Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน29 สิงหาคม 2548
แบงก์ชาติเล็งงัดปว.58 เอาผิดนอนแบงก์เถื่อน             
 


   
www resources

โฮมเพจ ธนาคารแห่งประเทศไทย

   
search resources

ธนาคารแห่งประเทศไทย
Banking and Finance




ธปท. เตรียมงัดกฎหมาย ปว. 58 เอาผิดกับผู้ประกอบการนอนแบงก์ 74 รายที่ยังไม่ยื่นขออนุญาตประกอบธุรกิจกับแบงก์ชาติ หลังจากหมดเขตเมื่อวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา ระบุโทษสูงสุดจำคุก 1-3 ปี พร้อมห่วงการปล่อย กู้ของบุคคลธรรมดาที่ธปท.ไม่สามารถเข้าไปควบคุมได้ ด้าน "พินิจ" สั่งตรวจใบปลิวโฆษณา เงินด่วนข้อความเลิศหรู "สคบ." รับลูกประสานผวจ.ทั่วประเทศเก็บใบปลิวตามเสาไฟฟ้า เผยมีลูกหนี้รายเดียวถือบัตรเครดิต 11 ใบ รูดจนเพลินไม่มีปัญญาจ่ายต้องหันให้รัฐช่วยแฮร์คัตดอกเบี้ยและค่าปรับ

นายพงศ์อดุล กฤษณะราช ผู้อำนวยการฝ่ายกำกับสถาบันการเงิน และตรวจสอบสถาบันเฉพาะกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ธปท.กำลังอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล เพื่อหามาตรการจัดการกับบริษัทประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล (นอนแบงก์) ที่ไม่ได้ยื่นขออนุญาตกับ ธปท. หลังจากที่เปิดให้ยื่นขออนุญาตภายใน 60 วัน ซึ่งหมดเขตไปแล้วเมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา

ทั้งนี้ มีบริษัทที่ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลที่ยื่นเรื่องเข้ามาเพียง 26 บริษัท (รายใหม่ 1 บริษัท) จากที่จดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ทั้งหมดประมาณ 100 บริษัท ส่วนที่เหลือ 74 บริษัท ยังไม่ได้มายื่นขออนุญาต หาก ธปท.มีมาตรการเข้าไป ตรวจสอบแล้วจะลงโทษตามกฎหมายของประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 58 (ปว.58) โดยมีโทษสูงสุดคือ จำคุก 1-3 ปี

โดยตามข้อกำหนดของ ธปท. ผู้ประกอบธุรกิจ สินเชื่อส่วนบุคคลรายเก่าที่ไม่ได้มายื่นขออนุญาตจดทะเบียนกับ ธปท. ภายใน 60 วันจะไม่สามารถดำเนินธุรกิจปล่อยสินเชื่อได้อีกต่อไป ดังนั้นบริษัทที่ เหลือดังกล่าวอาจละเมิด พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลของ ธปท. คือ ประกอบธุรกิจอยู่ทั้งที่ไม่มีใบอนุญาต "

ขณะนี้ ธปท.ยังไม่ได้เข้าไปตรวจสอบบริษัทที่ไม่มาจดทะเบียน ว่าสาเหตุเป็นเพราะเขารู้แต่ไม่มา ขออนุญาตหรือไม่รู้จริงๆ ตอนนี้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการ ธปท. กำลังดูอยู่ เพราะมันยากที่จะเข้าไปจัดการกับพวกนี้ ต้องมีหลักฐานที่ชัดเจนว่าเขาผิดยังไง" นายพงศ์อดุลกล่าว

นอกจากนี้ ธปท.ยังเป็นห่วงในกรณีการปล่อย กู้โดยบุคคลที่ ธปท.ไม่สามารถเข้าไปควบคุมได้ เนื่อง จากถือเป็นสิทธิส่วนบุคคล และ ธปท.จะควบคุมได้เฉพาะนิติบุคคลที่ทำธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล ทั้งนี้ นอกจากที่มาจดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ไว้ก่อนหน้านี้แล้ว เชื่อว่ายังมีอีกหลายบริษัทที่ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลโดยไม่ถูกกฎหมาย

ด้านนายสามารถ บูรณวัฒนาโชค ผู้อำนวยการ สายนโยบายความเสี่ยงและวิเคราะห์ ธปท. กล่าวย้ำว่า นอนแบงก์ที่ไม่ได้มายื่นขออนุญาตภายในกำหนดระยะเวลาของ ธปท. จะไม่สามารถประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลได้อีกต่อไป แต่ ธปท.ยังเปิดโอกาส ให้ติดต่อขออนุญาตกับ ธปท.ได้ และพร้อมที่จะพิจารณา รวมถึงผู้ประกอบการรายใหม่ที่ต้องการจะทำธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลด้วย แต่ระหว่างที่รอใบอนุญาตจะยังไม่สามารถประกอบธุรกิจได้

สำหรับธนาคารพาณิชย์นั้นไม่จำเป็นต้องมาขออนุญาตกับ ธปท.เพราะสามารถประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลได้ตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์อยู่แล้ว เพียงแต่จะต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์การควบคุมการธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล

นางธาริษา วัฒนเกส รองผู้ว่าการสายเสถียร-ภาพสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมามีทั้งผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลรายเก่า และรายใหม่เข้ามายื่นเรื่อง ซึ่งเป็นจำนวนมากพอสมควร ส่วนผู้ประกอบการรายใหม่ที่ต้องการทำธุรกิจสินเชื่อ ส่วนบุคคลก็คงจะทยอยส่งเรื่องเข้ามาเรื่อยๆ ทั้งนี้ ผู้ประกอบการธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลที่เป็นนอน-แบงก์ ได้แก่ บริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (AEONTS) แคปปิตอล โอเค จีอี แคปปิตอล อเมริกัน เอ็กซ์-เพรส และ เซทเทเลม เป็นต้น "พินิจ" สั่งตรวจใบปลิวโฆษณาเงินด่วน

นายพินิจ จารุสมบัติ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (คคบ.) กล่าวว่า ได้มอบหมายให้ผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เร่งตรวจสอบใบปลิวของธุรกิจบริการเงินด่วนต่างๆ ของบุคคล ธรรมดา เพราะอาจจะเข้าข่ายเป็นการโฆษณาลักษณะที่หลอกลวงผู้บริโภค เช่น ข้อความดอกเบี้ย ต่ำเพียง 1% ต่อเดือน, ไม่ต้องมีคนค้ำประกัน, กู้ได้ตั้งแต่ 5,000-300,000 บาทโดยไม่ยึดบัตร, ไม่มีค่าธรรมเนียมการใช้วงเงิน, อนุมัติภายใน 30 นาทีรับเงินสดทันที และเพียงมีบัตรเครดิต ธนาคารใดก็กู้วงเงินได้เต็มที่ เป็นต้น

"หากพบว่าไม่เป็นไปตามที่โฆษณาในใบปลิวหรือตั้งใจหลอกลวงจนทำให้ผู้บริโภคเดือดร้อน ก็จะให้ดำเนินการคดีตามกฎหมายทันที" นายพินิจ กล่าว

นางสุกัญญา สันทัด ผู้อำนวยการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสัญญา สคบ. กล่าวว่า สคบ. ได้ประสานงานไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ให้ดำเนินการเก็บ และห้ามปรามให้ติดใบโฆษณาของธุรกิจบริการเงินด่วนตามเสาไฟฟ้า, ตู้โทรศัพท์ และที่สาธารณะ เพราะกลัวจะทำให้ผู้บริโภคถูกหลอก เนื่องจากมีลักษณะไม่น่าเชื่อถือ และที่สำคัญเป็นการ เพิ่มจำนวนขยะในพื้นที่ด้วย

ทั้งนี้ ต้องการให้ประชาชนที่มีปัญหาการเงินควร กู้เงินจากบริษัทที่น่าเชื่อถือและถูกต้องตามกฎหมาย ดีกว่า เพราะปัจจุบันกู้ง่าย และที่สำคัญมีปัญหาเรื่อง ถูกหลอกลวงน้อยกว่าแต่หากไม่จำเป็นการใช้เงินจริงๆ หรือนำเงินไปใช้จ่ายในลักษณะฟุ่มเฟือย สคบ. ไม่อยากให้กู้เงินเพราะจะมีปัญหาเรื่องของดอกเบี้ยและค่าปรับตามมาภายหลัง เช่น ผู้บริโภครายหนึ่งมี บัตรเครดิตของธนาคารต่างๆ 11 ใบ แต่ไม่สามารถ ชำระหนี้ได้ทันก็เลยมาร้องเรียนให้เจ้าหน้าที่กองสัญญาให้เชิญบริษัทมาเจรจาไกล่เกลี่ยเพื่อขอลดดอกเบี้ย และธรรมเนียมค่าปรับลง

สำหรับประเด็นการร้องเรียนบัตรเครดิตส่วนใหญ่ เช่น ได้ยกเลิกการใช้บัตรไปแล้วแต่มีการเรียก เก็บค่าธรรมเนียม, บัตรเครดิตสูญหาย แต่มีค่าใช้จ่าย เกิดขึ้นภายหลัง,ผู้ร้องไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามใบแจ้งยอดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น, ซื้อสินค้าแต่ทางร้านที่จำหน่ายสินค้าทำรายการซ้ำ,บริษัทต่อสมาชิกบัตร แต่ผู้ร้องไม่ยินยอม,ไม่ได้รับความเป็นธรรมเกี่ยวกับเครดิตบูโร และธนาคารยึดเงินในบัญชีเงินฝาก โดย อ้างว่าเป็นการชำระหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตร เป็นต้น

รายงานข่าวจาก สคบ. กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการเงินด่วนเน้นสินเชื่อกับลูกค้าระดับล่างและระดับกลาง โดยใช้วิธีการโฆษณาในแง่ที่ดีแต่ก็ทำให้เกิดความเข้าใจผิดจำนวนมากดังนั้นจึงขอเตือน ให้ประชาชนระมัดระวังการกู้เงินด่วนให้มาก โดยเฉพาะการอ่านรายละเอียดของเงื่อนไขก่อนเซ็นสัญญา   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us