แบงก์ชาติ เผยยอดปล่อยสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ สิ้นไตรมาส 3 รวมเกือบ 5.56 ล้านล้านบาท เพิ่มจากไตรมาสก่อน 216,213 ล้านบาท พบภาคการผลิตขอสินเชื่อนำโด่งถึง 1.55 ล้านล้านบาท สอดคล้อง กับ ธปท. ที่ระบุว่าการผลิตกำลังขยายตัว ขณะที่สินเชื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคลยอดรวมเกือบ 1 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเฉียดแสนล้าน สวนทางมาตรการคุมสินเชื่อส่วนบุคคลที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยฝ่ายบริหารข้อมูล รายได้ตัวเลขการปล่อยสินเชื่อจำแนกตามประเภทของธุรกิจธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ รายงานว่า ณ ไตรมาส 3 สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2548 ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อรวมทั้งสิ้น 5,557,274 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศจำนวน 4,944,629 ล้านบาท และเงินให้สินเชื่อในส่วนของสาขาธนาคารต่างประเทศจำนวน 612,654 ล้านบาท
ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบปริมาณ เงินให้สินเชื่อจำนวนดังกหล่าวกับไตรมาสก่อนหน้านี้ที่อยู่ในระดับ 5,341,061 ล้านบาท จะพบว่า ตัวเลขของไตรมาส 3 มีจำนวนเพิ่มขึ้น 216,213 ล้านบาท โดยเงินให้สินเชื่อในส่วนของธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศได้เพิ่มขึ้นจำนวน 151,966 ล้านบาท และเงิน ให้สินเชื่อสาขาธนาคารต่างประเทศเพิ่มขึ้นจำนวน 64,256 ล้านบาท
สำหรับประเภทของธุรกิจที่ได้รับเงินสินเชื่อมากที่สุดเป็นอันดับ 1 คือ ภาคการผลิตที่มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 1,552,693 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นไตรมาส 2 จำนวน 72,578 ล้านบาท แบ่งเป็นการให้สินเชื่อในส่วนของธนาคารพาณิชย์จำนวน 1,308,596 ล้านบาท สาขาธนาคารต่างประเทศจำนวน 244,097 ล้านบาท รองลงมาคือ ธุรกิจเกี่ยวกับการขายปลีกขายส่ง การซ่อมแซมยานยนต์ และของใช้ในครัวเรือนที่มีจำนวน 958,148 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25,441 ล้านบาท และอันดับ 3 คือภาคการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคล 955,070 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือน มิถุนายน 96,182 ล้านบาท
โดยสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคล ประกอบด้วย ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ การศึกษา การเดินทางเพื่อไปทำงานต่างประเทศ เป็นต้น ซึ่งหากพิจารณาแยกย่อยในรายละเอียดจะพบว่าเป็นเม็ดเงินที่ให้สินเชื่อในส่วนของการจัดหาที่อยู่อาศัยมีมากที่สุดในหมวดอุปโภคบริโภคดังกล่าว โดยมีจำนวนสูงถึง 564,507 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 28,260 ล้านบาท รองลงมาคือ การให้สินเชื่อเพื่อการเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ 64,327 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 52,509 ล้านบาท
ขณะที่สินเชื่อเพื่อภาคธุรกิจตัวกลางทางการเงินอยู่ที่ 695,266 ล้านบาท สินเชื่อเพื่อการบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ การให้เช่า และบริการทางธุรกิจจำนวน 409,553 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีสินเชื่อเพื่อการขนส่ง สถานที่เก็บสินค้า และคมนาคม อีกจำนวน 231,181 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม เงินให้สินเชื่อในภาคการผลิตที่มีจำนวนมากที่สุด ของไตรมาส 3 นั้น เป็นการขยายตัวที่ต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้านี้ที่มีจำนวนมากที่สุด เช่นกัน ซึ่งสอดคล้องกับดัชนีชี้วัดของ ธปท.ที่ระบุว่าอัตราการใช้กำลัง การผลิตในไตรมาส 3 ได้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 71.1% จาก 70% ในไตรมาส ก่อนหน้านี้
สำหรับปริมาณการปล่อย สินเชื่อส่วนบุคคลที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 1 แสนล้านภายในระยะเวลา 3 เดือน ซึ่งถือเป็นการเพิ่มสูงสุดเมื่อเทียบกับสินเชื่อประเภทอื่นนั้น หลายฝ่ายได้ตั้งข้อสังเกตว่าเป็น การเพิ่มที่สวนทางกับนโยบายของธปท. ที่ต้องการชะลอการเติบโตของสินเชื่อส่วนบุคคล ด้วยการประกาศมาตรการควบคุมสินเชื่อส่วนบุคคล เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา
โดยหลักเกณฑ์การกำกับดูแล สินเชื่อส่วนบุคคลของผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องคิดอัตราดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมใดๆ รวมกันทั้งหมดไม่เกิน 28% และต้องคิดระบบลดต้น ลดดอก โดยจะต้องระบุให้ชัดเจน ขณะเดียวกันผู้ประกอบการสามารถเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมที่ใช้จ่ายตามจริง และสมควรแก่เหตุได้
ส่วนวงเงินในการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภคแต่ละรายจะต้องไม่เกิน 5 เท่าของรายได้ของผู้กู้เฉลี่ยต่อเดือน เนื่องจาก ธปท.เห็นว่าวงเงินจำนวนดังกล่าวอยู่ในระดับที่มี ความสามารถในการผ่อนชำระ
|