หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกกำลัง "พังทลาย"
ลงทีละน้อย ด้วยไม่อาจต้านทานพลังทำลาย
อันร้ายกาจของธรรมชาติและ
ความเจริญทางเศรษฐกิจ
ความยิ่งใหญ่ของกำแพงเมืองจีนยังไม่อาจเทียบได้กับคำร่ำลือต่างๆ นานาเกี่ยวกับตัวมันเองได้
แม้แต่เพียงข้อเท็จจริงที่ไม่เกินจริงเกี่ยวกับกำแพงเมืองจีน ก็เพียงพอแล้วที่จะสร้างความอัศจรรย์ใจให้แก่ใครก็ตามที่ได้รู้
คำกล่าวขวัญอันเกินจริงทั้งหลายเกี่ยวกับสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งนี้ เริ่มมาจากเจ้าของกำแพงฯ
เอง
ชาวจีนเรียกกำแพงเมืองจีนว่า "กำแพงหมื่นลี้" ซึ่งเกินความจริงไปมาก ถึงแม้ว่าความยาวที่แท้จริงของกำแพงเมืองจีนจะยาวถึงขนาดจากกรุง
Paris ไปถึงกรุง Karachi เมืองหลวงของปากีสถานก็ตาม ที่ว่ากำแพงเมืองจีนสร้างมาตั้งแต่
2,000 ปีก่อนก็เป็นการพูดอย่างคลุมเครือ เพราะ อันที่จริงบางส่วนของกำแพงฯ
ยังมีอายุเก่าแก่ยิ่งกว่านั้นอีกหลายร้อยปี และความจริงอีกอย่างที่คนไม่ค่อยรู้ก็คือ
กำแพงเมืองจีนหา ใช่กำแพงเดี่ยวๆ ที่สร้างขึ้นในคราวเดียวกันไม่ หากแต่ประกอบ
ขึ้นด้วยป้อมปราการนับสิบๆ แห่ง ที่ตั้งอยู่ใกล้ชิดกันมากอย่างไร้ระเบียบ
กำแพงเมืองจีนเพิ่งจะเป็นอย่างที่เราเห็นกันทุกวันนี้กล่าว คือ เชื่อมต่อเป็นแนวเดียวกันในยุคราชวงศ์หมิงนี้เอง
ซึ่งมีอายุราชวงศ์อยู่ระหว่างปี 1368-1644 คำร่ำลือเกี่ยวกับกำแพงเมืองจีนที่เคยได้ยินกันอยู่บ่อยๆ
อีกเรื่องหนึ่งก็ไม่เป็นความจริงเช่นกัน นั่นคือ เราไม่สามารถมองเห็นกำแพงเมืองจีนได้จากบนดวงจันทร์
ที่น่าเศร้าไปกว่านั้น เรากำลังจะไม่เห็นกำแพงเมืองจีนจากบนโลกด้วยเช่นกัน
เพราะขณะนี้กำแพงเมืองจีนกำลังพังทลายลงทีละน้อย ด้วยไม่อาจต้านทานพลังทำลายอันร้ายกาจของ
ธรรมชาติและกระแสพัฒนาเศรษฐกิจได้ ทะเลทราย ความเจริญเศรษฐกิจ และนักท่องเที่ยวกำลังกลืนกินประเทศจีน
ในปีนี้กองทุน World Monuments Fund ซึ่งตั้งอยู่ใน New York ได้เพิ่มเติมกำแพงเมืองจีนเข้าอยู่ในรายชื่อ
"โบราณสถานที่ใกล้สูญสลาย" (most endangered sites) ของตนเป็นครั้งแรก "ปกติแล้ว
เป็นเรื่องยากมากที่จะมีสถานที่ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ปรากฏอยู่ในรายชื่อสถานที่ที่ใกล้จะ
'สูญพันธุ์' เพราะคนทั่วไปมักไม่ค่อยเชื่อว่า สถานที่ที่โด่งดังขนาดนั้นจะตกอยู่ในสภาพที่ต้อง
การความช่วยเหลือจริงๆ" Bonnie Burnham ประธานกองทุน ดังกล่าวให้ความเห็น
แต่กำแพงเมืองจีนกำลังต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนจริงๆ ปัญหาคือ
"จะเริ่มที่ตรงไหน เพราะมันยาวมากเหลือเกิน" คือคำกล่าวของ William Lindesay
นักอนุรักษ์ชาวอังกฤษ ผู้กำลังพยายามอย่างยิ่งยวด ที่จะช่วยชีวิตกำแพงเมืองจีน
อย่างน้อยก็ในส่วนที่ยังเป็นกำแพงของแท้แต่ดั้งเดิมโดยยังไม่ได้ถูกบูรณะขึ้นใหม่
รวมไปถึงภูมิทัศน์โดยรอบกำแพงบริเวณใกล้กรุงปักกิ่ง ให้คงสภาพธรรมชาติไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
Lindesay เรียกความพยายามของตัวเองว่า "โครงการอนุรักษ์โบราณสถานที่ใหญ่ที่สุดที่ท้าทายที่สุดในโลก"
โอลิมปิก 2008 ที่จีนจะเป็นเจ้าภาพ ทำให้ประเด็นการฟื้นฟูบูรณะมรดกทางวัฒนธรรมกลายเป็นประเด็นร้อนแรงในจีนขณะนี้
จีนมุ่งมาดปรารถนาอย่างยิ่งยวดที่จะอวดความเป็นสุดยอด ของตนต่อชาวโลกในโอกาสอันงามนั้น
แต่น่าเสียดาย ที่ในความคิด ของทางการจีนกลับเห็นว่า วิธีที่จะทำให้ตนดูดีในสายตาชาวโลก
คือการรื้อทำลายสิ่งที่เป็นของแท้แต่โบราณ แล้วสร้างมันขึ้นมาใหม่ โดยคิดว่านั่นคือการบูรณะของเก่า
เกือบ 20 ปีก่อน เติ้งเสี่ยวผิง อดีตผู้นำสูงสุดของจีนผู้ล่วง ลับไปแล้ว
ได้ริเริ่มการรณรงค์ระดับชาติเพื่อฟื้นฟูบูรณะกำแพงเมืองจีน โดยมีคำขวัญว่า
"รักประเทศชาติ ร่วมบูรณะกำแพงหมื่นลี้" ในเวลานั้น 2 ใน 3 ของสัญลักษณ์ประจำชาติจีนอันยิ่งใหญ่แห่งนั้น
ได้พังทลายกลายเป็นเพียงกองดินกองอิฐไปเรียบร้อย แล้ว หลังจากยืนหยัดผ่านสงคราม
ลมฟ้าอากาศ และการสร้างความเสียหายต่อกำแพง อย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของชาวจีนมาเป็นเวลาหลายร้อยปี
โดยชาวบ้านผู้ยากไร้ได้รื้อเอาอิฐของกำแพงฯ ไป สร้างบ้านและเล้าหมู
ส่วนแรกของกำแพงที่ได้รับการบูรณะในครั้งนั้นคือบริเวณ Badaling ซึ่งอยู่ในเขตภูเขาห่างจากกรุงปักกิ่งไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราว
72 กิโลเมตร Zhang Jianxin เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานดูแลมรดกทางวัฒนธรรมของทางการจีน
ยังคงจำได้ดีถึง ภาพกำแพงเมืองจีนที่ยังบริสุทธิ์ผุดผ่องตามธรรมชาติของบริเวณ
นั้น เมื่อปี 1979 เมื่อครั้งที่เขาสำรวจรอบๆ บริเวณกำแพงฯ ด้วย การขี่จักรยาน
ซึ่งต้องใช้เวลาถึงสัปดาห์เต็มๆ และยังได้เผชิญกับ หมาป่าด้วย
แต่วันนี้บริเวณดังกล่าวได้กลายเป็นกึ่งสวนสนุกกึ่งสถานที่จัดงานเทศกาล
และกึ่งศูนย์การค้า ที่บริหารโดยบริษัทแห่งหนึ่งที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในฮ่องกงไปเสียแล้ว
พื้นที่โดยรอบกำแพงคลาคล่ำไปด้วยรถบัสท่องเที่ยว แผงขายเสื้อเชิ้ต และขาตั้งโชว์รูปถ่ายนักท่องเที่ยวกำลังขี่อูฐ
รวมทั้งรูปปั้นผู้พัน Sanders ขนาด เท่าคนจริง ที่ยืนยิ้มแฉ่งหิ้วตะกร้าใหญ่ยักษ์ที่เต็มไปด้วยไก่ทอด
KFC เดี๋ยวนี้ Zhang พยายามที่จะไม่เฉียดกรายไปแถวนั้นอีกเลย "กลิ่นอายของประวัติศาสตร์ไม่มีเหลืออีกแล้ว"
เขากล่าวอย่างอาลัย
แต่เหล่าผู้กุมอำนาจในปักกิ่งดูเหมือนจะไม่แคร์ เพราะกำแพงเมืองจีนคือตัวทำเงินเข้าประเทศ
ส่วนต่อไปของกำแพงฯ ที่ถูกบูรณะต่อจากนั้นคือส่วนที่เปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปชมได้อีกแห่งหนึ่ง
ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเมืองหลวงไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ 97 กิโลเมตรที่ Mutianyu
ที่นี่นักท่องเที่ยวสามารถนั่งกระเช้าลอยฟ้าขึ้นไปยังส่วนบนสุดของกำแพง ส่วนขาลงสามารถไถลลงมาตามทาง
ภูเขาด้วยเลื่อน จึงไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใดที่ Larry Summers อธิการบดี Harvard
University ต้องถึงกับออกปาก เมื่อครั้งที่เขาเดินทางมาเยือน กำแพงเมืองจีนส่วนที่ใกล้กรุงปักกิ่งในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาว่า
"รถโกคาร์ท สวนสนุกแบบ Disney Land ซุ้มประตูสีทอง อย่างนี้จะดีหรือ" พร้อมกับทอดถอนใจ
จะดีหรือไม่ก็ตาม แต่คลื่นความทันสมัยกำลังถาโถมเข้าซัดกำแพงเมืองจีนอย่างหนักหน่วง
และไม่แต่เฉพาะกำแพงฯ ส่วนที่ตั้งอยู่ใกล้เมืองหลวงเท่านั้น ที่สุดปลายของกำแพงเมืองจีนทางทิศตะวันออก
ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงปักกิ่งไปประมาณ 320 กิโลเมตรและจรดทะเลจนดูเหมือนกำแพงฯ
ผุดขึ้นมาจากทะเล จนคนจีนเรียกขานว่า "หัวมังกร" กำแพงฯ ส่วนนี้เหลือแต่ฐานรากของแท้เพียงบางส่วน
อกนั้นเป็นส่วนที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 หัวมังกรของจริงนั้นถูกรื้อทำลายไปด้วยน้ำมือของคณะสำรวจจากยุโรป
ตั้งแต่ปี 1900 ทุกวันนี้ บริเวณกำแพงฯ ส่วนนี้ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ Shanhaiguan
เต็มไปด้วยคนขายของที่ระลึกที่แย่งกันยื่นสินค้าพรวดมาจ่อหน้าคุณ และ พยายามตื๊อให้ถ่ายรูปในชุดฮ่องเต้โบราณหรือชุดนายพลสมัยใหม่เป็นที่ระลึก
เท่านั้นยังไม่พอ ใกล้หัวมังกรยังมีชิงช้ายักษ์ที่เรียกว่า Dragon Boat เครื่องเล่นสไตล์สวนสนุกสมัยใหม่ที่มีลีลาโล้หน้าโล้หลัง
ชนิดทำมุมตั้งฉากกับพื้นอย่างน่าเสียวไส้ในความปลอดภัยของคนนั่ง
แต่การท่องเที่ยวที่ไร้รสนิยมยังไม่ใช่ปัญหาที่หนักที่สุด ที่รุมเร้ากำแพงเมืองจีนอยู่ในขณะนี้
หากแต่เป็นความเฉยเมยของคนจีนต่างหาก ทั้งที่มาจากชาวบ้านยากไร้ที่อาศัยอยู่ใกล้ๆ
กำแพงเมืองจีน ที่ต้องการเงินในกระเป๋าของนักท่องเที่ยวมาต่อชีวิตไปวันๆ
และจากเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ยินดีเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ กับการทำผิดกฎหมายอนุรักษ์โบราณวัตถุสถาน
ซึ่งก็มีอยู่น้อยยิ่งกว่าน้อยอยู่แล้ว เพื่อแลกกับเงินสินบน
ความจริงแล้ว ส่วนใหญ่ของกำแพงเมืองจีนยังไม่ได้ถูกบูรณะ แต่ยังคงสภาพของแท้แต่ดั้งเดิมอยู่
ทั้งยังตั้งอยู่ท่ามกลางภูมิทัศน์ธรรมชาติ จึงยังคงคุณค่าทางประวัติศาสตร์เอาไว้อย่างเต็มเปี่ยม
แม้จะอยู่ในสภาพที่ชำรุดทรุดโทรม คำถามคือ สภาพอันบริสุทธิ์นี้จะรอดพ้นเงื้อมมือของกระแสการพัฒนาไปได้อีกกี่น้ำ
ทุกวันนี้ ไม่ว่านักท่องเที่ยวจะแวะพักที่จุดไหนบนกำแพงฯ ก็จะต้องพบเห็นเศษขยะเกลื่อนกลาด
ตัวหนังสือและภาพที่ขีดเขียนเลอะเทอะบนกำแพงโดยพวกมือบอน และรถม้าสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชาวบ้านยากจนเสนอเป็นบริการ
แม้แต่ส่วนของกำแพง ที่น่าชมมากที่สุดแห่งหนึ่งคือ หมู่บ้าน Huanghuacheng
ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากปักกิ่งไปทางเหนือเพียง 64 กิโลเมตร อันมีเชิงเทินเก่าแก่อายุ
500 ปีตั้งอยู่ ก็กลายเป็นที่ตั้งบูธขายน้ำอัดลม
บ่ายวันหนึ่งในฤดูร้อน ชาวบ้านพากันมาชุมนุมบนเชิงเทินแห่งนี้เพื่อจุดประทัด
การขายประทัด และดอกไม้ไฟ เป็นอาชีพที่โปรดปรานที่สุดของชาวบ้านที่นี่ เพราะเป็นวิธีดูดเงินจากนักท่องเที่ยวได้ง่ายๆ
หลังจากเสียงประทัดที่ดังจนหูแทบแตกสิ้นสุดลง ชาวบ้านก็พบว่าประกายไฟจากประทัดกระเด็นไปติดหญ้าแห้งๆ
ที่ขึ้นอยู่บนเชิงเทิน แต่พวกเขายังคงหัวเราะเฮฮาขณะช่วยกันดับไฟที่กำลังไหม้ป้อมโบราณอย่างไม่อินังขังขอบ
ครู่ต่อมา ชาวบ้านช่วยกันตั้ง "ด่านเก็บเงิน" ขึ้นมาอย่างไม่มีพิธีรีตอง
สำหรับเก็บเงินค่าเข้าชมเชิงเทินจากนักท่องเที่ยว ชายคนหนึ่งถึงกับตอกประตูเหล็กหน้าตาน่าเกลียดติดตรึงกับซุ้มโค้งของเชิงเทิน
กั้นเป็น มุมพักผ่อนส่วนตัวยามว่างจาก "งาน" เก็บเงินค่าเข้าชม
ความเสียหายที่เกิดกับกำแพงเมืองจีนบริเวณหมู่บ้าน Huanghuacheng นี้ยังนับว่าเล็กน้อย
เมื่อเทียบกับที่เกิดขึ้นกับกำแพงฯ ที่ตั้งอยู่ในแถบชนบทห่างไกลจากหูตาของปักกิ่ง
3 ปี ก่อนที่ Inner Mongolia คนงานก่อสร้างทางหลวงได้รื้อทำลายบางส่วนของเชิงเทินแห่งหนึ่งที่มีอายุเก่าแก่กว่า
2,000 ปี เจ้าหน้าที่หน่วยงานดูแลมรดกทางวัฒนธรรมประจำท้องถิ่นพยายามจะขัดขวาง
แต่ถูกยับยั้งด้วยคำสั่งจากกระทรวงคมนาคมซึ่งมีอำนาจมากกว่า และต้องยอมให้กำแพงเมืองจีนถูกทำลายเสียหาย
เพราะทางหลวงสาย 110 นี้เป็นทางหลวงที่สำคัญ มากที่เชื่อมระหว่างภาคตะวันออกของจีนกับ
Tibet
แต่กำแพงทางด้านตะวันตกกำลังเผชิญปัญหาใหญ่ ที่ทรงอำนาจอิทธิพลยิ่งไปกว่าข้าราชการในปักกิ่งเสียอีก
นั่นคือธรรมชาติ ขณะนี้บางส่วนของกำแพงเมืองจีนได้จมหายอยู่ใต้ทะเลทราย Gobi
ซึ่งกำลังขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกทีแล้ว ผืนแผ่นดินอันแห้งผากดังกล่าว กำลังแผ่ขยายกินอาณาบริเวณทางภาคเหนือของจีนอย่างกว้างขวางขึ้นตลอดเวลา
สาเหตุเนื่องมาจากการทำปศุสัตว์เกินขนาด ระดับน้ำใต้ดินลดระดับลง และการใช้ที่ดินอย่างไม่ระมัดระวังตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา
กำแพงด้านตะวันตกซึ่งเก่าแก่กว่าสมัยราชวงศ์หมิงนี้ ไม่เหมือนกับกำแพงที่สร้างในสมัยหมิงที่ใช้หินและอิฐ
โดยสร้างขึ้นจากดินซึ่งขณะนี้กำลังผุกร่อนอย่างหนัก หลังจากยืนหยัดต้านทาน
แรงลม พายุทะเลทราย และน้ำท่วมฉับพลัน มานานนับร้อยๆ ปี
ไม่มีใครมีมนต์วิเศษที่จะช่วยชีวิตกำแพงเมืองจีนได้ ปักกิ่งมีกฎหมายคุ้มครองกำแพงเมืองจีนส่วนที่อยู่ในอำนาจปกครองโดยตรงของตน
ซึ่งมีความยาวราว 640 กิโลเมตรก็จริง แต่ไม่เคยได้รับการเคารพและปฏิบัติตาม
การที่กฎหมายห้ามมิให้มีสิ่งปลูกสร้างเชิงพาณิชย์ในรัศมีครึ่งกิโลเมตรจากตัวกำแพงฯ
ไม่อาจยับยั้ง นักธุรกิจใน Huanghuacheng ไม่ให้สร้างภัตตาคาร โรงแรม และแม้กระทั่งสถานีฐานโทรศัพท์มือถือบนยอดของเชิงเทินโบราณได้
ทางการปักกิ่งแก้ไขปัญหานี้อย่างไรน่ะหรือ ร่างกฎหมายใหม่ๆ เพิ่มขึ้น
แต่มีปัญหาบางอย่างที่แม้แต่อำนาจของกฎหมายและเทคโนโลยีสมัยใหม่ก็ยังเอื้อมไปไม่ถึง
สิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งบนกำแพงเมืองจีนคือด่านแห่งหนึ่งที่สร้างด้วยดิน
มีความยาว 46 เมตรและกว้าง 3.6 เมตรตั้งอยู่ใน Yumenguan มณฑล Gansu ไม่ไกลจากสุดปลายของกำแพงทางทิศตะวันตกเท่าไรนัก
ด่านแห่งนี้บรรพบุรุษชาวจีนสร้างขึ้นด้วยภูมิปัญญาโบราณ พวกเขาทำอิฐโดยนำดินมาผสมกับฟาง
ไม้สน ไข่แดงและแป้งเปียกที่ทำจากข้าว อิฐโบราณเหล่านี้กำลังผุกร่อนไปตามกาลเวลา
โดยไม่มีลูกหลานชาวจีนคนใด ที่จะมีปัญญาซ่อมแซมมันให้กลับเป็นเหมือนเดิมได้
"เราไม่รู้วิธีทำอิฐแบบนั้นอีกแล้ว" Luo Zhewen ผู้เชี่ยวชาญเรื่องกำแพงเมืองจีนรุ่นแรกๆ
ยอมรับว่าจนด้วยเกล้า "เราไม่มีความสามารถจะผลิตอิฐที่มีคุณภาพเท่าเทียมกับของบรรพบุรุษ"
ใกล้ๆ กัน ป้อมปราการอายุ 630 ปีที่ Jiayuguan ผุดขึ้นมาจากทะเลทรายอย่างโดดเดี่ยว
ราวกับภาพลวงตากลางทะเลทราย ตัดกับความขาวโพลนของหิมะที่ปกคลุมอยู่บนเทือกเขา
Qilian ผู้รับผิดชอบการบูรณะป้อมแห่งนี้คิดว่า พวกเขาสามารถจะซ่อมแซมป้อมซึ่งกำลังผุพังให้แข็งแกร่งเหมือนเดิมได้
"พวกเขาคิดว่าซีเมนต์น่าจะใช้ได้ดีเพราะเป็นประดิษฐกรรมสมัยใหม่" ไกด์คนหนึ่งกำลังบรรยายให้นักท่องเที่ยวฟัง
"แต่ซีเมนต์หนักเกินกว่าที่โครงสร้างเดิมของป้อมจะรับไว้ได้ ดังนั้น ส่วนที่สร้างขึ้นใหม่นั้นจึงพังทลายลง"
บางทีคนแถวนั้นคงจะอายสภาพความเสียหายที่เกิดขึ้น ใครบางคนจึงได้พยายามจะบดบังมันด้วยการนำเอาไฟคริสต์มาสมาประดับไว้
แม้จะมีปัญหาอุปสรรคมากมาย แต่ Lindesay ยังหวังว่าจะสามารถช่วยชีวิตกำแพงในส่วนที่ยังเป็นของแท้แต่ดั้งเดิมไว้ได้
เขาหลงใหลในกำแพงเมืองจีนอย่างถอนตัวไม่ขึ้นมาตั้งแต่เมื่อ 15 ปีก่อน เมื่อเขาได้เดินบนกำแพงจนตลอดความยาว
4,000 กิโล เมตร ต้องผจญทั้งโรคภัยไข้เจ็บ สุนัขและชาวบ้าน เขาเรียก กำแพงเมืองจีนว่า
"พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ไร้ภัณฑารักษ์" ในฐานะประธานชมรม
"เพื่อนกำแพงเมืองจีน" เขารณรงค์เรื่องการรักษาความสะอาดและให้ความรู้เกี่ยวกับกำแพงเมืองจีนอย่างสม่ำเสมอ
ไม่นานมานี้ Lindesay เพิ่งจะทำข้อตกลงกับทางการปักกิ่งและองค์กร UNESCO
ให้ช่วยอนุรักษ์กำแพงเมืองจีนส่วนที่ยังเป็นของแท้แต่ดั้งเดิม รวมไปถึงภูมิทัศน์ใกล้กับกำแพงฯ
โดยการจัดตั้งเป็นเขตอนุรักษ์พิเศษ เขาหวังว่า ด้วยวิธีนี้จะสามารถโน้มน้าวให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นตระหนักว่า
กำแพงเมืองจีนไม่ใช่เพียงสิ่งก่อสร้างธรรมดาๆ แต่เป็นสถานที่พิเศษอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์
และต้องการการบริหารจัดการอย่างระมัดระวังและ "ทะนุถนอม"
Lindesay กำลังเล่นกับของยาก ชาวจีนส่วนใหญ่มองกำแพงเมืองจีนเป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเท่านั้น
ชาวจีนอีกเป็นจำนวนมากยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะรู้สึกกับกำแพงเมืองจีนอย่างไรดี
ด้านหนึ่งกำแพงเมืองจีนเป็นสมบัติของชาติและมรดกทางวัฒนธรรมอันน่าภาคภูมิใจ
แต่อีกด้านหนึ่ง กำแพงเมืองจีนคือสัญลักษณ์ของการกดขี่ของผู้ปกครองเผด็จการ
ชาวจีนหลายหมื่น หลายแสนคนต้องพลีชีพในระหว่างการก่อสร้างกำแพงเมืองจีน ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันการรุกรานของอนารยชน
ซึ่งปัจจุบันเป็นพลเมืองทางภาคเหนือของจีน
ชาวจีนอีกหลายคนเห็นว่า จิ๋นซีฮ่องเต้ จักรพรรดิองค์แรกของจีนผู้ทรงโปรดให้สร้างกำแพงเมืองจีน
เป็นผู้โหดร้ายทารุณ และเป็นต้นแบบของเผด็จการที่ Mao Zedong เลียนแบบ นอกจากนี้ชาวจีนยังคงไม่ลืมเพลงกล่อมเด็กที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย
ซึ่งมีเนื้อหากล่าวถึงนาง Meng Chiang สตรีในสมัยฮั่น ที่สามีตายด้วยความหิวโหยอดอยากขณะทำงานสร้างกำแพง
หลังจากที่ศพของเขาถูกฝังอยู่ใต้กำแพง นางก็ร่ำไห้จนกระทั่งกำแพงในส่วนนั้น
พังทลายลง
นักอนุรักษ์หวังว่าชาวจีนรุ่นใหม่จะสามารถเรียนรู้ที่จะรักกำแพงเมืองจีนได้ในที่สุด
ไม่ว่าจะถูกต้องหรือไม่ แต่ในสายตาของชาวตะวันตกแล้ว ไม่มีสิ่งใดในเมืองจีนที่น่าทึ่งมากเท่ากับกำแพงเมืองจีนอีกแล้ว
จีนชอบที่จะแกล้งทำเป็นว่าไม่แคร์คนต่างชาติ ก็ขนาด จิ๋นซีฮ่องเต้ยังทรงสร้างกำแพงเมืองจีนเพื่อป้องกันจีนจาก
"ชาวต่างชาติ" มาแล้ว ซึ่งก็ไม่เคยได้ผลเลยแม้แต่น้อย "ชาวต่างชาติ" ยังคงกรีธาทัพรุกรานจีนครั้งแล้วครั้งเล่า
ตั้งแต่ชนเผ่ามองโกลถึงแมนจู ต่างบุกข้ามกำแพงมาอย่างไม่แยแสสนใจราวกับไม่เคยมีกำแพงเมืองจีนตั้งอยู่
ทุกวันนี้ ผู้คนยอมบินมาไกลถึงครึ่งโลก เพียงเพื่อจะได้ ยลกำแพงเมืองจีนสักครั้งหนึ่ง
จีนจะต้าน "การรุกราน" จากคนต่างชาติครั้งนี้ได้กระนั้นหรือ ในเมื่อประวัติศาสตร์มักจะซ้ำรอยอยู่เสมอ
แปลและเรียบเรียงจาก Newsweek August 5, 2002
เสาวนีย์ พิสิฐานุสรณ์
linpeishan@excite.com