ทศท.ไม่สนทีเอฟ้องอนุญาโตตุลาการเรียกเงิน 6 พันล้านถึง แม้ที่ผ่านมารัฐไม่เคยชนะเอกชน
แต่"สุธรรม มลิลา"กรรมการผู้จัดการใหญ่ ย้ำชาตินี้จะแพ้หมดทุกเรื่องก็เป็นไปไม่ได้
สั่งเจ้าหน้าที่รวบรวมข้อมูลวางกลยุทธ์สู้สุดฤทธิ์ ด้าน"ศุภชัย เจียรวนนท"
นายใหญ่ทีเอยันแค่ปกป้องสิทธิ ไม่ได้หวังตัวเงิน แต่ประเด็นหลักต้องการสะสางเรื่องค่าเชื่อมโยงโครงข่าย
หลังทศท.นิ่งเฉยและต้องการทำให้ทุกสัญญาสัมปทานสื่อสารไม่เหลื่อมล้ำเหมือนทุกวันนี้
ขณะที่สหภาพฯเล่นแรงเตรียมตอบโต้ทีเอตาต่อตาฟันต่อฟัน
นายสุธรรม มลิลา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น กล่าวภายหลังการประชุมร่วมกับบริษัท
เทเลคอมเอเซีย หรือ ทีเอ ผู้ให้บริการโทรศัพท์พื้นฐาน 2.6 ล้านเลขหมายในกรุงเทพฯ
กรณีทีเอยื่นเรื่องคณะอนุญาโตตุลาการเรียกร้องให้ทศท.จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนจากโครงข่ายประมาณ
6,000 ล้านบาทว่า ถือเป็นสิทธิของทีเอ เพราะสัญญาระบุว่า หากคู่สัญญามีประเด็นที่ไม่สามารถทำความเข้าใจหรือตกลงกันได้
ให้ใช้อนุญาโต ตุลาการในการยุติปัญหา
"ผมเพิ่งได้รับแจ้งจากอนุญา โตตุลาการเมื่อวันศุกร์(23 ส.ค.)ที่ผ่าน
มา กำลังให้ผู้เกี่ยวข้องประเมินข้อมูลดูว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
มีข้อพิจารณาร่วมกันอย่างไร เพื่อเสนอข้อมูลให้อนุญาโตตุลาการต่อไป"
นายสุธรรม กล่าว
เขากล่าวว่า การประชุมร่วมกันระหว่างทศท คอร์ปอเรชั่น กับทีเอ เพื่อหาทางออกในการขัดแย้งกันวานนี้
ไม่ใช่เพิ่งจะเกิดขึ้นแต่พูดกันมาหลายปีแต่ไม่ได้รับการตอบสนองจากทศท ทำให้ต้องยื่นเรื่องไปยังอนุญาโต
ตุลาการ ซึ่งขั้นตอนต่อไปก็เข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการซึ่งทศท ต้องกำหนดกลยุทธ์
แผนการต่างๆใน การต่อสู้ทางกฎหมายซึ่งถือเป็นเรื่องภายใน อะไรที่ทศท.สามารถยึดเป็นหลักในการต่อสู้ได้
"ไม่ต้องมาพูดเรื่องนี้กันแล้ว ต่างคนต่างเตรียม ข้อมูล ที่ผ่านมาถึงแม้รัฐจะไม่เคยชนะเอกชนเลย
แต่ชาตินี้จะให้แพ้หมดทุกเรื่องก็เป็นไปไม่ได"
ด้านนายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีเอ กล่าวว่า การเจรจาวันนี้ยังไม่มีข้อยุติอะไร
เพียงแต่ชี้แจงประเด็นที่ทีเอแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ทีเออยากให้ทศท.เห็นว่าไม่ได้มีเรื่องอะไรมากนัก
เป็นการเดินไปตามขั้นตอนของสัญญาสัมปทานเท่านั้น
บริษัท เทเลคอมเอเชีย คอร์ปอเรชั่น แจ้งตลาด หลักทรัพย์ฯเมื่อวันที่ 22
สิงหาคมที่ผ่านมาว่า ได้ยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสำนักงานอนุญาโตตุลาการ กระทรวงยุติธรรม
เป็นข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 25/2545 เพื่อเรียกร้องให้บริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น
ชำระค่าเชื่อมโยงหรือเชื่อมต่อโครงข่ายที่ ทศท. ได้รับจากและที่พึงเรียกจากผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่แต่ละรายตามสัญญาร่วมการงานและร่วมลงทุนฯ
คิดคำนวณผลประโยชน์ตอบแทนจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2545 เป็นเงินจำนวนไม่น้อยกว่า
6,034,652,795.65 บาท พร้อมกับให้ชำระดอกเบี้ยในอัตรา MLR + 1% ของเงินต้นจำนวนดังกล่าวจน
กว่าจะชำระเสร็จสิ้น และให้ชำระผลประโยชน์ตอบ แทนดังกล่าวทุกเดือนนับตั้งแต่วันที่
1 มิถุนายน 2545 เป็นต้นไป (เป็นเงินประมาณเดือนละ 700 ล้านบาท) จนกว่าจะสิ้นสุดระยะเวลาสัญญาสัมปทาน
"มีการหารือกันหลายปีแต่ข้อยุติไม่ได้ ก็ต้องเป็นไปตามครรลองของสัญญาต้องไปยุติที่อนุญาโตฯ
ซึ่งทั้งสองฝ่ายก็ต้องปกป้องผลประโยชน์ตัวเองไม่มีใครผิดใครถูก ไม่มีใครเป็นพระเอก
หรือ ผู้ร้าย" นายศุภชัย กล่าว ประเด็นหลักที่เขาเห็นว่า สำคัญกว่าตัวเงินที่เกิด
ข้อพิพาทคือ เรื่องการเชื่อมต่อโครงข่ายหรือ อินเตอร์ คอนเน็กชั่นชาร์จ ที่เห็นว่าแต่ละสัญญาสัมปทานมีความเหลื่อมล้ำกันในปัจจุบันโทรศัพท์มือถือมีจำนวนประมาณ
12 ล้านเลขหมายใหญ่กว่าโทรศัพท์พื้นฐานที่มีจำนวนประมาณ 6 ล้านเลขหมายถึงเท่าตัว
ประกอบกับอัตราค่าบริการที่ไม่สะท้อนต้นทุน ที่แท้จริงอย่างกรณีโทรศัพท์มือถือมีโปรโมชั่นนาทีละ
1 บาททั่วไทย ในขณะที่โทรศัพท์พื้นฐานต้องเสียนาทีละ 3 บาท ทำให้ปริมาณการใช้งานระหว่างเครือข่าย
จะมีการโทรจากโทรศัพท์มือถือมายังโทรศัพท์พื้นฐานมากกว่า โทรศัพท์พื้นฐานโทรไปยังโทรศัพท์มือถือทำให้เกิดความไม่เป็นธรรม
รวมทั้งอัตราค่าบริการโทรศัพท์มือถือสามารถทำโปรโมชั่นต่ำได้แค่ไหนก็ได้
แต่โทรศัพท์พื้นฐานอัตราค่าบริการต่างๆจำเป็นต้องให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติ
"เมื่อไม่มีการคิดค่าเชื่อมโยงโครงข่ายก็ทำให้ฝ่ายโทรศัพท์มือถือตั้งราคาโดยไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง
ในขณะที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์พื้นฐานต้องเป็นฝ่ายรับภาระในส่วนต่างดังกล่าว
ผ่านปริมาณการใช้งานที่เข้ามาใช้โครงข่ายจำนวนมาก ซึ่งหากไม่มีการเรียกเก็บทั้ง
2 ขาคือ ขาเข้าและขาออก ก็ไม่ เป็นธรรมกับโทรศัพท์พื้นฐาน"
เขากล่าวว่า หากทศท.เข้าใจปัญหาและสามารถ เจรจาจนได้ข้อยุติก็พร้อมที่จะถอนเรื่องออกจากอนุญาโตฯ
เพราะการเชื่อมโครงข่ายเป็นอำนาจของรัฐบาล ที่สามารถมอบหมายให้ใครก็ได้ อย่างกระทรวงคมนาคมโดยไม่ต้องรอให้มีคณะกรรม
การกำกับกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช.) สำหรับผลประโยชน์ตอบแทนที่ทีเอยื่นเสนออนุญาโต
ตุลาการก็คิดตามหลักการสากลทั้วไป โดยพิจารณาจากมูลค่าโครงข่ายตามสัดส่วนเปรียบเทียบกัน
ซึ่งในสัญญาสัมปทานมีเพียงทีเอ กับทีทีแอนด์ทีเท่านั้นที่มีสิทธิเรียกร้องค่าเชื่อมโยงโครงข่าย
"เราไม่ได้เรียกร้องอะไรมากกว่าสิทธิที่เรามี แต่สิทธิของเรากับสิทธิของทศท.เกิดมีปัญหากันก็ควรปรับหรือแก้ปัญหาให้เรียบร้อยก่อนที่จะมีการเปิดแข่งขันเสรี
แต่ถ้ารัฐบอกไม่ต้องการเปิดเสรีก็จบไม่ต้องมาคุยกันเรื่องนี"นายศุภชัยกล่าวและย้ำว่า
ไม่ว่าทีเอจะยื่นอนุญาโตตุลาการก่อนหรือหลังทศท.เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ หากจะมีผลกระทบก็ต้องเกิดขึ้นเหมือนกันเพียงแต่ยื่นตอนนี้ผลกระทบอาจรุนแรงน้อยกว่าตอนที่หุ้นทศท.อยู่ในตลาดแล้วก็ได้
ด้านนายมิตร เจริญวัลย์ ประธานสหภาพ แรงงาน บมจ.ทศท คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า
"สหภาพแรงงานฯไม่สามารถหลีกเลี่ยงการโต้ตอบได้ เพราะสหภาพฯต้องคุ้มครองผลประโยชน์ของพนักงานและองค์กร
เมื่อมีผู้ประสงค์ร้ายต่อองค์กร เราจำเป็นต้องตอบโต้ หลังจากวันนี้เป็นต้นไปต้องขอให้สมาชิก
และพนักงานทุกคนปฏิบัติกับทีเอ เหมือน ศัตรูคู่แข่งคงจะไม่มีการอะลุ่มอะล่วยกันอีก
ต่อไปนี้ต้องว่ากันด้วยกฎ ระเบียบ และ ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เช่น ในเวลากลางคืน
หรือ ยามวิกาล ห้าม บุคคลภายนอกเข้ามาในบริเวณพื้นที่ของทศท.การคิด ค่าเช่าพื้นที่
และ ค่าเช่าท่อร้อยสายต้องราคาเต็ม ไม่ ใช่ราคาเพื่อนร่วมงาน นอกจากนั้นวันดี
คืนดี สหภาพฯมีหนังสือแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ว่า กำลังพิจารณาเลิกสัญญากับทีเอ
ก็ได้"