Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน30 กันยายน 2545
ธุรกิจบัตรเครดิต...บทบาทของNonbankที่เพิ่มมากขึ้น             
 


   
www resources

โฮมเพจ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

   
search resources

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, บจก.
Credit Card




จากความนิยมใช้บัตรเครดิตกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ได้ทำ ให้ ผู้ประกอบการต่างให้ความสำคัญกับธุรกิจนี้อย่างจริงจัง ทั้งธนาคารพาณิชย์ ที่เป็นผู้ออกบัตรรายใหญ่เดิม ที่ต่างใช้แผนการตลาดเชิงรุกเพื่อรักษาและให้ได้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มให้มากที่สุด และองค์กรที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน หรือ Nonbank ที่มีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆในตลาดบัตรเครดิต ซึ่งผลที่อาจ จะตามมาจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของบัตรเครดิตดังกล่าว ทำให้เกิด ความกังวลว่า อาจนำไปสู่วิสัยการใช้จ่ายเกินตัวและการก่อหนี้เพิ่มมากขึ้นในระบบ

ภาวะบัตรเครดิตในปัจจุบันของระบบธนาคาร...แข่งขันเข้มข้น

หลังจากการผ่อนปรนรายได้ขั้นต่ำของผู้มีสิทธิ์ในการถือบัตรเครดิต ธนาคารพาณิชย์โดยธนาคารแห่งประเทศไทยในเดือนเมษายนที่ผ่านมานั้น ปรากฏว่า ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ยังคงมีจุดยืนที่จะไม่ลดรายได้ดังกล่าว ลงมามากนัก เนื่องจากเหตุผลทางด้านต้นทุนและความเสี่ยงที่แต่ละธนาคารได้ประเมินไว้แล้วในระดับที่ธนาคารของตนรับได้ แต่ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ยังคงที่จะมุ่งเน้นการส่งเสริมทางการตลาดเพื่อเพิ่มปริมาณ สมาชิกผู้ถือบัตร เพิ่มปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรจากกลุ่มลูกค้าเดิม ซึ่งงบ ประมาณส่วนใหญ่ของธนาคารในการรักษาตลาดบัตรเครดิตในขณะนี้จึงเป็นค่าโฆษณาและประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการขาย นอกเหนือจากค่าใช้ จ่ายในการปรับปรุงระบบจัดการภายในให้สอดคล้องกับการสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในปัจจุบันได้ ซึ่งได้แก่ การเตรียมความพร้อม ด้านการออกบัตร ด้านบุคลากรขายตรง ด้านเทคโนโลยี เป็นต้น ทั้งนี้ ใน ช่วงที่ผ่านมา ธนาคารต่างๆมีการส่งเสริมการขายเพื่อดึงดูดลูกค้าที่คล้าย คลึงกัน เช่น การยกเว้นค่าธรรมเนียมแรกเข้า การยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปี การยกเว้นค่าธรรมเนียมตลอดชีพเมื่อมีการใช้จ่ายผ่านบัตรที่มากพอ การแจกของรางวัลเมื่อมีการสมัครบัตรเครดิต เป็นต้น

ทั้งนี้ การพยายามรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดและการเริ่มเปิดตัวที่จริงจังมากขึ้นในตลาดบัตรเครดิตของธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง ได้ทำ ให้ตลาดนี้มีความคึกคักมากขึ้น ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้รวบรวมตัวเลขบัตรเครดิตล่าสุดในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2545 ซึ่งเป็นช่วงเวลาแรกหลังจากการผ่อนปรนยกเลิกรายได้ขั้นต่ำในการสมัครบัตรเครดิต ทั้งนี้ สามารถ สรุปให้เห็นแนวโน้มบัตรเครดิตในระบบธนาคารพาณิชย์ได้คร่าวๆดังนี้

จากข้อมูลบัตรเครดิตในระบบธนาคารพาณิชย์ประจำไตรมาสสอง ปี 2545 แสดงให้เห็นว่าปริมาณบัตรเครดิตในระบบยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยเพิ่มขึ้น30.76% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียว กันในปีก่อนหน้า คือจาก 2,152,731 ใบในไตรมาสสองของปี 2544 มาเป็น 2,815,006 ใบในไตรมาสสองปี 2545 โดยจะเห็นว่าการเติบโตของจำนวนบัตรเครดิตนั้นมีการเพิ่มขึ้นแบบชะลอตัวลง เมื่อเทียบกับการเติบโตแบบ ปีต่อปีในไตรมาสก่อนๆ ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ประมาณการขยายตัวของ จำนวนบัตรเครดิตตลอดทั้งปี 2545 ไว้ไม่ต่ำกว่า 30% จากปี 2544 อันเป็นผลจากการขยายตลาดของธนาคารผู้ออกบัตร

ซึ่งนอกจากการต้องการครองส่วนแบ่งตลาดที่มากขึ้นจากการหาลูกค้า ใหม่แล้ว ธนาคารหลายแห่งก็ได้ปรับกลยุทธ์ในการส่งเสริมการใช้จ่ายผ่าน บัตรของลูกค้าเดิมให้เพิ่มมากขึ้น เช่น การสะสมแต้มเพื่อแลกของรางวัล ส่วนลดร้านค้าต่างๆเมื่อใช้จ่ายผ่านบัตร และการยกเว้นค่าธรรมเนียมต่างๆ หากลูกค้าใช้จ่ายมากกว่าระดับที่กำหนดไว้ เป็นต้น ทั้งนี้ แผนของธนาคาร ประกอบกับกลไกเศรษฐกิจที่กระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนที่เพิ่มมากขึ้น ก็ได้ทำให้การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตนั้นเพิ่มขึ้นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

โดยปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในไตรมาสที่สองของปี 2545 นั้นมีการขยายตัว 26.79% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งเป็น การขยายตัวที่ลดลงเมื่อเทียบย้อนหลังกลับไปจนถึงไตรมาสแรกของปี 2544 ใน ขณะที่ปริมาณการใช้จ่ายต่อบัตรประจำไตรมาสสองเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2545 คือ อยู่ที่ระดับ 5,282 ต่อบัตรต่อเดือน เทียบกับ 5,222 ในไตรมาสแรก ซึ่งจะเห็น ได้ว่า การเพิ่มขึ้นของปริมาณการใช้จ่ายต่อบัตรที่ระดับ 5,282 บาทต่อบัตรนั้น เกิด จากการเติบโตของปริมาณการใช้จ่ายผ่าน บัตรที่ 44,605,689,000 บาท จากไตรมาสก่อนหน้าที่ 42,052,429,000 บาท ที่อยู่ในอัตราที่มากกว่าการขยายตัวของการเติบโตของปริมาณบัตรเครดิต ในไตรมาสที่ 2 เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกในปี 2545 โดยแนวโน้มดังกล่าว นั้นคาดว่า ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความพยายามของธนาคารพาณิชย์หลายแห่งที่ต้องการและมุ่งเน้นที่จะส่งเสริมการใช้จ่ายผ่านบัตรของลูกค้าเดิมมาก กว่าการขยายฐานบัตรจากลูกค้าใหม่ ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า จาก การเสนอรายการส่งเสริมการขายเพื่อเพิ่มการใช้จ่ายผ่านบัตรที่ยังคงมีออก มาอย่างต่อเนื่องของธนาคารพาณิชย์ การเติบโตของการใช้จ่ายผ่านบัตรน่า จะอยู่ในอัตราที่ไม่ต่ำกว่า 35% ในทั้งปี 2545 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

ในขณะเดียวกัน ตัวเลขไตรมาสที่ 2 ของปี 2545 ยังได้บ่งบอกถึงยอดสินเชื่อคงค้างในระบบที่มีสูงถึงเกือบ 44 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเพิ่มประมาณ 24.17% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ทั้งนี้ การขยายตัวของ ยอดสินเชื่อคงค้างนั้นสะท้อนถึงการค้างชำระบัตรมากขึ้นมากกว่าการจ่ายคืนเต็มจำนวนในแต่ละเดือน ซึ่งในสิ้นปี 2545 นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่า ยอดคงค้างสินเชื่อบัตรเครดิตยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้นไปอีกประมาณไม่ต่ำกว่า 30% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากแนวโน้มการค้างชำระที่มากขึ้นและโครงการดอกเบี้ยต่ำที่ธนาคารหลายแห่งเสนอออกมาเพื่อดึงดูดใจลูกค้า

นอกจากนี้ หากเปรียบเทียบการใช้จ่ายผ่านบัตรและสินเชื่อคงค้างบัตรเครดิตในระบบแล้วโดยดูอัตราการเพิ่ม/ลด แบบปีต่อปีตั้งแต่ช่วงเวลา ไตรมาสแรกของปี 2543 จนถึงไตรมาสที่ 2 ของปี 2545 พบว่า ในขณะที่ การใช้จ่ายผ่านบัตรมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่จะชะลอตัวลงในช่วงท้าย การเติบโตของสินเชื่อคงค้างกลับมีการเติบโตแบบอัตราเร่ง จากที่เคยลดลงในช่วงก่อนไตรมาสที่ 2 ปี 2544 ดังเห็นได้จากแผนภูมิด้านล่าง

ซึ่งจะเห็นว่าตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ปี 2543 เป็นต้นมา จะมีการลดลงของสินเชื่อคงค้างในขณะที่การใช้จ่ายผ่าน บัตรมากขึ้น ในขณะที่ช่วงเวลาต่อๆมานั้น การลดลงของสินเชื่อคงค้างก็อยู่ในอัตราที่ลดลง จนกลับกลายเป็นเพิ่มขึ้น ที่จะเห็น เป็นครั้งแรกในไตรมาสที่ 2 ปี 2544 และเพิ่มขึ้นเรื่อยในระยะต่อๆมาจนถึงไตรมาส 2 ปี 2545 ซึ่งการเพิ่มขึ้นดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่า การขยายตัวของยอดสินเชื่อคง ค้างตามหลัง (Lag) การขยายตัวของการ ใช้จ่ายผ่านบัตร โดยเป็นไปได้ว่า ผู้ถือบัตรเริ่มที่จะคุ้นเคยที่จะค้างชำระบัตรเครดิตมากขึ้น เมื่อเทียบกับ 1-2 ปีที่ผ่านมา

แม้ว่าจำนวนบัตรเครดิตจะขยายตัวกว่า 30% ในช่วงที่ผ่านมา แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยก็ยังเห็นว่า การขยายตัวอย่างมากดังกล่าว ยังไม่น่าที่จะทำให้เกิดปัญหา เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบกับฐานที่ต่ำในปีก่อนหน้า นอกจากนี้ สัดส่วนของการใช้บัตรเครดิตในประเทศไทยยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าประเทศอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น การใช้จ่ายผ่านบัตรของไทยคิดเป็นประมาณ 5.86% ของรายจ่ายเพื่อการบริโภค ซึ่งยังต่ำกว่า 8.13%, 21.77%, และ 13.16% ของสิงคโปร์ มาเลเซีย และสหรัฐอเมริกา ตามลำดับ ดังนั้น การจะพิจารณาธุรกิจบัตรเครดิต คงจะดูจากอัตราการขยายตัวเพียงอย่าง เดียวไม่ได้ คงจะต้องพิจารณาถึงสัดส่วนอื่นๆประกอบในภาพรวมด้วย ซึ่ง จะเห็นว่า การใช้บัตรเครดิตในประเทศไทยยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าอีกหลายประเทศ

บทบาทที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆของ Nonbank

อย่างไรก็ดี ข้อมูลตัวเลขบัตรเครดิตข้างต้นยังไม่ได้รวมไปถึงองค์กร ที่ไม่ใช่สถาบันการเงินที่ในปัจจุบันยังมีอยู่ไม่มากนัก เช่น อิออน จีอี แคปิตอล เอไอจี เป็นต้น ซึ่งแยกย่อยเครือข่ายเป็นการร่วมรายการกับร้านค้าทั่วไปที่มีบทบาทในธุรกิจค้าปลีกต่างๆ เช่น เทสโก้โลตัส ซูเปอร์เซ็นเตอร์ บิกซี คาร์ฟูว์ Hypermarket โรบินสัน เซ็นทรัลการ์ด เดอะมอลล์ เพาว์เวอร์บาย ฯลฯ และบัตรเครดิตจากร้านค้าต่างๆที่ต่างเตรียมออกบัตรเครดิตเพื่ออำนวยความสะดวกในการชำระค่าสินค้าพร้อมกับดึงดูดให้ลูกค้าใช้บริการร้านค้าของตนนั้น ทั้งนี้ บัตรเครดิตขององค์กรที่ไม่ใช่สถาบันการเงินดังกล่าวเป็นบัตรเครดิตของค่ายต่างๆที่เจาะกลุ่มตลาดเฉพาะมากขึ้น โดยส่วนใหญ่มีการกำหนดรายได้ในขอบเขตระหว่างประมาณ 5,000-7,000 บาทต่อเดือนเท่านั้น ขั้นตอนการอนุมัติไม่ยุ่งยาก จึงเป็นสินเชื่อที่สามารถขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยสามารถเห็นได้จากภาพตลาดบัตรเครดิตโดยรวมที่การเติบโตของบัตรเครดิตภาค Nonbank นั้น เพิ่มขึ้นประมาณ 200% ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาจากการประมาณโดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย

อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า รูปแบบการดำเนินธุรกิจบัตรเครดิตขององค์กรที่ไม่ใช่สถาบันการเงินมีความแตกต่างจากของธนาคารพาณิชย์ คือ

1. มีกลุ่มลูกค้าคนละกลุ่ม โดย Nonbank ส่วนใหญ่ได้เจาะลูกค้ากลุ่มที่มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่อาจจะไม่ได้รับการอนุมัติสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์

2. มีขอบเขตของเครือข่ายร้านค้าที่ต่างกัน จากบัตรเครดิตของ Nonbank ที่มีขอบเขตการให้บริการน้อยกว่า เช่น ปริมาณร้านค้าที่รับบัตรเครดิตของ Nonbank ที่มีเครือข่ายน้อยกว่าบัตรเครดิตที่ออกโดยธนาคารพาณิชย์ หรือรับบัตรเฉพาะที่ เช่น เฉพาะห้างหรือร้านค้าที่เป็นผู้ออกบัตร

3. มีการกำกับดูแลทื่แตกต่างกัน ซึ่งในปัจจุบันยังคงมีแต่ธุรกิจบัตรเครดิตของธนาคารพาณิชย์เท่านั้นที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย ในขณะที่ Nonbank จะอยู่ภายใต้การควบคุม ของกระทรวงพาณิชย์

ซึ่งจากความแตกต่างข้อ 1-2 นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมีความเห็นว่า จากลักษณะกลุ่มเป้าหมายของลูกค้าเฉพาะและขอบเขตการใช้บัตรที่ยังมีข้อจำกัดมากกว่าบัตรเครดิตของธนาคารพาณิชย์นั้น ทำให้การให้บริการบัตรเครดิตโดย Nonbank ไม่น่าที่จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของธนาคารพาณิชย์มากนัก เพราะทั้งสองกลุ่มให้บริการในลักษณะที่แตกต่างกัน และมีกลุ่มลูกค้าที่ต่างกัน แต่อย่างไรก็ดี ในระยะยาวนั้น การขยายตัวที่มากขึ้นอย่างต่อเนื่องของบัตรเครดิต Nonbank ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อรูปแบบการใช้จ่ายของประชาชนและภาวะการแข่ง ขันในระบบธุรกิจบัตรเครดิตโดยรวมได้

แต่อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่า ประเด็นความแตกต่างใน เรื่องการกำกับดูแลการให้บริการของธนาคารพาณิชย์และ Nonbank น่า ที่จะได้รับการพิจารณาปรับเปลี่ยนแก้ไข เพื่อสร้างกรอบและบรรทัดฐาน ที่ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคในระยะยาวต่อไป ทั้งนี้ คงจะต้องติดตามความ คืบหน้าของร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการกำกับธุรกิจบัตรเครดิตต่อไป

นอกจากนี้ ประเด็นอื่นๆที่สำคัญ ได้แก่ การกำหนดเพดานดอกเบี้ย บัตรเครดิต การกำหนดบทลงโทษการทุจริตบัตรเครดิต และกฎหมายที่เป็นรูปธรรมในการกำหนดวิธีปฏิบัติการใช้ข้อมูลเครดิตบูโร ฯลฯ ก็ยังคงเป็นปัจจัยที่สามารถเติมเต็มและป้องกันปัญหาที่อาจกลายเป็นอุปสรรค จากการใช้บัตรเครดิตได้ ซึ่งในปัจจุบัน ประเด็นดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการดำเนินงานในขั้นตอนการกำหนดเป็นกฎหมายอย่างเป็นรูปเป็น ร่างเพื่อนำมาประกาศใช้ต่อไป สรุปและความคิดเห็น

การขยายตัวของธุรกิจบัตรเครดิตอย่างมากในปัจจุบันได้สร้างความ กังวลต่อสังคม ทั้งนี้ จากตัวเลขบัตรเครดิตของระบบธนาคารพาณิชย์ใน ไตรมาสสองของปี 2545 พบว่า ปริมาณบัตรเครดิต, ปริมาณการใช้จ่าย ผ่านบัตร, และหนี้คงค้างสินเชื่อบัตรเครดิต ยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากช่วงที่ผ่านมา โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้คาดการณ์ว่า ตลอดทั้งปี 2545 นั้น ปริมาณบัตรเครดิต, ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตร, และหนี้คงค้างสินเชื่อบัตรเครดิต จะมีการขยายตัวต่อไปในอัตราไม่ต่ำกว่า 30% 35% และ 30% ตามลำดับ

นอกจากนี้ จากความสัมพันธ์ของปริมาณใช้จ่ายผ่านบัตรโดยรวมและหนี้คงค้างสินเชื่อบัตรเครดิต ในช่วงเวลาตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ปี 2543 จนถึง ไตรมาสที่ 2 ปี 2545 ได้บอกถึงลักษณะที่หนี้คงค้างบัตรเครดิตเพิ่มขึ้นตามหลังการใช้จ่ายผ่านบัตรในแต่ละช่วงเวลาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยมีความเห็นว่า แนวโน้มดังกล่าวบ่งบอกถึงความนิยม และความคุ้นเคยในการใช้บัตรเครดิตมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ในขณะเดียวกัน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า แม้จำนวนบัตรเครดิตจะมีการขยายตัวกว่า 30% แต่ตัวเลขบัตรเครดิตดังกล่าวไม่น่าจะนำไปสู่ปัญหา เนื่องจากจะต้องพิจารณาสัดส่วนของการใช้บัตร โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับการใช้จ่ายรวมของ ระบบ ซึ่งจะพบว่า สัดส่วนดังกล่าวยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำ ประกอบกับเมื่อมองในระดับสากลแล้ว สัดส่วนดังกล่าวของไทยเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในหลายๆประเทศยังคงอยู่ในระดับที่ยังต่ำเช่นเดียวกัน

ในขณะเดียวกัน ธุรกิจบัตรเครดิตของ Nonbank ก็มีบทบาทและความสำคัญมากขึ้นจากการเติบโตถึง 200% จากปีก่อนหน้าที่ประมาณโดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ทั้งนี้ การเติบโตที่สูงมากนั้นเกิดจากการเทียบจากฐาน ที่ต่ำในช่วงที่ Nonbank เพิ่งเริ่มเข้ามาในตลาดนี้อย่างจริงจัง ซึ่งศูนย์วิจัยมีความเห็นว่า จากฐานลูกค้าที่เฉพาะเจาะจงกว่า และขอบเขตการ ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่มีเครือข่ายจำกัดกว่า เมื่อเทียบกับธนาคารพาณิชย์ แล้ว ทำให้การให้บริการบัตรเครดิตของ Nonbank คงจะไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจบัตรเครดิตของธนาคารพาณิชย์มากนัก เนื่องจากเป็นบริการที่ต่างกัน และมีกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน แต่อย่างไรก็ดี ในระยะยาวนั้น การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของบัตรเครดิต Nonbank ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อรูปแบบการใช้จ่ายของประชาชนในระบบและภาวะการแข่งขันในธุรกิจบัตรเครดิตโดยรวมได้ ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและกรอบมาตรฐานเดียวกันในการควบคุมการดำเนินงานของผู้ดำเนินธุรกิจบัตรเครดิต ในการรองรับการขยายตัวของธุรกิจนี้ในระยะยาว กฎหมายเพื่อกำหนดหลักปฏิบัติเดียวกันในการดำเนินธุรกิจนี้ของธนาคารพาณิชย์ และ Nonbank จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการพิจารณาเพื่อดำเนินการต่อไป ทั้งนี้ คงต้องรอดูความคืบหน้าในการพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องในการกำกับธุรกิจบัตรเครดิตต่อไป

นอกจากนี้ ประเด็นในการกำหนดอัตราดอกเบี้ย การกำหนดบทลงโทษในการทุจริตบัตรเครดิต และการค้นหาข้อมูลเครดิตบูโรที่ชัดเจนมากขึ้น ก็ยังเป็นสิ่งที่สามารถส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจนี้ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในอนาคตได้ ซึ่งคงจะต้องติดตามความคืบหน้าของ ประเด็นต่างๆดังกล่าวต่อไป

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us