เมื่อได้อ่านบทคัดย่อของหนังสือเรื่อง "The Devil that Danced on the Water"
เขียนโดย Aminatta Forna จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Harper Collins ซึ่งนำลงตีพิมพ์ในคอลัมน์แนะนำหนังสือของนิตยสาร
Vogue ฉบับเดือนมิถุนายนแล้ว ในฐานะที่เป็นคนชอบอ่านหนังสือและได้ ข้อคิดจากหนังสือมากมายมาเป็นแนวทางส่วนหนึ่งสำหรับการดำเนินชีวิต
จึงเห็นคุณค่าในการแปลบทคัดย่อนี้ถ่ายทอดสู่ท่านอีกต่อหนึ่ง โดยเจาะแปลเป็นช่วงๆ
เพื่อให้เหมาะกับคอลัมน์นี้ที่เน้นนำเสนอเรื่องราวหลากหลายและมีความยาวไม่มากจนเกินไป
ฉันเคยอยู่ในแอฟริกาที่แตกต่างจากแอฟริกาซึ่งมีภาพลักษณ์ป่นปี้เช่นทุก
วันนี้มาก ชีวิตวัยเด็กของฉันแม้จะสวยสดงดงามในหลายๆ แง่มุม แต่ก็ผ่านประสบ
การณ์อันน่าสะพรึงกลัวจนจำฝังใจมาแล้ว
พ่อของฉันซึ่งเป็นนักการเมืองฝ่ายค้านถูกฝ่ายรัฐบาลของ Sierra Leone สังหารขณะฉันอายุได้
11 ปี ในช่วงเวลาไม่กี่ปีหลังจากได้รับเอกราช กลุ่มผู้ปกครอง ที่ทำลายครอบครัวของฉันก็ฉุดดึงเอาประเทศชาติที่เพิ่งเริ่มฉายแสงแห่งอนาคตใหม่จมดิ่งลงสู่
"ยุคมืด" (Dark Ages) สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราจึงเป็นเรื่องราวของสิ่งที่เกิดขึ้นกับแอฟริกานั่นเอง
พ่อได้ทุนไปเรียนแพทย์ที่ Aberdeen ที่ซึ่งพ่อพบและแต่งงานกับแม่ซึ่งเป็นชาวสกอต
จากนั้นพวกท่านก็เดินทางกลับสู่ Sierra Leone บ้านเกิดเมืองนอน ของพ่อ ที่ซึ่งพ่อได้ก้าวขึ้นสู่ฐานะผู้นำทางการเมืองระดับสูง
และเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ของทศวรรษ 1960 อย่างรวดเร็ว และได้รับเลือกตั้งด้วย
แต่ในท้ายที่สุดก็ลาออกในระหว่างการเคลื่อนไหว เพื่อเปลี่ยนระบอบการปกครองของประเทศให้เป็นรัฐที่มีพรรคการเมืองเดียว
พ่อกลายเป็นฝ่ายค้านรัฐบาลและถูกจำคุก ชีวิตคู่ของพ่อและแม่ก็พังครืนลงด้วย
ฉันจึงอยู่ในความดูแลของแม่เลี้ยง
ระหว่างรอพ่อได้รับการปล่อยตัว เราต้องอพยพออกนอกประเทศ และใช้ชีวิตในฐานะผู้ลี้ภัยอยู่ที่
Earl's Court นาน 3 ปี จากนั้นเราได้อยู่พร้อมหน้ากันที่ Sierra Leone อีกครั้ง
แต่ก็เพียงไม่กี่เดือน ก่อนที่พ่อจะถูกจับอีกครั้งหนึ่ง ฉันเห็นพ่อถูกจับกุมไปต่อหน้าต่อตา
และถูกตั้งข้อหาวางแผนล้มล้างรัฐบาล คราวนี้พ่อต้องโทษจำคุกอีก และในท้ายที่สุดก็ถูกแขวนคอ
พ่อเป็นคนหนึ่งของแอฟริกาที่ "หายสาบสูญไร้ร่องรอย" เพราะเราไม่มีโอกาสเห็นร่างของพ่ออีกเลย
และชื่อของพ่อก็ถูกลบออกจากบันทึกเป็นทางการของประวัติศาสตร์ประเทศชาติ แต่ในจิตใจของประชาชนแล้ว
พ่อยังอยู่ในความทรงจำของพวกเขาเสมอ มีอยู่ครั้งหนึ่งขณะที่ฉันอยู่ที่ Freetown
ในช่วงก่อนเกิดสงครามปี 1997 เพื่อเยี่ยมสมาชิกของครอบครัว มีบริกรคนหนึ่งถลันออกจากห้องอาหารเพื่อขับไล่กลุ่มคนที่เข้ามาก่อกวนฉัน
บริกรคนนั้นรู้จักว่าฉันเป็นใครได้อย่างไรฉันไม่อาจรู้ได้ แต่เขาตะโกนไล่หลังกลุ่มก่อกวนพวกนั้นว่า
จะต้องละอายใจในภายหลัง
ฉันจึงเติบโตขึ้นด้วยความทรงจำขัดแย้งกันคือ พ่อถูกแขวนคอในฐานะผู้ทรยศ
แต่ก็เป็นวีรบุรุษในความทรงจำของประชาชนด้วย
ทศวรรษ 1990 ขณะทำงานอาชีพสื่อสารมวลชน ฉันมีความคิดในหัวสมองตลอดเวลาว่า
วันหนึ่งจะต้องเล่าเรื่องราวของพ่อออกเผยแพร่ให้ได้ เพราะก่อนจะเสียชีวิต
พ่อได้เขียนบันทึก "Let history be my judge" ไว้ด้วย และสงครามปี 1997 ก็เป็นแรงผลักดันสำคัญให้ฉันลงมือเขียนในที่สุด
ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเลยในเมื่อวิชาชีพนี้ทำให้ฉันต้องเขียนเรื่องต่างๆ มากมายมาแล้ว
ขาดแต่เรื่องของตัวเองเท่านั้น
เมื่อเดินทางกลับถึงลอนดอน ฉันก็เขียนหนังสือได้เสร็จลุล่วงในที่สุด แต่ต้องใช้เวลานานกว่าที่คาดคิดไว้มากทีเดียว
และ รู้สึกเหนื่อยอ่อนเอาจริงๆ เพื่อนคนหนึ่งถึงกับเอ่ยปากถามว่า มัน ทำให้ฉันรู้สึกโล่งขึ้นไหม
ก็ต้องตอบว่าทำนองนั้นแหละ แต่มันยิ่ง ทรมานยิ่งกว่าเมื่อได้รู้ความจริงอะไรสักอย่างหนึ่งและต้องมีชีวิตอยู่กับมัน
และต้องบอกมันว่าเป็นคนละเรื่องเดียวกันโดยสิ้นเชิง สำหรับตัวฉันเองแล้วเหมือนได้พานพบปีศาจมหาโหดน่าเบื่อหน่าย
อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันเลยทีเดียวกับการต้องอยู่ในสภาพดังกล่าว
ที่สำคัญฉันต้องเผชิญกับความขัดแย้งทางความคิดอย่างรุนแรงระหว่างข้อเท็จจริงที่ว่า
ยังมีคนอีกมากมายที่เสวยสุขอยู่ได้โดยไม่ต้องลงมือทำอะไร และมีคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่อาจ
หาญลุกขึ้นมาต่อต้านการกดขี่อันน่าสะพรึงกลัว
ตอนนี้ความขัดแย้งทั้งหลายแหล่ได้มลายหายไปแล้ว ฉันต้องใช้เวลาถึง 6 เดือนกับการเรียนรู้ที่จะเพลิดเพลินกับความสุขเล็กๆ
น้อยๆ อีกครั้งหนึ่ง ฉันคิดอยู่บ่อยครั้งว่า ถ้าทุกคนกล้ารับผิดชอบในสิ่งที่ทำลงไป
จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้มากขนาดไหน?
ในบรรดาพรสวรรค์ทั้งหมดที่พ่อถ่ายทอดมาที่ตัวฉัน พรสวรรค์ยิ่งใหญ่ที่สุดเห็นจะเป็นการได้เป็นสักขีพยานความกล้าหาญอันน่าทึ่งของพ่อนั่นเอง
หนังสือที่ฉันต้องใช้เวลาทั้งชีวิตเขียนขึ้นมาก็สำเร็จลุล่วงลงด้วยดี และฉันเองก็เคยชินกับข้อเท็จจริงทั้งหมดเป็นอย่างดี