Ernst & Young International เป็นหนึ่งในสำนักงานบัญชีที่เก่าแก่ที่สุด
และเป็นหนึ่ง ในสำนักงานบัญชีที่ใหญ่ที่สุดในโลก 5 แห่ง ที่รู้จักกันว่า
Big Five ซึ่งปัจจุบันเหลือเพียง Big Four หลัง Arthur Andersen ล่มสลายไป
Ernst & Young มีฐานประกอบการอยู่ใน New York มีสำนักงานสาขา 670 แห่งใน
130 ประเทศทั่วโลก
Ernst & Young ให้บริการสอบบัญชีภายใน บริการที่ปรึกษาบัญชี และบริการบริหารความเสี่ยง
นอกจากนี้ ยังเป็นหนึ่งในสำนักงานบัญชีที่ให้บริการที่ปรึกษาภาษีอากรที่ใหญ่ที่สุดในโลก
มีลูกค้าเป็นบริษัทข้ามชาติมาก มายที่จำเป็นต้องใช้บริการที่ปรึกษาภาษีอากรของ
Ernst & Young เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามกฎหมายภาษีอากร ที่แตกต่างกันไปของประเทศต่างๆ
ได้อย่างถูกต้อง
ประวัติของ Ernst & Young เริ่มต้นในปี 1894 เมื่อ Frederick Whinney
เริ่มฉายแสงเป็นนักบัญชีที่โดดเด่นแห่งบริษัท Harding & Pullein ของอังกฤษ
Whinney กลายเป็นผู้ร่วมถือหุ้นที่มีชื่อของเขาปรากฏอยู่ในชื่อของบริษัท
(name partner) ในปี 1859 เมื่อลูกชายของ Whinney เจริญรอยตามบิดาด้วยการเข้าทำงานที่นี่
สำนักงานบัญชีแห่งนี้ก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็น Whinney, Smith & Whinney
(WS&W)
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 WS&W จับมือเป็นพันธมิตรกับ Ernst & Ernst
(ก่อตั้งใน Cleveland ในปี 1903 โดยพี่น้อง Alwin และ Theodore Ernst) ซึ่งเป็นบริษัทอเมริกัน
อันเท่ากับเป็นการขยายขอบเขตการทำธุรกิจครอบคลุม 2 ฟากฝั่งของ Atlantic จากนั้นในปี
1965 Whinney ได้รวมกิจการกับ Brown, Flemming & Murray และเปลี่ยนชื่อเป็น
Whinney Murray ก่อนที่ Whinney Murray จะรวมกิจการอีกครั้งกับ Turquands
Barton Mayhew บริษัทอังกฤษอีกแห่งหนึ่ง และ Ernst & Ernst กลายเป็น
Ernst & Whinney ในปี 1979
10 ปีต่อมา Ernst & Whinney ซึ่งขณะนั้นเป็นสำนัก งานบัญชีใหญ่อันดับสี่
รวมกิจการอีกครั้งกับ Arthur Young (ก่อตั้งโดย Arthur Young ชาวสกอตในปี
1895 ใน Kansas City) ซึ่งเป็นสำนักงานบัญชีที่มีชื่อเสียงและ ได้รับความเชื่อถือ
ทว่าในขณะนั้นกำลังเผชิญปัญหาหนักจากการถูกฟ้องร้องดำเนินคดีที่มีมูลค่าความเสียหายมหาศาล
จากการเป็นผู้สอบบัญชีของบริษัท S&Ls ซึ่งเลิกกิจการ (คดีสิ้นสุดในปี
1992 โดยบริษัทต้องจ่าย 400 ล้านดอลลาร์)
ด้วยเหตุนี้บริษัทใหม่ที่มีชื่อว่า Ernst & Young จึงมีจุดเริ่มต้นที่ไม่ค่อยสวยนัก
และหลังจากรวมกิจการกันได้เพียง 1 ปีก็เกิดข่าวลือว่าบริษัทจะล้ม ปีถัดไปบริษัทต้องปลดพนักงานรวมทั้งต้องลดจำนวนผู้ร่วมถือหุ้น
(partner) ลง หลังจากเหน็ดเหนื่อยกับคดี S&Ls มานาน ในปี 1994 Ernst
& Young ตัดสินใจเปลี่ยนตัว Carl Riggio ผู้บริหารสูงสุดผู้ไม่กลัวการเป็นคดีความ
มาเป็น Kathryn Oberly ผู้บริหารที่ระมัดระวังเรื่องค่าใช้จ่ายจากการเป็นคดีความมากกว่า
ในช่วงกลางของทศวรรษ 1990 Ernst & Young เน้นพัฒนาธุรกิจการเป็นที่ปรึกษาโดยเฉพาะการให้
คำปรึกษาเกี่ยวกับการนำโปรแกรมคอมพิวเตอร์มาใช้ ในองค์กร บริษัทเติบโตต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งด้วยการซื้อ
กิจการ โดยในปี 1996 บริษัทได้ซื้อ Wright Killen & Co.ใน Houston ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านปิโตรเลียมและปิโตรเคมี
และตั้งบริษัทใหม่ชื่อ Ernst & Young Wright Killen บริษัทยังสร้างพันธมิตรใหม่ๆ
ในปีเดียวกันนั้นกับ ISD/Shaw ใน Washington ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านอุตสาหกรรมธนาคาร
และกับ Tata Consulting ของ India เป็นต้น
ในปี 1997 Ernst & Young ถูกฟ้องร้องครั้งใหญ่โดยมีมูลค่าความเสียหายถึง
4 พันล้านดอลลาร์ จากการถูกกล่าวหาว่าล้มเหลวในการจัดการกับการปรับโครงสร้างเชนค้าปลีก
Merry-Go-Round Enterprises ซึ่งเลิกกิจการไปในปี 1993 (คดีสิ้นสุดลงโดย
Ernst & Young จ่ายเพียง 185 ล้านดอลลาร์ในปี 1999) ในปีเดียวกันหลังจาก
Coopers & Lybrands และ Price Waterhouse สองสำนักงานบัญชีระดับ Big
Five รวมกิจการกัน Ernst & Young ก็ตกลงจะรวมกับ KPMG International
บ้าง แต่การเจรจาล้มเลิกในปี 1998 ด้วยเหตุผลว่า กระบวน การรวมกิจการมีความยุ่งยากซับซ้อนเกินไป
ในปี 1999 Ernst & Young โหมประโคมโฆษณาในสื่อทั่วโลก เพื่อสร้างการรับรู้ในธุรกิจต่างๆ
ที่บริษัทให้บริการอยู่ในปีนั้นบริษัทสามารถยุติคดีที่ถูกฟ้องร้องเกี่ยวกับความผิดพลาดในการทำบัญชีของบริษัท
Informix และ Cendant ลงได้ และขายธุรกิจรับดูแลทรัพย์สินผลประโยชน์ (trust
& fiduciary) ในอังกฤษ และใน Southern Africa ให้แก่ Royal Bank of Canada
(ปัจจุบันคือ RBC Financial Group)
หลังจากที่สำนักงานบัญชีต่างๆ พากันโหมสร้างธุรกิจที่ปรึกษาอย่างยกใหญ่ในช่วงทศวรรษ
1980 ถึง 1990 แต่ปัจจุบันต่างก็กำลังพยายามจะแยกธุรกิจที่ปรึกษาออกจากธุรกิจสอบบัญชี
ท่ามกลางกระแสการโจมตีการทับซ้อนขัดแย้งทางผลประโยชน์ระหว่างธุรกิจสอบบัญชีกับธุรกิจ
ที่ปรึกษาที่หนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ Ernst & Young ก็ไม่สามารถจะฝืนกระแสนี้ได้
และกลายเป็นสำนักงานบัญชีแห่งแรกที่ตัดสินใจแยกธุรกิจที่ปรึกษาออกจากธุรกิจสอบบัญชี
โดยขายธุรกิจที่ปรึกษาให้แก่ Cap Gemini ของฝรั่งเศส (กลายเป็นบริษัท Cap
Gemini Ernst & Young)
ปัจจุบัน Ernst & Young ยังคงคล้อยตามแนวโน้มของอุตสาหกรรมนี้ ซึ่งหันมาเน้นหนักในธุรกิจที่ปรึกษาทางกฎหมายเพื่อเพิ่มบริการให้ครบวงจร
Ernst & Young ได้รวบรวมทีมนักกฎหมายมากกว่า 1,850 คนใน 60 ประเทศทั่วโลก
เพื่อให้บริการด้านกฎหมายแก่บริษัทที่เป็นลูกค้าของตน นอกจากนี้ยังเพิ่มบริการใหม่ๆ
ด้านการจัดการการเงิน การจัดการด้านสุขภาพและบริการธุรกิจอื่นๆ