"อากู๋" รุกก้าวที่สอง คราวนี้มาแหวกแนวเปิดบริษัทเครื่องสำอาง
"ยูสตาร์" ชนเจ้าตลาดขายตรงอย่าง มิสทินและเอวอน ปีหน้าตั้งใจกวาดตัวแทนขายร่วมหมื่นคน
หวังดันยอดขายปีแรกให้ถึง 300 ล้านบาท ก่อนฝันไกล 3 ปีถึง 1 พันล้านบาท ระบุเริ่มหันมาจับตลาดเพราะกำไรดี
มีศิลปิน ช่างแต่งหน้า และสไตลิสต์ในสังกัดแกรมมี่ร่วม ถือหุ้นกว่า 100 ชีวิต
พร้อมอบรมตัวแทนขาย ซึ่งหากมีแววยังมีโอกาสแจ้งเกิดในวงการบันเทิงในเครือแกรมมี่ได้
นายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการ บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด
(มหาชน) กล่าวถึงการเปิดตลาดเครื่องสำอางยูสตาร์ ภายใต้การดำเนินการของบริษัท
ยูสตาร์ (ประเทศไทย) จำกัด ธุรกิจที่ร่วมลงทุนกับบรรดาศิลปินในค่าย เพื่อนฝูงในแวดวงแต่งหน้าและสไตลิสต์ว่า
ในชีวิตไม่เคยทำธุรกิจด้านนี้มาก่อน แต่ที่เริ่มหันมาจับธุรกิจดังกล่าวด้วย
3 เหตุผลหลักคือ กำไรดีมาก สองหากสำเร็จก็จะกลายมาเป็นโปรดักต์แห่งศตวรรษหรือเป็นโปรดักต์ที่มีความแข็งแรง
มั่นคงถึงขั้นข้ามศตวรรษ ได้เลยและท้ายสุดข้อได้เปรียบที่มีศิลปินอยู่ในมือจำนวนมาก
รวมถึงผู้ชำนาญด้านความสวยความงามอย่างสไตลิสต์ และช่างแต่งหน้าดารา นักร้องหลายสิบชีวิต
ซึ่งในปีหนึ่งๆก็ยังมีการออกเทปออกสู่ตลาดหลายร้อยชุดด้วย
"เรามีเมคอัพ อาร์ทิส ในหลายบริษัทใหญ่ๆ ซึ่งหากถึงคนกลุ่มนี้มา อยู่รวมกันก็น่าจะช่วยให้สินค้ามีความน่าสนใจมากขึ้น"
ในเบื้องต้นธุรกิจนี้ได้ร่วมกับบริษัท ไมลอทท์ แลบบอราทอรี่ จำกัด ประเทศญี่ปุ่น
ซึ่งเป็นโรงงานผลิตเครื่องสำอางของ แบรนด์ต่างประเทศที่มีชื่อเสียงหลายราย
เพื่อคิดสูตรให้เป็นการเฉพาะ แต่หลังจากนั้นก็สามารถเลือกโรงงานผลิตอื่นได้โดยอิสระ
สำหรับยูสตาร์ ประเทศไทย ปัจจุบันมีทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท มีนายไพบลูย์
ดำรงชัยธรรมถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 40% ที่เหลืออีก 60% เป็นศิลปินในสังกัด
และกลุ่มเพื่อนๆที่ให้การสนับสนุนนั่นก็คือบรรดาสไตลิสต์และช่างแต่งหน้าให้กับศิลปินในค่าย
นายไพบลูย์กล่าวว่าจากการสำรวจตลาดเครื่องสำอาง พบว่าสิ่งที่ต้องทำคือ
การเข้าไปเจาะตลาดเครื่องสำอางในรูปแบบขายตรง ที่มีมูลค่าตลาดสูงถึง 7.7
พันล้านบาท จากมูลค่าตลาดเครื่องสำอางรวม 1.5 หมื่นล้านบาท ในกลุ่มนี้มีมิสทินและเอวอนกินส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด
คือ 4 พันล้านบาท และ 1 พันล้านบาทตามลำดับ โดย มีกิฟฟารีนรั้งอันดับ 3 ด้วยมูลค่ายอดขายประมาณ
600-700 ล้านบาท
การเจาะช่องทางการตลาดในช่วงแรกกำหนดว่า จะเริ่มที่การแต่งตั้งผู้จัดการประจำเขต
60 ราย เพื่อรับสมัครพนักงานขายตรงหรือตัวแทน ขายให้ครบ 1 หมื่นรายในปีหน้า
พร้อมกับวางงบโฆษณาประมาณ 60-70 ล้านบาท ซึ่งจะเริ่มปลายเดือนตุลาคม ก่อนจะเริ่มวางจำหน่ายสินค้าในตลาด
ช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนนี้ พร้อมกับคาดว่าในปีแรกยอดขายเครื่องสำอางของยูสตาร์จะอยู่ที่
300 ล้านบาท และควรจะเพิ่มสูงถึงระดับ 1 พันล้านบาท ใน 3 ปีหากพยายามและทำตลาดอย่างเต็มที่
ก็เชื่อว่าน่าจะมีโอกาส เนื่องจากตลาดเครื่องสำอางผ่านช่องทางขายตรงมีอัตราการเติบโตถึง
10%
"งบโฆษณาช่วงแรกคงใช้ไม่เยอะมาก แต่อาจต้องมาดูอีกทีถ้ายอดขายดีขึ้นมา
ก็ค่อยมาสู้กันใหม่" สำหรับกลยุทธ์การจำหน่ายของยูสตาร์ในเบื้องต้น
จะยึดหลัก 3 ประการคือ เน้นที่คุณภาพ ดีไซน์ และความพร้อมของทีมงานที่ได้เชิญมาจากที่ต่างๆเพื่อมาอบรมพนักงานขาย
นอกจากนั้นยังมีการนำสินค้าของคู่แข่งในตลาดมาเทียบเคียง ศึกษาข้อดี ข้อบกพร่อง
เพื่อกำหนดลงไปว่าจะดำเนินธุรกิจไปอย่างไร เช่น หากเทียบกันแล้วมีคุณภาพเท่ากัน
ราคาก็จะต้องถูกกว่าคู่แข่ง ตรงกันข้ามหากคุณภาพยูสตาร์ดีกว่า ราคาของสินค้าก็จะต้องเท่ากับคู่แข่ง
"เราเน้นหนักเรื่องคุณภาพต้องดี ขายปริมาณ เยอะๆ กำไรน้อยไม่เป็นไร
แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะแข่งขาย ตัดราคา วิธีนั้นจะถือว่าไม่มีศิลปะเอาเสียเลย"
นายไพบลูย์ย้ำว่า เนื่องจากมีชีวิตคลุกคลีอยู่กับศิลปินและดารา จีเอ็มเอ็มจึงดูเสมือนกับวงการฮอลลีวูด
ซึ่งหากไม่ทำธุรกิจด้านนี้ก็คงเสียดาย เพราะสิ่งที่ทำเป็นอาชีพขายโครงกระดูกและผิวหนัง
เมื่อเป็นดังนี้จึงได้เปรียบคู่แข่งในตลาดระดับเดียวกันตรงที่ มีผู้เชี่ยวชาญด้านการแต่งหน้าจำนวนมาก
ที่มีความสามารถพร้อมจะให้การอบรมพนักงานขายหรือเซลส์เกิร์ลทั่วไป ซึ่ง การคัดเลือกพนักงานขายจะพิจารณาที่บุคลิกภาพ
การพูดจา และการแนะนำสินค้าให้กับลูกค้า วิธีนี้จึงเป็นเหมือนกับเปิดคอร์สอบรมการเป็นดาราหรือศิลปินทั่วไป
ซึ่งปกติบริษัทก็มีทีมงานเพื่ออบรมด้านนี้โดยเฉพาะอยู่แล้ว ทั้งนี้การคัดเลือกตัวแทนขายยังเจาะจงไปที่กลุ่มที่มีบุคลิกภาพดีขนาดสามารถแจ้งเกิดในแวดวงบันเทิงได้ด้วย
"ตรงนี้หากบุคลิกดีมากๆก็สามารถหาดาราไปด้วยในตัวได้เลย ซึ่งสิ่งที่เราจะตอบแทนเขาก็คือ
อาจจะเข้ามาร่วมสนุกกับกิจกรรมของเราได้ เช่นอาจจะเข้ามากินข้าวกับดาราคนโปรด
หรือไปเที่ยว ด้วยกันกับศิลปินในค่าย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องพัฒนาตัวเองให้สินค้าขายได้คล่องด้วย"
นายไพบูลย์กล่าวว่า หากเปิดตัวไปแล้วตัวแทนขายน่าจะมีมากกว่านี้ แต่ช่วงนี้อยาก
ขยาย ตลาดอย่างมั่นคง และไม่ผลีผลาม อย่างไรก็ตามยังตั้งใจเผื่อว่าหากทำตลาดจนกลายเป็นแชมป์ในตลาดเครื่องสำอางขายตรงในประเทศ
ก็คงต้องขยายไปยังต่างประเทศด้วย เช่นอาจจะเข้าไปตั้งบริษัทตัวแทนขายในต่างประเทศ
นอกจากนั้นในอนาคตจีเอ็มเอ็มยังมีแผนจะผลิตสินค้าเสื้อผ้า และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพออกจำหน่ายในตลาดในลำดับถัดไปด้วย