Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน19 ตุลาคม 2548
ผู้ประกอบการกระอักสต๊อกบ้านล้น อัดแคมเปญ-หยุดสร้างสางของเก่าก่อนทรุดโทรม             
 


   
www resources

โอมเพจ โนเบิล ดีเวลอปเม้นท์
โฮมเพจ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้

   
search resources

โนเบิล ดีเวลอปเม้นท์, บมจ.
ลลิล พร็อพเพอร์ตี้, บมจ.
Real Estate




บริษัทอสังหาฯเร่งบริหารสต๊อกบ้าน หลังแห่ผลิตสินค้าบ้านหวังล็อกราคาบ้าน หวังรับมือราคาวัสดุก่อสร้างแพงขึ้น ด้าน "โนเบิล" ออกแรงเต็มที่ สางสต๊อกบ้าน 500 ยูนิต มูลค่า 3,000 ล้านบาท เพื่อลดความเสี่ยงต่อธุรกิจ แตะเบรกปีนี้งดผลิตบ้านเดี่ยว หันเปิดศูนย์การค้า "Play Ground" เพิ่มอีก 1 แห่ง ซ.สุขุมวิท 36 หลังที่ทองหล่อประสบความเสร็จ ล่าสุดเจรจาซื้อที่ดินย่านกลางเมือง 2 แปลง ผุดคอนโดฯใหม่ปลายปีนี้และต้นปีหน้า ยันยอดขายตามเป้า

จากกระแสที่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ใช้กลยุทธ์ในการกระตุ้นการขาย โดยใช้รูปแบบ "บ้าน สร้างเสร็จก่อนขาย" ในช่วงที่ผ่านมา แม้จะช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้เร็วขึ้น เนื่องจากได้เห็นบ้าน ว่ามีอยู่จริง ขณะที่ผู้ประกอบการสามารถรับรู้รายได้ จากการโอนเร็วขึ้น แต่การสร้างบ้านก่อนขาย ต้องมี หลักของการบริหารจัดการอย่างดีเยี่ยม เพื่อไม่ให้บ้านสร้างเสร็จดังกล่าว วกกลับมาเป็นสต๊อกคงค้าง ซึ่งจะมีผลทำให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนทาง ด้านดอกเบี้ย อีกทั้งจะต้องมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา เพราะบ้านมีการเสื่อมโทรมตามกาลเวลา ที่ผ่านมามีผู้ประกอบการหลายรายที่นำเอากลยุทธ์สร้างบ้านเสร็จก่อนขายมาเป็นจุดขายให้แก่โครงการ ของบริษัท แต่เมื่อพัฒนาจริงๆ มีการพัฒนาไปเพียง บางส่วนเท่านั้น เนื่องจากผู้ประกอบการแต่ละรายมีศักยภาพที่แตกต่างกัน และโดยเฉพาะในภาวะตลาดอสังหาฯชะลอตัว ยิ่งทำให้ผู้ประกอบการต้องหันมาทบทวน โดยการปรับกลยุทธ์เป็นบ้านพร้อมขาย

นายธงชัย บุศราพันธ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิด เผยว่า ในปีนี้บริษัทไม่มีแผนที่จะพัฒนาโครงการบ้าน เดี่ยว เนื่องจากภาวะของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันไม่เอื้ออำนวยต่อการลงทุน ซึ่งได้รับผลกระทบ จากปัจจัยลบต่างๆ ส่งผลให้ผู้บริโภครายได้ลดลง นอกจากนี้ในปัจจุบัน บริษัทยังมีสต๊อกบ้านสร้างเสร็จพร้อมอยู่ จำนวน 500 ยูนิต มูลค่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะสามารถขายได้หมดใน 1 ปี ข้างหน้า นอกจากนี้ บริษัทยังถือว่าได้เปรียบคู่แข่งเนื่องจาก สต๊อกบ้านที่มีอยู่เป็นต้นทุนก่อสร้างเก่าซึ่งถูกกว่าต้นทุนในปัจจุบัน

"จากภาวะแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ทยอยปรับ ขึ้นราคาน้ำมัน ทำให้ต้นทุนก่อสร้างสูง ถ้าบริษัทไม่ได้ ต้องการขยายการเติบโตในช่วงที่ผ่านมา เราก็ไม่จำเป็นต้องสร้างออกมาเยอะ แต่รอจังหวะดีๆ แล้วคอยทำออกมาจะดีกว่า" นายธงชัยกล่าว ผลิตสต๊อกบ้านถือว่าคุ้มลงทุน

ด้าน นายไชยันต์ ชาครกุล ประธานกรรมการบริหารบริษัทลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทมีสต๊อกบ้านสร้างเสร็จจำนวน 200 ยูนิต และมีบ้านที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและจะเสร็จเข้ามาอีกกว่า 300 ยูนิต ราคาตั้งแต่ 2-6 ล้าน บาท ซึ่งสต๊อกดังกล่าวหากเทียบกับต้นทุนด้านดอกเบี้ย ที่ลงทุนไปก่อนล่วงหน้า กับราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัว เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงปัจจุบันขึ้นไปเกือบ 20% ดังนั้น หากเทียบกันแล้วถือว่าคุ้ม อีกทั้งยังสามารถยืนราคาขายไว้ที่ระดับเดิม เพื่อแข่งขัน กับคู่แข่งในตลาดได้อีกด้วย

นายวันจักร์ บูรณศิริ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปัจจุบัน บริษัทมีสต๊อกบ้านสร้างเสร็จก่อนขายมีจำนวน 60-70 ยูนิต และ 25 ยูนิต ในโครงการบ้านสิริสุขุมวิท เป็น ส่วนของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ บ้านแสนสิริ ซึ่ง จำนวน สต๊อกดังกล่าว ถือว่าไม่มากและเป็นปริมาณ ที่เหมาะสม เพราะบริษัทไม่ต้องการแบกรับความเสี่ยง ของต้นทุนมากจนเกินไป

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ใน ช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ ระบุว่า บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) LH มีปริมาณสินค้าคงเหลือสูงที่สุด ด้วยมูลค่า 23,350 ล้านบาท รองลงมาคือ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) 12,789 ล้านบาท , บริษัท เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) 7,673 ล้านบาท และพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) มีปริมาณสินค้าคงเหลือในอันดับที่ 4 ด้วยมูลค่า 7,076 ล้านบาท , บริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) 5,950 ล้านบาท และอันดับที่ 6 คือ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) 4,630 ล้านบาท ขณะที่ บริษัท แอล.พี.เอ็น. ดิเวลล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) มีปริมาณสินค้าคงเหลือน้อยเพียง 2,505 ล้านบาท เป็นต้น โนเบิลฯผุดคอนโดฯใหม่ ชี้ตลาดกลุ่มนี้ "ขายได้"

นายธงชัย กล่าวเสริมว่า ในส่วนโครงการคอนโดมิเนียมขณะนี้ แทบจะไม่มีเหลือในสต๊อกแล้ว ดังนั้นจะต้องพัฒนาโครงการเพิ่ม โดยล่าสุดได้เจรจา ซื้อที่ดิน 2 แปลง ย่านกลางเมือง มูลค่ารวมประมาณ 600-700 ล้านบาท ซึ่งได้ข้อสรุปแล้ว 1 โครงการ คาด ว่าจะพัฒนาโครงการขนาด 200 ยูนิต และเปิดขาย ได้ภายในปลายปีนี้ ส่วนอีกโครงการยังอยู่ระหว่างเจรจา คาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็วๆนี้ โดยแปลงดังกล่าว จะสามารถพัฒนาได้ประมาณ 500-600 ยูนิต จะสามารถเปิดขายได้ประมาณต้นปีหน้า

นายธงชัยกล่าวว่า สถานการณ์ของตลาดในปัจจุบัน พฤติกรรมของคนซื้อเริ่มเปลี่ยน จากภาวะค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ผู้ซื้อบางรายชะลอการซื้อ บางราย ซื้อบ้านได้หลังเล็กลง ซึ่งแม้ว่าความสามารถของผู้ซื้อ จะลดลง แต่สำหรับบริษัทแล้วจะยังคงพัฒนาบ้านในระดับเดิมคือ ระดับกลาง-บน ซึ่งโนเบิลมีแบรนด์ สินค้าที่ชัดเจน

"สำหรับภาวะของตลาดคอนโดฯนั้น ตลาดยังคงขายได้เรื่อยๆ ถ้าโฟกัสที่สุขุมวิทจะมีการปรับตัวครั้งใหญ่ คือ ตึกใหม่กำลังเข้าสู่ตลาด ตึกที่เสียเปรียบ คือตึกเก่าราคาแพงๆ ก็จะลดราคาลงมา เนื่องจากราคาต่างจากตึกใหม่ไม่มาก ทำให้เกิดการย้ายของ ผู้เช่า นักลงทุนก็จะเริ่มทยอยขายตึกเก่าหันไปซื้อตึกใหม่ เพื่อปล่อยเช่า แต่ในส่วนของตึกใหม่ที่ยังไม่ ก่อสร้าง ก็จะไม่สามารถขายในราคาต่ำได้ เนื่องจากเป็นต้นทุนใหม่ บางแปลงราคาที่ดินใหม่ ซึ่งต้นทุนที่สูงและแนวโน้มราคาจะไม่กลับมาที่เดิม" นายธงชัยกล่าว

สำหรับโครงการศูนย์การค้า Play Ground ปัจจุบันได้เปิดสาขาแรกที่ซอยทองหล่อ 55 ซึ่งตั้งอยู่ ส่วนหน้าของโครงการคอนโดฯโนเบิลออรา บนพื้นที่ 7,000 ตารางเมตร โดยแบ่งเป็นพื้นที่เช่า 3,700 ตาราง เมตร ซึ่งผลการดำเนินงานเป็นที่น่าพอใจ ทำให้บริษัท เตรียมลงทุนสาขาแห่งที่ 2 ในซ.สุขุมวิท 36 ภายในปีนี้ บนเนื้อที่ 2 ไร่ ขนาดพื้นที่อาคาร 20,000-25,000 ตร.ม. ขนาดพื้นที่ขาย 12,000 ตร.ม. ปัจจุบันบริษัทมีรายได้ จากศูนย์การค้าประมาณ 5% ซึ่งบริษัทตั้งเป้าว่าจะเพิ่ม รายได้จากส่วนนี้ประมาณ 20-25% ภายใน 3 ปีข้างหน้า

นายธงชัยกล่าวถึงผลประกอบการว่า ในช่วงที่ ผ่านมา สามารถทำได้ตามเป้าหมาย คือ มีอัตราการเติบโตประมาณ 20% จากปีที่ผ่านมา ส่วนกำไรสุทธิปีนี้ ตั้งเป้าไว้ที่ 460 ล้านบาท จากปี 2547 มีกำไร 330 ล้านบาท   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us