Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน11 สิงหาคม 2548
ทีโอทีถกกทช.ลดค่าต๋งกระทบแผนเข้าตลาดฯ             
 


   
www resources

โฮมเพจ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)

   
search resources

สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
Telecommunications
ทีโอที, บมจ.




ทีโอทีต่อรอง กทช. ลดค่าธรรมเนียมจากที่ต้องจ่าย 5 พันล้านบาท ให้เหลือ 500 ล้านบาทแทน พ้อหากไม่ยอมลดก็ไม่ต้องเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ด้านเอไอเอส ดีแทค ประสานเสียงหลักการคิดค่าธรรมเนียม กทช.ทำให้ได้รายได้สูงเกินสมควร

นายธีรวิทย์ จารุวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที กล่าวว่าได้เข้าหารือพร้อมทั้งยื่นหนังสือกับพล.อ.ชูชาติ พรหมพระสิทธิ์ ประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เมื่อวานนี้ (10 ส.ค.) เพื่อแสดงความเห็นโต้แย้งในเรื่องค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่กทช.จะเรียกเก็บภายหลังจากที่ออกใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมให้ทีโอทีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาประกอบด้วย

1. ค่าธรรมเนียมเลขหมายโทรคมนาคม ซึ่งกทช.จะเก็บในอัตราเลขหมายละ 1 บาทต่อเดือนหรือ 12 บาทต่อปี โดยที่ปัจจุบันมีเลขหมายใช้งานอยู่ทั้งหมด 40 ล้านเลขหมาย หากทีโอทีต้องจ่ายตามอัตรากทช.จะอยู่ที่ประมาณปีละ 480 ล้านบาท ซึ่งเป็นอัตราที่สูงเกินไป ทีโอทีจึงเสนอที่จะจ่ายเลขหมายละ 50 สตางค์ต่อเดือน หรือปีละ 240 ล้านบาท พร้อมทั้งขอจ่ายเงินให้ กทช. 3 เดือนต่อครั้ง เนื่องจากเลขหมาย โทรคมนาคมมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือ

2. ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม ที่กทช.จะเก็บในอัตรา 3% ของรายได้ทีโอที ซึ่งตกลงกันที่ 6.3 หมื่นล้านบาทประกอบด้วยรายได้จากส่วนแบ่งรายได้ของบริษัทร่วมการงาน ค่าแอ็กเซ็สชาร์จและการให้บริการของทีโอที คิดเป็นเงินประมาณ 1,900 ล้านบาทต่อปี โดยที่ทีโอทีพร้อมจ่ายกทช.ประมาณ 0.5% หรือคิดเป็นเงินประมาณ 320 ล้านบาท

และ 3. ค่าธรรมเนียมในการให้บริการโทรคมนาคมโดยทั่วถึง (Universal Service Obligation หรือ USO) ที่ กทช.จะเก็บในอัตรา 4% จากรายได้ 6.3 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 2,500 ล้านบาท ทีโอทีก็ขอที่จะไม่จ่ายค่า USO ในขณะที่ทีโอทีจะขอให้กทช.พิจารณาหากลไกในอนาคตเพื่อจะจ่ายเงินให้ทีโอทีชดเชยกับการให้บริการ USO ของทีโอที เนื่องจากที่ผ่านมาทีโอทีมีหลายโครงการที่เป็นบริการ USO โดยปีที่ผ่านมาทีโอที รับภาระขาดทุนจากบริการ USO มากถึงประมาณ 1 หมื่นล้านบาท

ส่วนเรื่องที่ 4 คือค่าธรรมเนียมการใช้คลื่นความถี่ ซึ่งยังไม่ได้ข้อสรุปอัตราจากกทช. ทีโอทีจึงต้องรอตัวเลขก่อนที่จะแสดงความเห็นยอมรับหรือโต้แย้ง

เขากล่าวว่าหากนำอัตราที่กทช.จะเก็บใน 3 เรื่องมาคิดรวมกัน (480+1,900+2,500) ทีโอทีจะต้องมีภาระเพิ่มขึ้นประมาณ 5,000 ล้านบาททันที เมื่อเทียบจากปีที่ผ่านมาทีโอทีมีกำไร 11,523 ล้านบาท เท่ากับทีโอทีจะเหลือกำไรไม่ถึง 7 พันล้านบาท ซึ่งคาดว่าภาระที่เพิ่มนี้จะกระทบกับแผนการเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ของทีโอทีแน่นอน

"ค่าธรรมเนียมต่างๆ ของ กทช.กลายเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ และมีผลกับแผนการเข้าตลาดฯ ของทีโอทีไปแล้ว ซึ่งเรื่องนี้ทีโอทีได้แจ้งให้ท่านรมว.ไอซีทีและสำนักรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลังรับทราบแล้ว"

นายธีรวิทย์กล่าวว่า หากดูจากข้อเสนอของทีโอทีในการต่อรองลดค่าธรรมเนียม กทช.ก็จะมีรายได้จากด้านทีโอทีประมาณ 560 ล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมกับบริษัท กสท โทรคมนาคม ที่มีรายได้ประมาณ 2.4 หมื่นล้านบาท หากเสียค่าใบอนุญาตเท่าทีโอทีประมาณ 0.5% หรือ 120 ล้านบาท เมื่อรวมกับภาระค่า USO อีกจำนวนหนึ่ง โดยที่กสทไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเลขหมาย และหากปลายปีมีการออกใบอนุญาตใหม่ๆที่จะทำให้ กทช.มีรายได้เพิ่มเข้ามาอีก ทำให้เห็นว่า กทช.จะมีรายได้ที่น่าจะเพียงพอสำหรับการใช้จ่ายและการกำกับดูแล

"เงิน 560 ล้านบาท สำหรับทีโอทีแล้วผมเชื่อว่ามีความเหมาะสมและทีโอทีพร้อมจ่ายโดยที่ไม่มีผลกระทบกับแผนการเข้าตลาดฯ แต่ถ้าหากต้องจ่ายเกือบ 5 พันล้านบาท ผมว่าไม่ต้องเข้าตลาดฯ แล้ว"

นายสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ส่วนงานธุรกิจสื่อสารไร้สาย บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอสกล่าวว่าเอไอเอสไม่เห็นด้วยในหลักการหารายได้ของ กทช. ด้วยการคิดค่าธรรมเนียมในลักษณะเป็นเปอร์เซ็นต์ของรายได้ เพราะท้ายสุดภาระดังกล่าวจะถูกผลักไปให้ผู้บริโภค โดยเฉพาะในเรื่องค่าธรรมเนียม USO ที่เก็บถึง 4% ของรายได้ถือเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม กทช.ควรทำในลักษณะการตั้งเป็นงบประมาณว่าต้องการใช้ในแต่ละปีมากน้อยแค่ไหน เพื่อประโยชน์ ในเรื่องการประเมินผลความสำเร็จของโครงการด้วย เนื่องจากเอกชนเกือบทุกรายคงต้องการทำธุรกิจหลักมากกว่ามาให้ความสำคัญกับบริการ USO ซึ่งหาก กทช.กำหนดไว้ที่ 4% กทช.ก็จะได้เงินมหาศาล เพราะหากคิดขนาดตลาดของธุรกิจโทรคมนาคมในภาพรวมประมาณ 2 แสนล้านบาท กทช.จะมีรายได้จากค่า USO มากถึง 8 พันล้านบาท

"เมื่อมีเงินมากขนาดนี้ ภาพ กทช.จากการกำกับดูแลจะเปลี่ยนไปเป็นองค์กรแห่งการจัดซื้อเพื่อให้บริการ USO ซึ่งหากมองภาพใหญ่ การคิดค่าธรรมเนียมเป็นลักษณะเปอร์เซ็นต์จากรายได้ ก็ไม่แตกต่างจากสัญญาร่วมการงานเดิมที่ประชาชนก็จะไม่ได้อะไรที่ดีขึ้น"

ด้านนายพิทยาพล จันทนะสาโร รองประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการสายงานคอร์ปอเรต ดีแทค ตั้งข้อสังเกตว่านโยบายการคิดค่าธรรมเนียมในลักษณะเป็นเปอร์เซ็นต์จากรายได้ จะทำให้อุตสาหกรรมในภาพรวมเกิดความเสียหายมากกว่าเป็นผลดี และนโยบายการเงินของ กทช.มุ่งจะรับใช้สังคมหรือมุ่งที่จะสร้างรายได้มากกว่า เพราะค่าธรรมเนียมต่างๆที่เก็บในลักษณะเป็นส่วนแบ่งรายได้เมื่อรวมๆ กันแล้วประมาณ 10% ของรายได้ทั้งอุตสาหกรรม ที่ประมาณ 1.5-2 แสนล้านบาท เท่ากับกทช.จะมี รายได้ 1.5-2 หมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งถือว่าไม่สมเหตุสมผล   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us