|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
คาดธุรกิจกองทุนในปีหน้าแข่งเดือด หลังลูกค้าเงินฝากเฮโลโยกเงินฝากลงทุนผ่านกองทุน รวมตราสารหนี้มากขึ้น "อนุสรณ์" ชี้แนวโน้มดอกเบี้ยปรับตัวสูงสุดในช่วงกลางปี บีบ บลจ.ปรับกลยุทธ์การลงทุน หันมาออกกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในระยะยาวมากขึ้น จากที่ก่อนหน้าเน้นลงทุนสั้น หวังเอาชนะดอกเบี้ยเงินฝาก
นายอนุสรณ์ ธรรมใจ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) บีที จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มการแข่งขันธุรกิจกองทุนรวมในปีหน้าคาดว่าจะยังคงมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง เนื่องจากนักลงทุนเริ่มหันมาลงทุนผ่านกองทุนรวมมากขึ้น เนื่องจากให้ผลตอบแทนจากการลงทุนสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก
"แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในช่วงกลางปีหน้าน่าจะอยู่ในระดับสูงสุด ซึ่งทำให้กองทุนรวมหันมาออกกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในพันธบัตรหรือ ตราสารหนี้ระยะยาวมากขึ้น โดย บลจ.บีที เตรียมออก กองทุนใหม่ๆ อีก 7-8 กองทุน ในช่วง 6 เดือนแรกของปีหน้า โดยเน้นกองทุนที่เป็นกองทุนเปิดมากขึ้น"
สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นในช่วงปีหน้าเชื่อว่า ยังคงมีความผันผวน ส่งผลให้นักลงทุนหันมาลงทุน ผ่านกองทุนรวม ซึ่งมีผู้จัดการกองทุนที่ติดตามสถานการณ์ตลาดอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุนให้แก่นักลงทุน เมื่อเทียบ กับการลงทุนในตลาดหุ้นด้วยตัวเอง ขณะเดียวกัน การลงทุนผ่านกองทุนรวมยังได้รับสิทธิพิเศษด้านภาษีด้วย
นายอโศก วงศ์ชะอุ่ม รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจกองทุนในปีหน้าคาดว่า กองทุนที่มีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ยังคงได้รับการตอบรับจาก นักลงทุน เนื่องจากให้ผลตอบแทนสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ต่อเนื่องจากปีนี้ที่กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นได้รับการตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างมาก
ทั้งนี้ คาดว่า บลจ.ทั้งระบบมีการออกกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชน และตราสารหนี้ของรัฐบาลประมาณ 2 แสนล้านบาท
"ในช่วงปลายปีนี้จนถึงกลางปีหน้า คาดว่ากองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นยังคงได้รับการตอบรับจากนักลงทุน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยน่าจะปรับตัวสูงสุดในช่วงกลางปีนี้ ซึ่งทำให้ เห็นแนวโน้มในช่วงครึ่งปีหลัง บลจ.จะปรับกลยุทธ์การออกกองทุนด้วยการหันมาออกกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวมากขึ้น" นายอโศกกล่าว
สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นในช่วงปีหน้า คาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากได้รับปัจจัยบวกจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่มีการขยายตัวในอัตราที่สูงกว่านี้ โดยได้รับแรงหนุนจากการลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจกต์) ของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ปัจจัยลบที่อาจส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจคือ ปัญหาการแพร่ระบาดของไข้หวัดนก และกำลังซื้อในประเทศที่คาดว่าจะปรับตัวลดลงจากผลกระทบที่เกิดขึ้นจากอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น และต้นทุนราคาน้ำมันที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูง
รายงานข่าวจากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ธนชาต จำกัด รายงานถึงภาวะการลงทุนในศูนย์ซื้อขายตราสารหนี้ไทยระหว่างวันที่ 25-28 ตุลาคม ที่ผ่านมาว่า สภาพตลาดรอง ตราสารหนี้ ในสัปดาห์ที่ผ่าน มามีปริมาณ การซื้อขายโดย รวมเท่ากับ 55,766 ล้านบาท ลดลงจากสัปดาห์ก่อนซึ่งมีปริมาณ เท่ากับ 64,484 ล้านบาท หรือลดลง 13.52% คิดเป็น ปริมาณการซื้อขาย เฉลี่ยวันละ 13,941 ล้านบาท โดย ตราสารหนี้ที่มีการซื้อขายสูงสุด 3 อันดับแรก คือ พันธบัตรธนาคาร แห่งประเทศไทย อายุประมาณ 11 เดือน, 1 เดือน และ 1 ปี คิดเป็นสัดส่วน 12.07%, 9.87% และ 9.52% ของปริมาณการซื้อขายทั้งหมด ตามลำดับ
สำหรับ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนในทุกช่วงอายุ โดยพันธบัตรอายุ 3 ปี ถึง 15 ปี อัตราผลตอบแทนเพิ่มขึ้น 0.26-0.38% และพันธบัตรอายุ 1 เดือนถึง 2 ปี อัตราผลตอบแทนเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.03-0.19% ทั้งนี้ เป็นผลมาจากนักลงทุนยังคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ย ในประเทศยังคงมีทิศทางสูงขึ้น ประกอบกับการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯจะมีการปรับขึ้น Fed Fund Rate อีกประมาณ 0.25% ในการประชุม วันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา
ส่วนแนวโน้มสภาพตลาดตราสารหนี้คาดว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลโดยรวมยังคงมีทิศทางเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากความกังวลว่าธนาคารแห่ง ประเทศไทย (ธปท.) จะยังคงใช้นโยบายการเงินปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยมาตรฐาน เพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อ และเพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรของสหรัฐอเมริกา
|
|
 |
|
|