|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
“ม.ร.ว.ปรีดิยาธร” ห่วงบริษัทหลักทรัพย์ร่วมมือกับลูกค้าขาใหญ่ตั้งก๊วนปั่นหุ้นยากตรวจสอบ เหตุซับซ้อนกว่าทุจริตกู้เงินแบงก์ เรียกร้องก.ล.ต.ดูแลเข้ม “ธีระชัย” ยันถ้าตรวจพบผิดจะเล่นงานไม่ไว้หน้า ขณะที่สินเชื่อบุคคลหลอกลวงลูกค้าระบาดหนัก ธปท.ฮึ่มจัดการเด็ดขาด ด้านโครงการประชานิยมใหม่แก้หนี้ภาคประชาชนได้ข้อสรุปตัดหนี้บัตรเครดิตออก คลังเรียกสมาคมแบงก์ถกวันนี้
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวในงาน สัมมนา เรื่อง “แนวทางพัฒนามาตรการบังคับใช้กฎหมายสถาบันการเงิน” ซึ่งธปท.ร่วมกับสถาบันกฎหมายอาญา สำนักงานอัยการสูงสุด จัดขึ้น ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ วานนี้(12 ต.ค.) ว่า เป็นห่วงการตรวจสอบทุจริตที่เกี่ยวข้องกับบริษัทหลักทรัพย์(บล.)ซึ่งร่วมมือกับลูกค้าสร้างราคาหุ้นหรือเป็นหัวเรือใหญ่ในการปั่นหุ้น เช่น บล.ศรีมิตรที่เกิดขึ้นในอดีต หรือ บางรายในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินจัดทำใบเสนอขายหุ้นในการเสนอขายหลักทรัพย์ โดยเสนอข้อมูลของบริษัทลูกค้าที่ดีเกินความเป็นจริง เพื่อดันราคาหุ้นที่เสนอขายต่อประชาชนให้สูงขึ้น เป็นการเอาเปรียบนักลงทุนให้ได้รับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริง
ทั้งนี้ การกระทำความผิดของบล.มีขั้นตอนซับซ้อนกว่าการทุจริตจากการกู้เงินธนาคารพาณิชย์ ซึ่งเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์( ก.ล.ต.)ที่จะต้องเข้ามาตรวจสอบ แต่การกระทำส่วนหนึ่งจะผ่านระบบธนาคารพาณิชย์ ธปท.จึงอยากจะประสานก.ล.ต.ในเรื่องนี้
สำหรับในการกำกับดูแลสถาบันการเงิน ผู้ว่าการธปท. ระบุว่า ช่วงจากนี้ หาก ธปท.ตรวจพบพฤติกรรมการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่มีเจตนาส่อไปในทางทุจริต หรือหาประโยชน์ให้กับตนเองหรือผู้อื่นก็จะดำเนินการฟ้องร้องทางคดีกับผู้บริหารสถาบันการเงินนั้นทันทีโดยจะไม่รอให้เกิดปัญหาหนี้เสียหรือติดตามหนี้ไม่ได้ แล้วค่อยดำเนินการฟ้องร้องเหมือนในอดีตที่ผ่านมา เพราะหากรอเวลา ความเสียหายอาจมีมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า การดำเนินการดังกล่าวสร้างความยากลำบากในการกล่าวโทษให้ตำรวจและอัยการมากขึ้น
“การพิจารณาว่าผิดหรือไม่จะดูจากการปล่อยสินเชื่อครั้งแรกว่ามีเจตนาเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่นหรือไม่ ถ้าใช่ก็ถือว่าผิดแม้ว่าจะได้เงินคืนก็ตาม”
วัตถุประสงค์ในการสัมมนาครั้งนี้ ธปท.จะประสานความร่วมมือกับสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกันในการตีความกฎหมาย เพื่ออุดช่องโหว่หลังจากที่คดีที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงินหลายคดีที่ยกฟ้อง ซึ่งคาดว่าผลในการสัมมนาจะนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายเพื่อให้ครอบคลุม และเท่าทันต่อการทุจริตที่มีกระบวนการซับซ้อน เพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรมโดยอยากให้อัยการมองในเรื่องการเอาเปรียบสังคม และการหาประโยชน์ให้กับตนเองและพวกพ้องมากกว่าการกระทำความผิดตามข้อเท็จจริงที่ระบุในกฎหมาย
ขณะที่นายวีระชาติ ศรีบุญมา ผู้อำนวยการฝ่ายคดี กล่าวสรุปว่า ขณะนี้คดีที่ ธปท.ฟ้องร้องกล่าวโทษผู้บริหารสถาบันการเงินยังเหลืออยู่ทั้งสิ้น 39 คดี มูลหนี้จำนวนรวม 53,346.69 ล้านบาท
ก.ล.ต.เชียร์แบงก์ชาติ
นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า เห็นด้วยกับผู้ว่าการธปท.ที่ต้องเข้มงวดการปั่นหุ้น เพราะ ธุรกรรมในตลาดทุนมีความซับซ้อนกว่าการกู้ยืมเงินของธนาคารพาณิชย์มาก มีผู้ที่ได้รับและเสียประโยชน์จากการขึ้นลงของราคาหุ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อมจำนวนมาก
“หากพบว่า มีการกระทำความผิด ก.ล.ต. จะดำเนินการทันที อย่างเข้มงวด เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ”เลขาธิการก.ล.ต.ยืนยัน
แก้หนี้สรุปตัดหนี้บัตรเครดิต
ด้าน นายบุญศักดิ์ เจียมปรีชา อธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะประธาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน ว่า ขณะนี้ คณะทำงานของกระทรวงการคลัง ได้สรุปกรอบการแก้ไขปัญหาหนี้ไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยในรายละเอียดได้ เพราะต้องรอหารือกับทางสถาบันการเงินเจ้าหน้าก่อน อย่างไรก็ตาม แนวทางที่ได้วางไว้ จะเป็นเกณฑ์กลางที่ธนาคารทุกแห่งจะต้องถือปฏิบัติเหมือนกัน โดยในช่วงบ่ายของวันนี้(13 ต.ค.) จะนำสมาคมธนาคารไทย เข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อสรุปในรายละเอียดทั้งหมด
สำหรับกรอบในการแก้ไขปัญหา จะยังอยู่ในกรอบเดิม คือ เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล)ที่อยู่ระหว่างการฟ้องร้อง ดำเนินคดี ที่เป็นสินเชื่อส่วนบุคคล มูลหนี้ไม่เกิน 200,000 บาท ซึ่งมีลูกหนี้อยู่ทั้งหมดประมาณ 100,000 ราย มูลหนี้เงินต้นรวม 7,000 ล้านบาท โดยจะตัดดอกเบี้ยค้างชำระตามกฎหมายจำนวน 20,000 ล้านบาททั้งหมด ขอลดเงินต้นเหลือ 50% และให้ลูกหนี้ผ่อนชำระให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน อย่างไรก็ตามจะต้องหารือในรายละเอียดกับธนาคารอีกครั้ง เช่น เรื่องสัดส่วนเงินต้นที่ขอลด หรือระยะเวลาการผ่อนชำระที่อาจจะมีการขยายมากกว่า 6 เดือน ตามความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ เป็นต้น
ส่วนหนี้ บัตรเครดิต จะไม่รวมอยู่ในโครงการแก้หนี้ในครั้งนี้ เพราะหลักการค่อนข้างชัดแล้วว่า จะแก้ไขเฉพาะหนี้ส่วนบุคคลที่เกิดขึ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจ แต่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือดูแล
นายบุญศักดิ์ กล่าวว่า หลังจากได้ข้อสรุปที่ชัดเจนแล้ว ประชาชน จะไม่สับสนกับวิธีการปฏิบัติ เพราะจะกำหนดชัดเจน เช่น ระยะเวลาที่จะให้มาลงทะเบียน หรือ เงื่อนไขในการผ่อนชำระหนี้ และยืนยันว่าการแก้ไขปัญหาในครั้งนี้ จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาพฤติกรรมการเบี้ยวหนี้ เพราะจะเป็นการแก้ไขปัญหาครั้งเดียว ซึ่งตัดหนี้เอ็นพีแอล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2548 จะไม่มีการแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน
|
|
 |
|
|