Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน6 กันยายน 2548
เสนอปิดปั๊ม3ทุ่ม-ตั้งกองทุนอุ้มขนส่ง             
 


   
www resources

โฮมเพจ กระทรวงพลังงาน

   
search resources

กระทรวงพลังงาน
เชิดพงษ์ สิริวิชช์
Oil and gas




กระทรวงพลังงานสั่งกรมเชื้อเพลิงศึกษาดึงเงินน้ำมันที่ผลิตได้ในประเทศแล้วขายลดราคาซึ่งมีมูลค่าพันล้านบาท ตั้งเป็นกองทุนเพื่อนำมาช่วยเหลือค่าขนส่ง เตรียมหารือร่วมกระทรวงพาณิชย์-กรมขนส่งทางบกอีกรอบ 7 ก.ย.นี้ ถกผู้ค้าน้ำมันและโรงกลั่นหาวิธีบังคับประหยัดเพิ่มเติม นัดแรกเล็งปิดปั๊มน้ำมันเร็วขึ้นจาก 4 ทุ่มเป็น 3 ทุ่ม ขณะที่ผู้ค้าน้ำมันเสนอกรณีรถมีผู้โดยสารเกิน 4 คนเติมน้ำมันจะมีการให้คูปองส่วนลดไปซื้อสินค้าราคาถูกในมินิมาร์ท สภาอุตฯจี้ใช้น้ำหนักรถบรรทุก 26 ตัน

วานนี้ (5 ก.ย.) นายเชิดพงษ์ สิริวิชช์ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการเป็นประธานประชุมร่วมกับผู้ค้าน้ำมัน โรงกลั่น เพื่อประเมินแนวทางการดูแลผลกระทบจากราคาน้ำมัน ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงกรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สั่งให้หามาตรการบังคับประหยัดน้ำมันไว้รองรับหากราคาน้ำมันดิบเวสเท็กซัสอาจปรับสูงถึง 80 เหรียญต่อบาร์เรล ซึ่งจากการประเมินทิศทางราคาน้ำมันตลาดโลกล่าสุดหลังจากที่สหรัฐอเมริการะบุจะนำน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ออกมาใช้ 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ประกอบกับกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันโลก(โอเปก) จะเพิ่มการผลิตอีก 1 ล้านบาร์เรลต่อวันราคาน้ำมันน่าจะปรับตัวลดลงได้บ้างแต่ภาพรวมก็จะยังทรงตัวระดับสูงโดยเฉพาะเมื่อใกล้สิ้นปีที่ความต้องการจะสูงขึ้นอีกครั้งโดยเฉพาะน้ำมันดีเซล ดังนั้นมาตรการประหยัดคงจะต้องเข้มข้นขึ้นโดยไม่ให้กระทบกับการดำเนินชีวิตของประชาชนจนเกินไป

" 3 เดือนที่ผ่านมาตรการประหยัดค่อนข้างจะได้ผล แต่การประหยัดคงต้องเข้มข้นอีก คงจะมาดูมาตรการที่เราเคยคิดไว้ก่อนหน้ามาดูใหม่ แต่วันนี้ยังไม่ได้สรุปในรายละเอียดเพียงแต่เป็นการหารือ เช่นการปิดปั๊มเร็วขึ้นจากเดิม 4 ทุ่ม-ตี 5 แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าเป็นช่วงใด นอกจากนี้ผู้ค้าน้ำมันก็เสนอมาว่าจะเป็นไปได้ไหม กรณีที่มีผู้ขับรถมีผู้โดยสาร 4 คนมาเติมน้ำมันจะมีการให้คูปองส่วนลดเพื่อนำไปซื้อสินค้าราคาถูกในมินิมาร์ทของปั๊มนั้นๆ "ปลัดกระทรวงพลังงานกล่าว

ทั้งนี้ที่ประชุมไม่ได้หารือถึงการลดค่าการกลั่นน้ำมันแต่อย่างใด และได้ให้ทางผู้ค้าน้ำมันและโรงกลั่นกลับมาหารือกันอีกครั้งร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กรมการขนส่งทางบก เพื่อหามาตรการในการรองรับผลกระทบราคาน้ำมันในภาพรวมอีกครั้งในวันที่ 7 กันยายน 2548 หลังจากได้ข้อสรุปจะนำเรื่องเสนอนายวิเศษ จูภิบาล รมว.พลังงานเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี

แหล่งข่าวจากที่ประชุมกล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มยังทรงตัวระดับสูงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นมากที่สุดจะเป็นภาคการขนส่งเพราะจะกระทบต้นทุนของอุตสาหกรรมและต่อเนื่องมายังราคาสินค้าดังนั้นที่ประชุมจึงได้มอบหมายให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงานไปพิจารณาความเป็นไปได้ในหลักการที่กรณีผู้ได้รับสัมปทานปิโตรเลียมที่ขุดเจาะและผลิตได้น้ำมันและก๊าซเหลวที่ปกติจะขายส่งให้กับผู้ซื้อในประเทศและลดราคาให้ 5% เนื่องจากจะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากเมื่อเทียบกับส่งออก ดังนั้นเห็นว่าผลประโยชน์ดังกล่าวควรจะนำมาเป็นของภาครัฐแทนซึ่งปีหนึ่งจะได้เงินประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยวิธีการจะไปหักรายได้ส่วนนี้จากโรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์และโรงกลั่นบางจาก

"ตอนนี้กำลังให้ไปทำตัวเลขเพื่อที่จะนำเงินดังกล่าวมาตั้งเป็นกองทุนเพื่อช่วยเหลือรถขนส่ง รวมถึงรถเมล์ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ แต่รายละเอียดคงจะต้องพิจารณาว่าจะนำมาใช้ในลักษณะใดเพื่อให้เกิดความโปร่งใส ส่วนแผนปิดปั๊มให้เร็วขึ้นมีการพูดถึงการปิดช่วง 3 ทุ่มหรือเร็วขึ้น 1 ชม."แหล่งข่าวกล่าว

***โรงกลั่นค้านดึงเงินตั้งกท.อุ้มขนส่ง

แหล่งข่าวจากกลุ่มโรงงานน้ำมัน กล่าวว่า กรณีที่มีการเสนอแนวคิดที่จะดึงเงินกำไรจากกรณีที่ปตท.รับซื้อน้ำมันดิบแหล่งปัตตานี เพชร ที่มีส่วนลดประมาณ 7-8 เหรียญต่อบาร์เรลแล้วขายให้กับโรงกลั่นในราคาถูกเพื่อนำเงินส่วนนี้มาตั้งเป็นกองทุนมาดูแลค่าขนส่งรวมนั้น ทางโรงกลั่นไม่สนับสนุนด้วยเพราะหากต้นทุนโรงกลั่นสูงขึ้นก็จะนำไปผลักภาระให้กับประชาชนผู้บริโภคอยู่ดีเท่ากับนำเงินส่วนนั้นไปช่วยเหลือขนส่งแต่การใช้น้ำมันปลายทางก็จะมีราคาสูงขึ้นไม่ได้ช่วยอะไร

" ตอนนี้จะมาบอกว่าโรงกลั่นมีค่าการกลั่นสูงผิดปกติคงไม่ใช่เพราะจริงๆ แล้วถ้าสูงผิดปกติจริงจะต้องนำเอาผลจากราคาน้ำมันตลาดโลกที่พุ่งล่าสุดจากผลกระทบพายุเฮร์ริเคนแคทรินาถล่มสหรัฐเข้าไปบวกราคาขายปลีกด้วยแต่ขณะนี้ราคาขายปลีกที่ปรับเพิ่มเข้าไปล่าสุดยังไม่ได้นำผลจากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นจากพายุเฮอร์ริเคนเข้าไปบวกแต่อย่างไรแถมยังช่วยรับภาระเอาไว้อีกด้วย"แหล่งข่าวกล่าว

*** ปั๊มน้ำมันหนุนปิด3ทุ่ม

แหล่งข่าวจากผู้ค้าน้ำมันกล่าวว่า การปิดปั๊มน้ำมันให้เร็วขึ้นนั้นเวลาปิด 3 ทุ่ม-ตี5จาก 4 ทุ่ม-ตี 5 จะทำให้ปั๊มลดค่าใช้จ่ายได้อย่างมากเพราะปัจจุบันการปิด 4 ทุ่มต้องจ้างแรงงานเฉลี่ยมากกว่า 2 กะ เพราะกะหนึ่งจะใช้เวลา 8 ชั่วโมงเมื่อปิด 3 ทุ่มจะพอดีกับการจ้างงาน 2 กะ และยังประหยัดค่าไฟฟ้าได้อีกด้วย ส่วนผู้บริโภคเองก็คงจะไม่ได้รับผลกระทบมากนักเพราะท้ายสุดก็แค่เปลี่ยนพฤติกรรมเตรียมเติมน้ำมันสำรองไว้อยู่ดีเหมือนปัจจุบันยกเว้นหากปิด 2 ทุ่มจะถือว่าเร็วเกินไปและจะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคมากกว่า

"หากปิด 2 ทุ่มนอกจากจะกระทบกับผู้บริโภคแล้วการจ้างงานก็อาจจะกระทบตามไปด้วย ดังนั้นทางผู้ค้าน้ำมันจึงเสนอว่าควรจะปิด 3 ทุ่มมากกว่า อย่างไรก็ตามยอมรับว่าการบังคับปิดปั๊มให้เร็วอีก 1 ชั่วโมงนั้นคงจะเป็นมาตรการในแง่ของการกระตุ้นจิตสำนึกในการประหยัดแต่จะคิดว่าประชาชนผู้ใช้น้ำมันก็ยังคงต้องใช้อยู่ดีคงมีส่วนช่วยประหยัดที่เป็นรูปธรรมไม่ได้มากนัก"

สำหรับมาตรการประหยัดแหล่งข่าวกล่าวว่า หากจะได้ผลจริงคงจะต้องเป็นการบังคับโดยขณะนี้ก็ยังหารือกันในหลายมาตรการเช่น การกำหนดโซนนิ่งรถวิ่งเข้าเขตเมืองในกทม.โดยแบ่งเป็นชั้นในและชั้นนอก ซึ่งหากมีผู้โดยสาร 3-4 คนก็ไม่ต้องจ่ายค่าเซอร์ชาร์จ นอกจากนี้ก็ยังหารือกันเป็นไปได้หรือไม่ที่จะกำหนดให้มีการหยุดงานวันธรรมดาเช่นวันพุธของราชการแล้วมาทำงานวันเสาร์หรือไม่ก็เปิดทำงานให้มากขึ้นในวันทำงานอื่นๆที่เหลือ แต่ที่ประชุมก็ยังคงเกรงกันว่าจะถูกด่าเหมือนคราวที่ผ่านมาที่ระบุว่าให้ราชการหยุดวันศุกร์ เพราะมีคนมองว่าข้าราชการจะขี้เกียจเพราะเป็นการหยุดยาวไปแต่หลายคนก็มองว่าเพราะว่าไปเสนอวันศุกร์ก็เลยมีปัญหา แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการถกกันเท่านั้น

***จี้รัฐใช้น้ำหนักรถบรรทุก26ตัน

นายโสภณ อ่ำทอง ประธานคณะกรรมการคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่า ขณะนี้ส.อ.ท.ยังรอการตัดสินใจของสำนักงานนโยบายการขนส่งและการจราจร(สนข.) กระทรวงคมนาคม เกี่ยวกับการประกาศใช้น้ำหนักรถบรรทุกที่ควรจะสรุปก่อนต.ค.นี้เนื่องจากเอกชนรายใหญ่จะต้องทำสัญญาจ้างบริษัทขนส่งสินค้าในรอบปี 2549 ใหม่ในช่วงไม่เกินต.ค.นี้แล้วเพื่อที่เอกชนจะได้วางแผนต้นทุนได้ถูก ซึ่งเอกชนยืนยันว่าน้ำหนักบรรทุกควรจะอยู่ในระดับ 26 ตัน

" ทราบว่าทางกระทรวงคมนาคมต้องการที่ 25 ตันแต่เราขอยืนยันว่า 26 ตันเหมาะสมแล้วและวันนี้ภาระน้ำมันแพงก็กระทบมากพอซึ่งคาดว่าต้นทุนค่าขนส่งสินค้าที่เอกชนต้องเตรียมรับมือในปีหน้าเพราะการทำสัญญาใหม่ส่งสัญญาณแล้วว่าผู้ขนส่งจะขอปรับค่าบริการเพิ่มอย่างต่ำ 10% และเมื่อค่าขนส่งเพิ่มมากภาพรวมแนวโน้มสินค้าคงจะมีการปรับราคาเล็กน้อยแต่ก็ขึ้นอยู่ว่าต้นทุนรวมจะเป็นอย่างไรก็ยอมรับว่าน้ำมันแพงกระทบทุกส่วน"นายโสภณกล่าว

**โพลสำรวจมาตรการประหยัดคนเมิน

สวนดุสิตโพล ได้ทำการสำรวจเรื่องมาตรการประหยัดน้ำมันกับผู้ใช้รถส่วนตัวในยุคน้ำมันแพง ระหว่างวันที่ 1-4 ก.ย. 2548 โดยสำรวจความคิดเห็นผู้ใช้รถยนต์ส่วนตัวที่พักอาศัยในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล จำนวน 1,217 คน พบว่าผู้ใช้รถส่วนตัวใช้รถมากขึ้นหรือน้อยลง ผลสำรวจพบว่าอันดับ 1 เท่าเดิม ร้อยละ 64.17 เพราะใช้ตามภารกิจและความจำเป็นไม่สะดวกในการใช้รถรับจ้างหรือรถสาธารณะ อันดับ 2 น้อยลง คิดเป็น ร้อยละ 30.32 เพราะราคาน้ำมันแพงต้องประหยัด อันดับที่ 3 มากขึ้นคิดเป็น ร้อยละ 5.51 เพราะภารกิจมากขึ้น มีความจำเป็นต้องใช้

ส่วนมาตรการประหยัดน้ำมันที่มีการรณณงค์ ณ วันนี้ ประชาชนได้ปฏิบัติตามมากน้อยเพียงใด อันดับ 1 ไม่ค่อยได้ปฏิบัติตาม ร้อยละ 56.12 เพราะทำได้ยาก เคยชินกับการใช้รถแบบเดิม ๆ เป็นความจำเป็นต้องใช้ อันดับ 2 ปฏิบัติตามอยู่บ้าง ร้อยละ 34.51 อันดับ 3 ไม่แน่นอนแล้วแต่โอกาส ร้อยละ 9.37 เพราะดูตามความจำเป็น ตามความสะดวก

นอกจากนี้มีการสำรวจว่าถ้าราคาน้ำมันถูกลง ผู้ใช้รถส่วนตัว จะใช้รถมากขึ้นหรือไม่ พบว่าอันดับ 1 ใช้มากขึ้นร้อยละ 62.37 อันดับ 2 ใช้เหมือนเดิม ร้อยละ 24.16 อันดับ 3 ไม่แน่นอนแล้วแต่ความจำเป็น ร้อยละ 13.47 ส่วนมาตรการประหยัดน้ำมันจึงใช้ไม่ค่อยได้ผลอันดับ 1 ความไม่สะดวก ไม่รวดเร็ว ร้อยละ 29.09 อันดับ 2 ระบบขนส่งมวลชนยังไม่ดีพอ ร้อยละ 25.55 อันดับ 3 ความไม่ปลอดภัยที่จะเดินทางโดยรถรับจ้างและรถสาธารณะ ร้อยละ 21.12 อันดับ 4 เป็นมาตรการที่ทำได้ยาก จุกจิก ร้อยละ 10.60 อันดับ 5 เคยชินกับการใช้รถส่วนตัว ร้อยละ 8.46

**ขู่ก่อม็อบประท้วงแปรรูปกฟผ.

น.พ.เหวง โตจิราการ ประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตย กล่าวหลังการยื่นหนังสือต่อกระทรวงพลังงานวานนี้(5ก.ย.) เพื่อขอให้ทบทวนนำบมจ.กฟผ.เข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเนื่องจากเป็นสาธารณูปโภคที่จะมีผลกระทบต่อประชาชนโดยเฉพาะกรณีค่าไฟฟ้าที่ระบุว่าจะเพิ่มขึ้นต.ค.นี้โดยอ้างจากราคาน้ำมันทั้งที่เชื้อเพลิงหลักผลิตไฟมาจากก๊าซธรรมชาติซึ่งบมจ.ผูกขาดระบบท่อฯและขายก๊าซให้กฟผ.ในราคาที่ไม่ยุติธรรมจนทำให้กำไรจากก๊าซฯสูงซึ่งแทนที่จะนำส่วนนี้มาลดเป็นค่าไฟประชาชน ดังนั้นต.ค.นี้ยืนยันหากคิดต้นทุนเชื้อเพลิงค่าไฟไม่ควรปรับขึ้น

"เราหวังว่ารมว.พลังงานจะนำเรื่องนี้ไปหารือในครม. และหากไม่มีอะไรชัดเจนจะมีการเรียกประชุมองค์กรพันธมิตรทั้งหมดรวมถึงองค์กรอื่นๆที่จะเข้าร่วมต่อต้านเพื่อเคลื่อนไหวต่อไป"   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us