Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายสัปดาห์3 พฤศจิกายน 2548
ศึกประลองความเหนือชั้นจอโฆษณา 3 มิติ             
 


   
search resources

Advertising and Public Relations




แม้ว่าจะเป็นสื่อรูปแบบใหม่ ที่คนไทยอาจยังไม่คุ้นตา แต่แค่ออกตัวก็เปิดฉากเฉือนกันอย่างเข้มข้นสำหรับจอโฆษณา 3 มิติ Holovision จากค่าย Innovative และ 3D Digital Signage จากค่าย Absolute impact ซึ่งเปิดตัวห่างกันแค่เดือนเดียว ต่างคนต่างอ้างความเป็นสุดยอดเทคโนโลยีของจอสามมิติที่ไม่ยอมรองใคร

Holovision เป็นเทคโนโลยีจากสหรัฐอเมริกาใช้เทคนิคเลนส์เว้าช่วยในการทำให้ภาพเป็นสามมิติ มีคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเป็นตัวเชื่อมต่อและส่งภาพออกมา โดยทาง Innovative ได้รับสัญญาสัมปทานในการติดตั้งในห้างเดอะมอลล์ 5 สาขา จอภาพ 3 ขนาด คือ 17 , 29 และ 40 นิ้ว ต้นทุนประมาณจอละ 6 แสนบาท ตั้งราคาขายโฆษณารวมเป็นแพกเกจ เริ่มต้นที่ 3.15 แสนบาทต่อเดือน โดยจะออกอากาศในห้างทั้ง 5 สาขาหรือออกอากาศได้รวมเดือนละ 4,500 นาที

ภาพที่ปรากฏจะเน้นการนำเสนอไปที่ตัววัตถุซึ่งจะดูเหมือนลอยได้อยู่ในจอตามโปรแกรมอินเตอร์แอคทีฟที่วางไว้ สามารถมีปฏิสัมพันธ์ผ่านได้ด้วยทางเมาส์เช่น คลิ๊กแล้วสามารถเห็นส่วนประกอบโครงสร้างภายในแยกเป็นส่วนๆได้ เป็นต้น ดังนั้นจึงเหมาะสำหรับการนำเสนอตัวสินค้า ณ จุดขาย(Display Object) แต่ทั้งนี้ภาพ 3 มิติดังกล่าวต้องใช้โปรแกรมขึ้นมาทำเฉพาะเพื่อให้กำหนดทิศทางการหมุนและการเกิดปฎิสัมพันธ์ได้ ซึ่งปัจจุบัน กันตนาแอนนิเมชั่นเป็นเพียงบริษัทเดียวในประเทศไทยที่มีโปรแกรมทำภาพดังกล่าวนี้ โดยคิดค่าโปรดักชั่นถูกที่สุดเริ่มต้นที่ 8 พันบาท ส่วนข้อจำกัดของจอชนิดนี้คือสามารถมองเห็นวัตถุภายในในรัศมี 60 องศาจากด้านหน้าเท่านั้น โดยค่าเช่าจอสำหรับใช้ในงานอีเว้นท์อยู่ที่ประมาณวันละ 3 หมื่นบาท

ในขณะที่ 3D Digital Signage เป็นเทคโนโลยีที่นำเข้าจากประเทศเยอรมัน ใช้เทคโนโลยีจอ LCD 2 มิติเพิ่มการติดตั้ง Opticality Filter ไว้ภายใน ภาพที่แสดงออกมาจะจะไม่ลอยออกมาเป็นวัตถุให้เห็นอย่างชัดเจน แต่จะเป็นภาพนูนสูงและนูนต่ำ สามารถนำเสนอโฆษณาที่มีเนื้อหายาวต่อเนื่องเป็นเรื่องราวได้เช่นเดียวกับโทรทัศน์ทั่วไป(Full VDO Version) ดังนั้นสื่อชนิดนี้จึงเหมาะสมในการเป็นโฆษณาส่งเสริมภาพลักษณ์มากกว่า แต่ละจอมีต้นทุนการนำเข้าราว 9 แสนบาท ซึ่งAbsolute impact ได้รับสัญญาสัมปทานในการติดตั้งจอชนิดนี้ตั้งใจเจาะกลุ่ม Premium Market ในห้างเอ็มโพเรียมและสยามพารากอน โดยจอมี 2 ขนาดคือ 40 และ 45 นิ้ว เชื่อมต่อกันทั้งหมดด้วยเครือข่าย 3 มิติ สามารถสั่งการได้จากศูนย์กลาง กำหนดราคาไว้ที่ 3.6 หมื่นบาท/จอ/เดือน หรือออกอากาศได้รวมเดือนละ 4,320 นาที

การทำโฆษณา 2 มิติที่ออกฉายบนโทรทัศน์ทั่วไปให้เห็นเป็นภาพ 3 มิติบนจอนี้ทำได้โดยแยกเลเยอร์และไดคัทออกจากแบ็กกราวซึ่งในประเทศไทยมี 3 บริษัทที่รับทำคือ อิมเมจิแม็กซ์, ดิจิตอล เมจิก เอ็ฟเฟ็ค และ บลูแฟรี่ คิดค่าโปรดักส์ชั่นโดยเฉลี่ยวินาทีละ 4-5 พันบาท (โฆษณาปกติมีความยาวเรื่องละ 30 วินาที)

นอกจากนี้ Absolute impact ยังได้เตรียมลงทุนเพิ่มในการนำเข้ากล้องสเตอริโอ แคมเมอร่าซึ่งเป็นกล้อง 2 เลนส์ที่ใช้สำหรับการถ่ายทอดสดสามมิติอีกด้วยในปีหน้าซึ่งราคาสูงราว 1 ล้านบาทเพื่อรองรับการจัดอีเวนท์ โดยจะคิดค่าเช่าเป็นรายจอวันละ 5 หมื่นบาท แต่จอชนิดนี้ก็มีข้อจำกัดเช่นเดียวกันคือ สามารถมองเห็นวัตถุเป็น3 มิติในรัศมี 120 องศาจากด้านหน้าเท่านั้น

นอกเหนือจากการสื่อดังกล่าวที่จะนำไปใช้ในวงการโฆษณาแล้วทั้ง 2 บริษัทยังได้มีโครงการที่จะประยุกต์สื่อ 3 มิตินี้ให้ใช้ประโยชน์เพิ่มเติมในธุรกิจอื่นๆเพิ่มเติมอีกด้วย อาทิ การเรียนการสอน ตลอดจนประยุกต์ใช้ในธนาคาร ซึ่งต่อไปหากเป็นที่นิยมแพร่หลายแล้ว สื่อดังกล่าวจะมีต้นทุนต่ำลงรวมทั้งยังสามารถย้ายฐานผลิตเข้ามาในประเทศไทยได้อีกด้วย

เห็นค่าเช่าสูง ๆ และยังต้องจ่ายค่าโปรดักชั่นกันหนักหนาพอดูขนาดนี้ แต่ทั้ง 2 ค่ายยังมั่นใจว่า ภายใน 2-3 ปี จะมีลูกค้ามาอุดหนุนกันให้คืนทุนได้ไม่ยากแน่นอน   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us