Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ กันยายน 2545








 
นิตยสารผู้จัดการ กันยายน 2545
มีข้อคิดดีๆ จากหนังสือเสมอ             
 


   
search resources

Aminatta Forna




เมื่อได้อ่านบทคัดย่อของหนังสือเรื่อง "The Devil that Danced on the Water" เขียนโดย Aminatta Forna จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Harper Collins ซึ่งนำลงตีพิมพ์ในคอลัมน์แนะนำหนังสือของนิตยสาร Vogue ฉบับเดือนมิถุนายนแล้ว ในฐานะที่เป็นคนชอบอ่านหนังสือและได้ ข้อคิดจากหนังสือมากมายมาเป็นแนวทางส่วนหนึ่งสำหรับการดำเนินชีวิต จึงเห็นคุณค่าในการแปลบทคัดย่อนี้ถ่ายทอดสู่ท่านอีกต่อหนึ่ง โดยเจาะแปลเป็นช่วงๆ เพื่อให้เหมาะกับคอลัมน์นี้ที่เน้นนำเสนอเรื่องราวหลากหลายและมีความยาวไม่มากจนเกินไป

ฉันเคยอยู่ในแอฟริกาที่แตกต่างจากแอฟริกาซึ่งมีภาพลักษณ์ป่นปี้เช่นทุก วันนี้มาก ชีวิตวัยเด็กของฉันแม้จะสวยสดงดงามในหลายๆ แง่มุม แต่ก็ผ่านประสบ การณ์อันน่าสะพรึงกลัวจนจำฝังใจมาแล้ว

พ่อของฉันซึ่งเป็นนักการเมืองฝ่ายค้านถูกฝ่ายรัฐบาลของ Sierra Leone สังหารขณะฉันอายุได้ 11 ปี ในช่วงเวลาไม่กี่ปีหลังจากได้รับเอกราช กลุ่มผู้ปกครอง ที่ทำลายครอบครัวของฉันก็ฉุดดึงเอาประเทศชาติที่เพิ่งเริ่มฉายแสงแห่งอนาคตใหม่จมดิ่งลงสู่ "ยุคมืด" (Dark Ages) สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราจึงเป็นเรื่องราวของสิ่งที่เกิดขึ้นกับแอฟริกานั่นเอง

พ่อได้ทุนไปเรียนแพทย์ที่ Aberdeen ที่ซึ่งพ่อพบและแต่งงานกับแม่ซึ่งเป็นชาวสกอต จากนั้นพวกท่านก็เดินทางกลับสู่ Sierra Leone บ้านเกิดเมืองนอน ของพ่อ ที่ซึ่งพ่อได้ก้าวขึ้นสู่ฐานะผู้นำทางการเมืองระดับสูง และเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ของทศวรรษ 1960 อย่างรวดเร็ว และได้รับเลือกตั้งด้วย แต่ในท้ายที่สุดก็ลาออกในระหว่างการเคลื่อนไหว เพื่อเปลี่ยนระบอบการปกครองของประเทศให้เป็นรัฐที่มีพรรคการเมืองเดียว พ่อกลายเป็นฝ่ายค้านรัฐบาลและถูกจำคุก ชีวิตคู่ของพ่อและแม่ก็พังครืนลงด้วย ฉันจึงอยู่ในความดูแลของแม่เลี้ยง

ระหว่างรอพ่อได้รับการปล่อยตัว เราต้องอพยพออกนอกประเทศ และใช้ชีวิตในฐานะผู้ลี้ภัยอยู่ที่ Earl's Court นาน 3 ปี จากนั้นเราได้อยู่พร้อมหน้ากันที่ Sierra Leone อีกครั้ง แต่ก็เพียงไม่กี่เดือน ก่อนที่พ่อจะถูกจับอีกครั้งหนึ่ง ฉันเห็นพ่อถูกจับกุมไปต่อหน้าต่อตา และถูกตั้งข้อหาวางแผนล้มล้างรัฐบาล คราวนี้พ่อต้องโทษจำคุกอีก และในท้ายที่สุดก็ถูกแขวนคอ

พ่อเป็นคนหนึ่งของแอฟริกาที่ "หายสาบสูญไร้ร่องรอย" เพราะเราไม่มีโอกาสเห็นร่างของพ่ออีกเลย และชื่อของพ่อก็ถูกลบออกจากบันทึกเป็นทางการของประวัติศาสตร์ประเทศชาติ แต่ในจิตใจของประชาชนแล้ว พ่อยังอยู่ในความทรงจำของพวกเขาเสมอ มีอยู่ครั้งหนึ่งขณะที่ฉันอยู่ที่ Freetown ในช่วงก่อนเกิดสงครามปี 1997 เพื่อเยี่ยมสมาชิกของครอบครัว มีบริกรคนหนึ่งถลันออกจากห้องอาหารเพื่อขับไล่กลุ่มคนที่เข้ามาก่อกวนฉัน บริกรคนนั้นรู้จักว่าฉันเป็นใครได้อย่างไรฉันไม่อาจรู้ได้ แต่เขาตะโกนไล่หลังกลุ่มก่อกวนพวกนั้นว่า จะต้องละอายใจในภายหลัง

ฉันจึงเติบโตขึ้นด้วยความทรงจำขัดแย้งกันคือ พ่อถูกแขวนคอในฐานะผู้ทรยศ แต่ก็เป็นวีรบุรุษในความทรงจำของประชาชนด้วย

ทศวรรษ 1990 ขณะทำงานอาชีพสื่อสารมวลชน ฉันมีความคิดในหัวสมองตลอดเวลาว่า วันหนึ่งจะต้องเล่าเรื่องราวของพ่อออกเผยแพร่ให้ได้ เพราะก่อนจะเสียชีวิต พ่อได้เขียนบันทึก "Let history be my judge" ไว้ด้วย และสงครามปี 1997 ก็เป็นแรงผลักดันสำคัญให้ฉันลงมือเขียนในที่สุด ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเลยในเมื่อวิชาชีพนี้ทำให้ฉันต้องเขียนเรื่องต่างๆ มากมายมาแล้ว ขาดแต่เรื่องของตัวเองเท่านั้น

เมื่อเดินทางกลับถึงลอนดอน ฉันก็เขียนหนังสือได้เสร็จลุล่วงในที่สุด แต่ต้องใช้เวลานานกว่าที่คาดคิดไว้มากทีเดียว และ รู้สึกเหนื่อยอ่อนเอาจริงๆ เพื่อนคนหนึ่งถึงกับเอ่ยปากถามว่า มัน ทำให้ฉันรู้สึกโล่งขึ้นไหม ก็ต้องตอบว่าทำนองนั้นแหละ แต่มันยิ่ง ทรมานยิ่งกว่าเมื่อได้รู้ความจริงอะไรสักอย่างหนึ่งและต้องมีชีวิตอยู่กับมัน และต้องบอกมันว่าเป็นคนละเรื่องเดียวกันโดยสิ้นเชิง สำหรับตัวฉันเองแล้วเหมือนได้พานพบปีศาจมหาโหดน่าเบื่อหน่าย อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันเลยทีเดียวกับการต้องอยู่ในสภาพดังกล่าว

ที่สำคัญฉันต้องเผชิญกับความขัดแย้งทางความคิดอย่างรุนแรงระหว่างข้อเท็จจริงที่ว่า ยังมีคนอีกมากมายที่เสวยสุขอยู่ได้โดยไม่ต้องลงมือทำอะไร และมีคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่อาจ หาญลุกขึ้นมาต่อต้านการกดขี่อันน่าสะพรึงกลัว

ตอนนี้ความขัดแย้งทั้งหลายแหล่ได้มลายหายไปแล้ว ฉันต้องใช้เวลาถึง 6 เดือนกับการเรียนรู้ที่จะเพลิดเพลินกับความสุขเล็กๆ น้อยๆ อีกครั้งหนึ่ง ฉันคิดอยู่บ่อยครั้งว่า ถ้าทุกคนกล้ารับผิดชอบในสิ่งที่ทำลงไป จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้มากขนาดไหน?

ในบรรดาพรสวรรค์ทั้งหมดที่พ่อถ่ายทอดมาที่ตัวฉัน พรสวรรค์ยิ่งใหญ่ที่สุดเห็นจะเป็นการได้เป็นสักขีพยานความกล้าหาญอันน่าทึ่งของพ่อนั่นเอง

หนังสือที่ฉันต้องใช้เวลาทั้งชีวิตเขียนขึ้นมาก็สำเร็จลุล่วงลงด้วยดี และฉันเองก็เคยชินกับข้อเท็จจริงทั้งหมดเป็นอย่างดี

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us