|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
วงการแบงก์ไทย คาดการณ์ธนาคารกลางสหรัฐฯ ประกาศขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% ในการประชุมวันนี้ และแตะระดับ 4.25% ภายในสิ้นปี ส่งผลให้แบงก์ไทยมีโอกาสปรับดอกเบี้ยเงินฝาก-เงินกู้ได้อีกระลอก ด้านบิ๊กแบงก์ไทยพาณิชย์ ปรับเป้าเศรษฐกิจไทยปีนี้โต 4% จากเดิม 3.5% และปี 2549 อยู่ที่ 4.5-5.0% ขณะที่ผู้ว่าการธปท. ออกโรงแจงเงินบาทแข็ง เกิดจากเศรษฐกิจดีขึ้น และมีการนำกำไรเข้ามาจากต่างประเทศ ยันไม่มีการเข้าแทรกแซง ส่วนตลาดหุ้นไทยยังรอผลการประชุมเฟด
คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB เปิดเผยว่า ในการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในวันนี้ (1 พ.ย.) คงจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% ซึ่งเป็นลักษณะของการทยอยปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบมากนัก เพราะสหรัฐฯ เองยังประสบปัญหาการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจหลังจากเกิดปัญหาพายุเฮอริแคทรีนา
ส่วนอัตราดอกเบี้ยของไทยยังมีแนวโน้มปรับขึ้น ทำให้ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งต่างเตรียมออกเงินฝากรูปแบบระยะยาว เพื่อระดมทุนอัตราดอกเบี้ยคงที่ไว้ก่อน ส่งผลให้เกิดการแข่งขันระดมเงินฝากในระบบธนาคารพาณิชย์ ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากของธนาคารพาณิชย์น่าจะปรับขึ้นอีกครั้งหนึ่งภายในสิ้นปีนี้ แต่จะต้องขึ้นอยู่กับการบริหารเงินและการแข่งขันของธนาคารพาณิชย์ในแต่ละแห่ง
"แบงก์ไทยพาณิชย์ ยังคงไม่มีการพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในขณะนี้ เพราะเพิ่งจะมีการปรับขึ้นเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่หากแบงก์ใหญ่ มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยธนาคารก็จะต้องปรับขึ้นตามเพื่อรักษาฐานลูกค้าไว้"
คุณหญิงชฎา กล่าวว่า ปัจจุบันสภาพคล่องทยอยปรับลดลง ส่วนหนึ่งเป็นสาเหตุจากการออกพันธบัตรของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ ทำให้เม็ดเงินได้ไหลออกไปยังตลาดตราสาร เพื่อหาผลตอบแทนที่ดีกว่าเงินฝากและยังมีความเสี่ยงที่ต่ำ ซึ่งขณะนี้จะต้องติดตามสถานการณ์ของตลาดทุนอย่างใกล้ชิด หากทางการออกมาตรการสนับสนุนตลาดทุนมากขึ้น จะส่งผลให้เม็ดเงินไหลเข้าไปสู่ตลาดทุนหรือตลาดหุ้น
ไทยพาณิชย์เชื่อเศรษฐกิจปีนี้โต4% ด้านอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจนั้น คุณหญิงชฎา กล่าวว่า ธนาคารได้ปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2548 เพิ่มขึ้นเป็น 4% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 3.5% เนื่องจากการส่งออกที่มีการขยาย ตัวมากขึ้นและรายได้จากการท่องเที่ยวที่ปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ในปี 2549 จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยอยู่ที่ระดับ 4.5-5.0% โดยมีปัจจัยบวกจากการลงทุนของภาครัฐและเอกชน รายได้การท่องเที่ยว แต่สิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด คือเรื่องของราคาน้ำมัน หากไม่เพิ่มสูงไปกว่าระดับปัจจุบันเชื่อว่า ธุรกิจคงจะรับได้จากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
สิ้นปีดอกเบี้ยเฟดแตะ4.25%
ด้านบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ประเมินว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% จาก 3.75% มาอยู่ที่ 4.00% ในการประชุมวันนี้ และคาดว่าจะมีการปรับอีกครั้งหนึ่งในการประชุมรอบที่เหลือของปีนี้ ทำให้อัตราดอกเบี้ยเฟดสิ้นปีนี้ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 4.25%
อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดในวันนี้ คงจะไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ธปท.จะนำมาพิจารณาดำเนินนโยบายดอกเบี้ย แต่ธปท. คงจะเน้นให้น้ำหนักกับปัจจัยภายในประเทศ และเลือกปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปในจังหวะเวลาที่มีความเหมาะสม พร้อมกับการดูแลค่าเงินบาทไม่ให้เคลื่อนไหวผันผวนจนส่งผลลบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ธปท.ยันไม่แทรกแซงค่าบาทม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึง กรณีที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ และสกุลเงินอื่นในภูมิภาค ว่า เกิดจากภาวะเศรษฐกิจไทยปรับตัวดีขึ้นกว่าช่วงที่ผ่านมา โดยกลุ่มธนาคารพาณิชย์มีกำไรค่อนข้างสูง และนำกำไรจากต่างประเทศเข้ามายังประเทศ
"แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาเงินบาทจะแข็งค่าขึ้น แต่ ธปท.เห็นว่าไม่ส่งผลกระทบต่อความสามารถทางการแข่งขันด้านการค้าขายของไทย และยืนยังว่าไม่ได้เข้าไปแทรกแซงค่าเงินบาท หรือเข้าไปซื้อดอลลาร์สหรัฐเพื่อพยุงไม่ให้ทุนสำรองทางการระหว่างประเทศลดลงแต่อย่างใด"
ส่วนการเทขายหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศนั้น ขณะนี้ยังไม่กระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทของไทย เพราะปัจจัยที่เข้ามากระทบคือการไหลเข้าออกของเงิน ซึ่งช่วงนี้เริ่มมีเงินลงทุนไหลเข้ามาจากต่างประเทศ หลังจากที่อัตราดอกเบี้ยของไทยปรับตัวสูงขึ้น ทำให้อัตราดอกเบี้ยบางรายการสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยต่างประเทศ จึงส่งผลให้ตัวเลขการให้สินเชื่อเพื่อการค้าระหว่างประเทศ (trade finance) ของไทยสูงขึ้น เนื่องจากในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยต่างประเทศต่ำกว่าของไทย ซึ่งผู้ประกอบการนำเข้าที่ต้องซื้อสินค้าจำนวนมาก เช่น น้ำมัน จะได้รับการเสนอจากสถาบันการเงินต่างประเทศให้กู้เงินเพื่อซื้อสินค้าดังกล่าวจากสถาบันการเงินต่างประเทศแทนการกู้สถาบันการเงินไทยที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า
"การกู้เงินจากสถาบันการเงินต่างประเทศ ทำให้มีเงินไหลเข้ามา ซึ่งในกรณีนี้ แม้ว่าจะเข้ามาจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยไทยและต่างประเทศที่แตกต่างกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าน่าเป็นห่วง เพราะสินเชื่อดังกล่าวเป็นการซื้อขายที่มีสินค้าและธุรกรรมรองรับที่ชัดเจน" ผู้ว่าการ ธปท.กล่าว
"ธอส."ขยับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.50%
นายขรรค์ ประจวบเหมาะ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ในวันนี้ธอส.จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้คงที่ 2 ปี และ 3 ปี ขึ้นอีก 0.50% โดยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้คงที่ 2 ปี ในปีแรกคิดอัตราดอกเบี้ยจากเดิม 4% เพิ่มขึ้นเป็น 4.5% และปีที่ 2 จากเดิม 4.2% เพิ่มขึ้นเป็น 4.7% ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้คงที่ 3 ปี ในปีแรก คิดอัตราดอกเบี้ย 3.5% เพิ่มขึ้นเป็น 4% ปีที่ 2 จากเดิม 4.5% เพิ่มขึ้นเป็น 5% และปีที่ 3 จากเดิม 5.5% เพิ่มขึ้นเป็น 6% รวมทั้ง ปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ขึ้นอีก 0.25% จากเดิม 6.75% เป็น 7%
ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะยาว 5 ปี และ 10 ปี ยังไม่มีการปรับขึ้น เนื่องจากธนาคารได้มีการออกพันธบัตรเพื่อระดมเงินไปแล้ว อีกทั้งธนาคารยังต้องการให้ประชาชนเข้ามาขอสินเชื่อ เพราะมองว่าจะช่วยลดภาระของลูกค้าในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ภายในปี 2548 นี้ธนาคารจะไม่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยทั้งเงินฝากและเงินกู้อีก แม้ว่าธปท.จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาร์/พี อีกครั้ง ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เดือนธันวาคม 2548 นี้ ขณะที่แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในปี 2549 คาดว่าจะปรับขึ้นได้อีก โดยคาดว่าจะอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับอัตราเงินเฟ้อ
ด้านภาวะการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยวานนี้( 31 ต.ค.) ตลอดทั้งวันดัชนีแกว่งตัวอยู่ในกรอบแคบๆ ก่อนปิดที่ 682.62 จุด เพิ่มขึ้น 0.37 จุด หรือ 0.05% มูลค่าการซื้อขาย 7,467.15 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 428.44 ล้านบาท นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ 167.27 ล้านบาท นักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ 261.16 ล้านบาท
ตลาดหุ้นยังรอผลประชุมเฟด
นายอมเรศ สิงห์ณรงค์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ แอ๊ดคินซัน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การซื้อขายในตลาดหุ้นช่วงนี้นักลงทุนยังรอการกลับมาของนักลงทุนต่างชาติ โดยปัจจัยหลักเป็นเรื่องการรอความชัดเจนเกี่ยวกับการประกาศนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันนี้ (1 พ.ย.) แม้ว่าหลายฝ่ายจะมีการคาดการณ์ว่าการปรับขึ้นจะไม่ต่างจากครั้งก่อน
"การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย เพราะหากมีการไหลออกของเม็ดเงินลงทุนจะเป็นเพียงระยะสั้นๆเท่านั้น เห็นได้จากค่าเงินบาทที่ยังเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆและมีแนวโน้มที่จะแข็งค่าต่อเนื่อง"
อย่างไรก็ตาม ทิศทางดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้ เชื่อว่าจะไม่แตกต่างจากวานนี้ โดยจะยังเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆในกรอบ 680-686 จุด เนื่องจากนักลงทุนยังรอความชัดเจนของแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ ยกเว้นจะมีข่าวดีเข้ามาหนุนอย่างชัดเจน โดยคาดว่าแนวรับจะอยู่ที่ 680 จุด และแนวต้านที่ 686 จุด
|
|
 |
|
|