Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน11 สิงหาคม 2548
ภัทรลดเป้าจีดีพีเหลือ3.4%แนะลงทุนตลาดหุ้น-เงินปันผลสูงกว่า44%             
 


   
www resources

โฮมเพจ บริษัทหลักทรัพย์ภัทร

   
search resources

ภัทร, บล.
Economics
Stock Exchange




บล.ภัทร มองเศรษฐกิจไทยปีนี้โตแค่ 3.4% ต่ำกว่าคาดการณ์ของแบงก์ชาติที่ระดับ 3.5-4.5% พร้อมระบุอีก 3-5 ปีข้างหน้า จีดีพีมีโอกาสโตได้ 6% ภายใต้การส่งออก นำเข้าสมดุลกันที่ 15-16% ส่วนปัญหาขาดดุลบัญชีเดินสะพัด คาดว่าปีนี้จะอยู่ที่ 3.6 พันล้าน เหรียญสหรัฐ ด้านตลาดหุ้นไทยยังน่าลงทุน เหตุผลตอบแทนด้านเงินปันผลสูงถึง 44% แต่พี/อี เรโช ต่ำเพียง 7 เท่า โดยเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มวัสดุก่อสร้าง และพลังงาน

นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ และประธานฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวถึง แนวโน้มภาวะเศรษฐกิจไทยปี 2548 ว่า ในช่วงครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยน่าจะฟื้นตัวขึ้น หลังจากที่มูลค่าการนำเข้าน้ำมันของประเทศใกล้ชะลอตัวลงเนื่องจากผ่านจุดสูงสุดมาแล้ว ขณะที่ การส่งออกน่าจะฟื้นตัวทำให้ดุลบัญชี เดินสะพัดดีขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ขยายตัวในครึ่งปีหลัง และจะส่งผล ดีต่อตลาดหุ้นให้ปรับเพิ่มขึ้นด้วย

ทั้งนี้ คาดว่าเศรษฐกิจในปีนี้น่าจะเติบโตเฉลี่ยที่ 3.4% และเพิ่มขึ้น เป็น 4% ในปี 2549 ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าการคาดการณ์ของธนาคาร แห่งประเทศไทย (ธปท.) ก่อนหน้า นี้ว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตในอัตรา 3.5-45% ขณะที่ยอดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจะอยู่ที่ประมาณ 3-4 พันล้านเหรียญสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม ในระยะเวลาอีก 3-5 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้อย่างดีที่สุดในอัตรา 5-6% โดยการเติบโตดังกล่าวต้องอยู่บนสมมติฐานที่มีการส่งออกที่โต ขยายตัว 15% มีการนำเข้าที่เติบโต 15-16% และมีการลงทุนที่เติบโต 15%

สำหรับปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศนั้น นายศุภวุฒิ กล่าวว่า ปีนี้ไทยจะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดประมาณ 2% ของจีดีพี หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 3.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ และในอนาคต 3-5 ปีข้างหน้าอาจจะ ขาดดุลมากกว่า 3-4% ของจีดีพี ซึ่ง รัฐบาลควรที่เน้นการบริหารการลงทุน ให้ดีเพราะแม้จะมีการขาดดุล 3-4% แต่ถ้าเป็นการบริหารที่มีประสิทธิภาพ ก็จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ ซึ่งในอดีต ไทยยังเคยขาดดุลถึง 5% แต่ทางการก็ยังบริหารจัดการได้

ด้านปัญหาราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น มองว่าถ้าราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นจะอยู่ที่ 64 เหรียญต่อบาร์เรล จะทำให้อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจชะลอตัวลง 0.5% ซึ่งบริษัทเชื่อว่าราคาน้ำมันในอนาคตจะยังอยู่ในระดับที่สูง เนื่องจากมีความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ จะทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนของนักลงลดลงด้วยเนื่อง จากบริษัทจดทะเบียนต้องนำรายได้ส่วนหนึ่งไปซื้อพลังงาน

ส่วนกรณีการปรับค่าเงินหยวนของจีน หลังจาก ปรับเพิ่มขึ้นไปแล้ว 2.10% ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่าในที่สุดแล้วจีนจะต้องปรับค่าเงินหยวนขึ้นไปถึง 10% และเชื่อว่าในระยะยาวจะส่งผล ทำให้ค่าเงินในภูมิภาคแข็งค่าขึ้นด้วย ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องถึงเศรษฐกิจในภูมิภาคขยายตัวได้ช้าลง เพราะการส่องออกสุทธิทำได้น้อย

"การคาดการณ์ดังกล่าว เชื่อว่าจะทำให้มีนักลงทุนเข้ามาเก็งกำไรระยะสั้นในภูมิภาคเพื่อหวังกำไร จากการเพิ่มขึ้นของค่าเงิน ซึ่งก็จะมีผลต่อการลงทุน ในตลาดหุ้นในภูมิภาคด้วย แต่ยังคาดการณ์ไม่ได้ว่าจีนจะปรับเพิ่มค่าเงินหยวนอีกครั้งในช่วงใด"
ด้านนายเอียน กิสบอร์น รองกรรมการผู้จัดการหัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.ภัทร กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยยังเป็นตลาดที่น่าสนใจ เมื่อเปรียบเทียบ กับตลาดหุ้นในแถบภูมิภาคเอเชีย เนื่องจากค่า P/E ยังต่ำเพียง 7 เท่า ขณะที่อัตราผลตอบแทนเงินปันผล ยังอยู่ในระดับที่สูงถึง 44% รวมถึงผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ประกาศออกมาในช่วงครึ่งปีแรก ส่วนใหญ่อัตราการเติบโตของกำไรยังขยายตัวทำให้ในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมานักลงทุนต่างประเทศยังเป็นผู้ซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยโดยตลอด

อย่างไรก็ดี การลงทุนในตลาดหุ้นไทยควรเลือก ลงทุนในหุ้นบางกลุ่ม โดยภัทรเพิ่มน้ำหนัก การลงทุนในหุ้นกลุ่มวัสดุก่อสร้าง พลังงาน และเกษตร ขณะเดียวกัน ได้ปรับลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่ม อสังหาริมทรัพย์ บันเทิง และขนส่ง สำหรับการลงทุนในระยะยาวแนะนำซื้อหุ้นขนาดใหญ่ เช่น ปตท. ปตท.สผ. ปูนซิเมนต์ไทย ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย แอดวานซ์ เป็นต้น

สำหรับดัชนีตลาดหุ้นไทยในปีนี้บล.ภัทรมองว่ายังน่าจะเป็นไปได้ที่ระดับ 720 จุด เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยในระยะยาวยังมีความแข็งแกร่ง แต่การเก็งกำไรในตลาดหุ้นไทยก็ยอมรับว่ายังมีอยู่   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us