|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
บลจ.กสิกรไทยประกาศความเป็นเบอร์หนึ่งธุรกิจกองทุนรวม คาดมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ภายใต้การบริหารในสิ้นปีนี้ทะลุ 2.5 แสนล้านบาท พร้อมจับมือบริษัทในเครือขยายฐานลูกค้ากองทุนส่วนบุคคล เผยโค้งสุดท้ายก่อนสี้นปีเตรียมเปิดตัว 3-4 กองทุน
นางดัยนา บุนนาค กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า นโยบายการลงทุนและแผนการออกกองทุนในช่วงปี 2549 บลจ.กสิกรไทยจะออกกองทุนที่หลากหลาย เพื่อสนองความต้องการลูกค้าที่มีมากขึ้น ซึ่งจะเน้นลงทุนระยะยาว โดยเชื่อว่าทั้งกองทุนตราสารหนี้และตราสารทุนจะสามารถระดมทุนได้มากขึ้น เพราะนักลงทุนจะลดความกังวลกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น จนมีบางส่วนต้องชะลอการลงทุนไป แต่ปีหน้าเชื่อว่าเศรษฐกิจจะมีเสถียรภาพมากขึ้น จนทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้มากกว่าปี 2548 ทั้งจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน การส่งออกที่เริ่มดีขึ้น และปัจจัยราคาน้ำมันที่เริ่มชะลอตัว รวมทั้งปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ ซึ่งมีผลต่อความเชื่อมันของนักลงทุนจะเริ่มลดลง
นอกจากนี้ บริษัท ยังเตรียมเงินลงทุนจำนวนหนึ่ง เพื่อรองรับตลาดอนุพันธ์ที่พร้อมจะเปิดในช่วงปีต้นหน้า ซึ่งตลาดอนุพันธ์จะช่วยลดความผันผวนจากภาวะตลาด ทำให้บริษัทจะการออกผลิตภัณฑ์ที่ให้ได้อัตราผลตอบแทนมากกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก รวมทั้งยังสามารถลดความเสี่ยงให้กับนักลงทุนได้ด้วย
"ในปี 2549 นโยบายการลงทุนของบลจ.กสิกรไทยยังคงเหมือนเดิม เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคไม่แตกต่างจากปีนี้มากนัก และปีหน้าอัตราดอกเบี้ยจะเริ่มนิ่ง ซึ่งในระบบนักลงทุนที่ลงทุนผ่านหน่วยลงทุนมีอยู่ 7 แสนบัญชี ขณะที่ลูกค้าเงินฝากมีถึง 43 ล้านบัญชี ซึ่งในส่วนนี้สามารถดึงนักลงทุนกลุ่มนี้ให้ลงทุนผ่านบริษัทจัดการกองทุนได้อีกเยอะ จึงจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาทำแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่เราต้องกล้าที่จะลงทุน เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นแก่ลูกค้า"
นางดัยนา กล่าวว่า หากมีการประกาศใช้สถาบันคุ้มครองเงินฝาก ซึ่งจะทำให้ภาครัฐลดการคุ้มครองเงินฝาก และจะส่งผลให้นักลงทุนรายใหญ่ตั้งแต่นิติบุคคลหันมากระจายการลงทุนมากขึ้น และเชื่อว่าในอีก 5 ปีข้างหน้านักลงทุนรายใหญ่จะวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของสถาบันการเงินมากขึ้น และจะหาช่องทางการลงทุนที่หลากหลายด้วย ส่วนการร่วมมือการทำธุรกิจร่วมกันในกลุ่มกสิกรไทย(K-Group) นั้น ในอนาคตจะมีกันมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ก็เข้ามาดูความต้องการของลูกค้าในแต่ละกลุ่ม ว่าต้องการอะไร เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับลูกค้าในกลุ่มนั้นๆ นอกจากนี้ขณะนี้ด้านบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด กำลังอยู่ระหว่างหาลูกค้ารายใหญ่มาให้บลจ.กสิกรไทยบริหารกองทุนส่วนบุคคล(Private Fund)
สำหรับแผนการออกกองทุนในช่วง 2 เดือนที่เหลือของปีนี้ บริษัทจะออกกองทุนเพิ่มอีก 3-4 กองทุน ได้แก่ กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นจำนวน 2 กองทุน กองทุนหุ้นระยะยาวอีก 1 กองทุน ซึ่งเป็นกองทุนที่เตรียมออกในช่วงปลายปีนี้ เพื่อรองรับลูกค้าที่ต้องการสิทธิประโยชน์ด้านภาษี โดยกองทุนนี้จะลงทุนในหุ้นสัดส่วน 70% และที่เหลืออีก 30% จะลงทุนในตราสารหนี้และเงินฝากธนาคาร เพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุน และคาดว่าเฉพาะปี 2548 บลจ.กสิกรไทยจะมีกองทุนบริหารทั้งสิ้น 19-20 กองทุน
ทั้งนี้ ในปีนี้ บลจ.กสิกรไทย ได้ออกกองทุนทั้งสิ้น 15 กองทุน แบ่งเป็นกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น จำนวน 13 กองทุน ซึ่งสามารถระดมทุนได้ 5.8 หมื่นล้านบาท และเป็นกองทุนหุ้นอีก 2 กองทุน ที่สามารถระดมทุนได้เพียง 200 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งธุรกิจจัดการกองทุนก็ล้วนแต่มีปัญหาการออกกองทุนดังกล่าว และทำให้มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ณ สิ้นเดือนกันยายน มีทั้งสิ้น 1.98 แสนล้านบาท และคาดว่าในช่วงสิ้นปีนี้มูลค่าทรัพย์สินจะเติบโตเพิ่มขึ้นอีก 30% หรือคิดเป็นมูลค่า 2.51 แสนล้านบาท จากเป้าหมายเดิมที่บริษัทตั้งไว้ 2 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ บลจ.กสิกรไทย ร่วมกับธนาคารกสิกรไทย ออกกองทุนเปิดกสิกรไทยตราสารรัฐระยะสั้น พลัส (KTPF) ซึ่งเป็นกองทุนที่พัฒนาขึ้นมาให้สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มนิติบุคคลมูลค่ากองทุน 10,000 ล้านบาท โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มลูกค้าบริษัทธุรกิจ และ ผู้ประกอบการ โดยเตรียมเสนอกองทุนนี้ครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 22-30 พฤศจิกายนนี้
|
|
 |
|
|