| |
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
เงินตราสกุลริงกิตของมาเลเซีย ซึ่งผูกตรึงไว้กับดอลลาร์สหรัฐฯมาเป็นเวลา 7 ปีแล้ว กำลังถูกกดดันมากขึ้นทุกทีให้ต้องทบทวนกันในอีกไม่นานต่อจากนี้ สืบเนื่องจากแดนเสือเหลืองเองกำลังหวั่นวิตกกันเรื่องภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ขณะเดียวกับที่แรงเก็งกำไรเรื่องค่าเงินหยวนของจีนจะปรับเพิ่มค่า ก็พลอยฟ้าพลอยฝนมาถึงเงินริงกิตด้วย
แม้กระทั่งอดีตนายกรัฐมนตรีปากตระไกร นายแพทย์มหาธีร์ โมฮาหมัด สถาปนิกผู้วางนโยบายตรึงค่าเงิน ก็ยังกำลังเรียกร้องให้ดำเนินการเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเศรษฐกิจมาเลเซียจะยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันเอาไว้ได้
นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากคาดหมายว่า ระบบตรึงค่าเงินตราแดนเสือเหลืองเอาไว้ตายตัวที่ 3.80 ริงกิตเท่ากับ 1 ดอลลาร์ ซึ่งใช้กันมาตั้งแต่เดือนกันยายน 1998 คงจะมีการทบทวนปรับเปลี่ยนกันจนได้ประมาณช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และระบบใหม่ที่มาเลเซียจะเลือกใช้น่าจะเป็นระบบตะกร้าเงิน นั่นค่าเงินริงกิตจะปรับขึ้นลงกับน้ำหนักของสกุลเงินตราต่างๆ จำนวนหนึ่ง ไม่ใช่เงินดอลลาร์เจ้าเดียวอีกแล้ว
"มีแรงกดดันให้รัฐบาลต้องทบทวนการตรึงค่าริงกิต เพราะหวั่นเกรงกันเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อที่จะถูกนำเข้ามาตามค่าเงิน" สุไฮมี ไซดี นักเศรษฐศาสตร์ค่ายแอมซีเคียวริตีส์ ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ให้ความเห็น ทั้งนี้เขาหมายถึงการที่ดอลลาร์สหรัฐฯกำลังมีค่าอ่อนตัวลง ย่อมทำให้ริงกิตพลอยอ่อนตามไปด้วย ซึ่งเท่ากับภาวะเงินเฟ้อสูงขึ้นนั่นเอง
นอกจากนั้น นักเศรษฐศาสตร์อื่นๆ ชี้ว่า แรงเก็งกำไรที่กำลังแรงจัดเหลือเกิน ว่าจีนคงจะต้องเปลี่ยนระบบตรึงค่าเงินหยวนเอาไว้กับดอลลาร์ โดยปล่อยให้เงินหยวนเพิ่มค่าขึ้น ก็พลอยเพิ่มน้ำหนักให้แก่ความเชื่อที่ว่า กัวลาลัมเปอร์คงจะต้องเดินตามปักกิ่งไปด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย
มหาธีร์ ผู้ประกาศใช้ระบบตรึงค่าริงกิต โดยถือเป็นส่วนหนึ่งในมาตรการควบคุมเงินทุนเพื่อเป็นโล่ปกป้องเศรษฐกิจของประเทศให้พ้นจากวิกฤตการเงินเอเชียในช่วงปี 1997-98 มาในระยะหลังๆ นี้ก็ได้ร่วมขบวนกับคนอื่นๆ ในการเรียกร้องให้ทบทวนระบบนี้กันใหม่ ในเมื่อค่าดอลลาร์ที่อ่อนตัวลงมากได้ทำให้สินค้านำเข้ามาเลเซียมีราคาแพงขึ้นตามลำดับ
แต่มหาธีร์ยังคงย้ำเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาว่า มูลค่าของริงกิตควรต้องตัดสินโดยรัฐบาล ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพลังตลาด ซึ่งเขาถือเป็นอิทธิพลภายนอกที่มักไม่พ้นการบงการของพวกปั่นราคาเก็งกำไรค่าเงิน
โจเซฟ ตัน นักเศรษฐศาสตร์แห่งธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด สาขาสิงคโปร์ ก็ให้ความเห็นว่าเวลาสุกงอมแล้วที่มาเลเซียจะพิจารณาทบทวนระบบตรึงค่าเงินริงกิต โดยเฉพาะในขณะนี้ฐานะทางเศรษฐกิจของแดนเสือเหลืองแข็งแกร่งเพียงพอที่จะรับมือกับผลลบซึ่งอาจเกิดขึ้นจากการปรับเปลี่ยน
นักเศรษฐศาสตร์ผู้นี้เป็นผู้หนึ่งที่บอกว่า มาเลเซียควรหันไปใช้ระบบลอยตัวแบบมีการจัดการ นั่นคือเอาค่าเงินริงกิตผูกไว้กับตระกร้าเงินซึ่งประกอบด้วยสกุลเงินตราของบรรดาคู่ค้าชั้นนำของตน
อย่างไรก็ตาม เขาเสนอแนะว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่มาเลเซียจะต้องประกาศจัดเก็บภาษีขาออกชั่วคราว เพื่อเป็นมาตรการป้องกันระบบการเงินของตน ไม่ให้มีเงินทุนทะลักถะถั่งออกไปอย่างรวดเร็วเกินไป
ตันกล่าวว่า เงินริงกิตมีค่าต่ำกว่าความเป็นจริงประมาณ 15% เมื่อเทียบกับสกุลเงินตราอื่นๆ ในภูมิภาค ดังนั้น ริงกิตจึงควรปรับค่าเพิ่มขึ้นให้อยู่ระหว่าง 3.30 - 3.50 ริงกิตต่อดอลลาร์
แตกต่างไปเล็กน้อยจากสุไฮมีแห่งแอมซีเคียวริตีส์ ซึ่งมองว่าริงกิตอ่อนตัวกว่าที่ควรจะเป็นในราว 5-10% เมื่อคำนวณตามการอ่อนค่าของดอลลาร์ ดังนั้น มูลค่าที่ปรับใหม่จึงควรจะอยู่ระหว่าง 3.42 - 3.60 ริงกิตต่อดอลลาร์
ทว่านายกรัฐมนตรีอับดุลเลาะห์ อาหมัด บาดาวี ยังคงยืนกรานว่า มาเลเซียจะคงรักษาระบบตรึงค่าเงินตายตัวกับดอลลาร์ไว้ที่ 3.80 ริงกิตต่อดอลลาร์เหมือนเดิมต่อไป เนื่องจากยังมีประโยชน์ต่อประเทศชาติ
ถึงแม้เขาจะเปิดทางถอยเอาไว้ว่า รัฐบาลจะทบทวนเรื่องนี้ ถ้าหากเงินริงกิตเทียบกับสกุลเงินตราในภูมิภาคแล้ว มีการเหวี่ยงตัวไม่ว่าจะแข็งค่าขึ้นหรืออ่อนค่าลง จนเกินระดับ 20% แล้ว
|
|
 |
|
|