็นคอนโดมิเนียมบริเวณ ถ.สุขุมวิท 24 บนพื้นที่ 5 ไร่ กำหนดเปิดการขายเดือน มี.ค.49 และ ในขณะที่โครงการที่ 3 เป็นโครงการบ้านเดี่ยว,คอนโดมิเนียมและอาคารสำนักงาน บนพื้นที่ 200-300 ไร่ในนอร์ธปาร์ค   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us