ช่วงต้นทศวรรษ 1980 เมื่อสตีเฟน เคส (Stephen Case) เป็นผู้ดูแลเรื่องการคิดค้นพิซซ่า
สูตรใหม่ๆ ให้กับ "พิซซ่า ฮัท" (Pizza Hut) เขาพบว่าบริการสั่งสินค้าระบบออนไลน์ที่ชื่อ
"Source" ในขณะนั้นเป็นเทคโนโลยี ที่ไม่ค่อยอำนวยความสะดวกกับลูกค้าเท่าที่ควร
แต่เชื่อมั่นว่าสามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้
ในปี 1983 เขาจึงหันไปทำงานด้านการตลาดให้กับ "คอนโทรล วิดีโอ"
(Control Video) ซึ่งให้บริการออนไลน์กับลูกค้าเกมคอมพิวเตอร์ "อาตาริ"
(Atari)
ต่อมา คอนโทรล วิดีโอ เริ่มมีปัญหา
เคสได้ช่วยจิม คิมซีย์ (Jim Kimsey) ซึ่งเพิ่งรับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
(CEO)
หาเงินทุนกอบกู้กิจการขึ้นมาได้ ปี 1985 บริษัทก็เปลี่ยนชื่อเป็น "ควอนตัม
คอมพิวเตอร์
เซอร์วิส" (Quantum Computer Services) ให้บริการออนไลน์ "Q-Link"
4 ปีให้หลัง กิจการก็สามารถให้บริการครอบคลุม
ทั่วสหรัฐฯ ในชื่อ "อเมริกัน ออนไลน์" และเปลี่ยนชื่อบริษัทตามชื่อบริการในปี
1991
ปี 1992 เอโอแอลเข้าตลาดหลักทรัพย์
เคสเข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารในปีถัดมา โดยมีมาร์ค เซริฟ (Marc
Seriff)
ซึ่งสำเร็จการศึกษาจากเอ็มไอที และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งกิจการที่ค่อนข้าง
เก็บตัว เป็นผู้บุกเบิกในด้านเทคโนโลยีให้กับบริษัท
เอโอแอลทุ่มเงินจำนวนมากด้านการตลาด
เพื่อที่จะเอาชนะคู่แข่งอย่าง "โพรดิจี" (Prodigy) และ "คอมพิวเซิร์ฟ"
(CompuServe)
และยังดึงลูกค้า
ได้เพิ่มขึ้นเมื่อเริ่มให้บริการผ่านวินโดวส์ ในปี 1993
ปี 1994 พอล อัลเลน (Paul Allen)
ผู้ร่วมก่อตั้งกิจการไมโครซอฟท์ ขายหุ้น 24.9%
ในเอโอแอล หลังจากที่บริษัทไม่ยกตำแหน่งให้เขา
ในคณะกรรมการของบริษัท ปีนั้นเอง เอโอแอล ได้ซื้อกิจการด้านบราวเซอร์ซอฟต์แวร์
"บุคลิงค์ เทคโนโลยี" (Booklink Technologies) จาก CMGI ทำให้ฐานสมาชิกขยายเป็นกว่าหนึ่งล้านราย
ปี 1995 เอโอแอลร่วมมือกับธุรกิจด้านสื่อ
ของเยอรมนีคือ "เบอร์เทลส์มาน" (Bertelsmann)
ให้บริการออนไลน์ในยุโรป แต่ปีถัดมา เมื่อธุรกิจแข่งขันกันมากขึ้น เอโอแอลจำต้องเรียกเก็บค่าบริการจากสมาชิกในอัตรารวด
ทำให้สมาชิกใช้บริการเป็นเวลา
นานขึ้นมาก เซริฟจึงตัดสินใจลาออกไป
ปี 1997 บ๊อบ พิทแมน (Bob Pittman)
ผู้บริหารคนใหม่ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งเอ็มทีวี เข้ามาปรับทิศทางด้านการตลาดเสียใหม่
และมุ่งแก้ปัญหาที่เกิดในขณะที่มีการใช้บริการเครือข่ายพร้อมกันเป็นจำนวนมาก
บริษัทถูกฟ้องเรียกค่าเสียหาย และตกลงจ่ายเงินชดเชยให้กับลูกค้าที่ประสบปัญหายุ่งยาก
ในขณะที่ใช้บริการออนไลน์ ปีต่อมา บริษัทก็ได้ขายธุรกิจในส่วนบริการเครือข่ายให้กับ
"เวิลด์คอม" (WorldCom หรือ MCI WorldCom ในปัจจุบัน) โดยแลกกับธุรกิจบริการออนไลน์
"คอมพิวเซิร์ฟ" กับเงินสดอีก 147 ล้านดอลลาร์ เอโอแอลยังซื้อ "เน็ตแชนเนล"
(NetChannel)
ทำให้มีฐานทางด้านโทรทัศน์อินเตอร์แอคทีฟเพิ่ม
ปีที่แล้ว เอโอแอลซื้อกิจการ "มูวีโฟน"
(ปัจจุบันคือ เอโอแอล มูวีโฟน (AOL Moviefone)) และซื้อกิจการ "เน็ตสเคป
คอมมิวนิเคชันส์"
เป็นมูลค่าราว 10,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งช่วยขยายฐานธุรกิจให้กับบริษัทได้อย่างดีและจะเอื้อประโยชน์ในธุรกิจที่เอโอแอลและซัน
ไมโครซิสเต็มส์ ตกลงร่วมกันพัฒนาซอฟต์แวร์ด้านอี-คอมเมิร์ซในชื่อ "iPlanet
ตั้งแต่เมื่อสองปีก่อนด้วย
ปีที่แล้วเช่นกัน เอโอแอลร่วมมือกับ "ฮิวจ์ อิเล็กทรอนิกส์" (Hughes
Electronics)
ลงทุนเป็นมูลค่า 1,500 ล้านดอลลาร์ พัฒนาบริการอินเตอร์เน็ต
และบันเทิงระบบดิจิตอล ส่งผลให้ "ไดเร็ค ทีวี"
(Direct TV) และ "เอโอแอล ทีวี" (AOL TV)
ก้าวขึ้นมาอยู่แถวหน้าของธุรกิจ อีกทั้งยังร่วมมือกับ
"ไดเร็คพีซี" (DirectPC) ให้บริการด้านอินเตอร์เน็ต
ผ่านดาวเทียมอีกด้วย
ผลประกอบการของคอมพิวเซิร์ฟกระเตื้องขึ้น
เมื่อปีที่แล้ว หลังจากที่เอโอแอลเสนอส่วนลดการซื้อคอมพิวเตอร์ให้กับลูกค้าที่ใช้บริการ
โดยจับมือกับผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ "เกตเวย์" (Gateway)
ทำตลาดบริการของเอโอแอลภายใต้ชื่อ "เกตเวย์พีซี" (Gateway PCs)
และเอโอแอลได้เข้าดำเนินการใน
"Gateway.net ทั้งนี้เอโอแอลตกลงลงทุน
800 ล้านดอลลาร์ในกิจการ "เกตเวย์" นอกจากนั้น
เอโอแอลยังรุกเข้าตลาดค้าปลีก โดยร่วมมือกับ
วอล-มาร์ต ให้บริการอินเตอร์เน็ต เอโอแอลยังได้ซื้อกิจการเกี่ยวกับแผนที่ระบบออนไลน์
"แมปเควสต์" (MapQuest) อีกด้วย