|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
กลุ่มธุรกิจกระดาษและบรรจุภัณฑ์ในเครือปูนใหญ่พร้อมรุกตลาดในอาเซียน เล็งร่วมทุนหรือควบกิจการธุรกิจกระดาษในประเทศมาเลเซีย เวียดนามและฟิลิปปินส์ เนื่องจากเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่พอควร ลั่นเตรียมจ่อคิวขยับขึ้นราคากระดาษหลังเจอพิษน้ำมันพุ่ง แต่ยังไม่ขึ้นราคาช่วงนี้
นายเชาวลิต เอกบุตร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เยื่อกระดาษสยาม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมกระดาษและบรรจุภัณฑ์ในภูมิภาคนี้มีการเติบโตในอัตราที่สูง จึงเป็นโอกาสที่ดีของเครือซิเมนต์ไทยที่จะมองลู่ทางการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะประเทศมาเลเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ เนื่องจากเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจและตลาดใหญ่พอสมควร
"รูปแบบการลงทุนในธุรกิจนี้ของเครือจะเน้นเข้าไปร่วมลงทุนหรือควบรวมกิจการ เพื่อไม่ให้เกิดสภาพการแข่งขันที่แย่ลงไปกว่าเดิม เนื่องจากปัจจุบันประเทศดังกล่าวมีกำลังการผลิตกระดาษเกินความต้องการอยู่แล้ว สำหรับวงเงินที่จะใช้ในการลงทุนนั้นไม่มีลิมิต ขึ้นอยู่กับโอกาสลงทุน เพราะปูนซิเมนต์มีศักยภาพในการลงทุนมากพอ ส่วนสัดส่วนการถือหุ้นจะต้องเกิน 50% เพื่อที่จะมีอำนาจในการบริหารงานได้"
นายเชาวลิตกล่าวว่า บริษัทอยู่ระหว่างพิจารณาที่จะลงทุนตั้งโรงงานผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ รวมไปถึงกระดาษพิมพ์เขียนที่เวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศที่น่าสนใจ มีการเติบโตทางเศรษฐกิจดีแต่การใช้กระดาษน้อย และที่ผ่านมา ทางปูนซิเมนต์ไทยมีส่วนแบ่งตลาดธุรกิจกระดาษในเวียดนามเป็นอันดับ 1 โดยส่งไปจำหน่ายที่เวียดนาม คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 13-14% จากปริมาณความต้องการใช้กระดาษรวม 4 แสนตัน คาดว่าจะเป็นการสร้างโรงงานใหม่ เนื่องจากเครื่องจักรผลิตกระดาษของเวียดนามค่อนข้างล้าสมัย
นอกจากนี้ ทางปูนซิเมนต์ไทยก็ส่งออกกระดาษคราฟท์ไปมาเลเซียคิดเป็นมาร์เกตแชร์ 5% ของมูลค่าตลาด 7-8 แสนตันต่อปี ซึ่งถือว่ามาเลเซียมีขนาดตลาดค่อนข้างใหญ่ และการพัฒนาตลาดเป็นไปด้วยดี ซึ่งเราก็สนใจที่จะไปลงทุนผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ ส่วนที่ฟิลิปปินส์ ได้ลงทุนในโครงการผลิตกระดาษคราฟท์ขนาด 2 แสนตันมาแล้วหลายปี โดยโรงงานดังกล่าวเดินเครื่องผลิตเต็มที่ ซึ่งขณะนี้บริษัทฯ อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะลงทุนขยายโรงงานหรือจะควบรวมกิจการกับผู้ผลิตกระดาษคราฟท์รายอื่นๆ ในฟิลิปปินส์ ภายหลังจากโรงงานดังกล่าวคาดว่าจะเริ่มมีกำไรจากการดำเนินงานในปีหน้า
สำหรับวัตถุดิบคือเยื่อกระดาษ ทางเครือกำลังพิจารณาที่จะเข้าไปลงทุนเช่นกัน โดยมองประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย เพื่อนำไปใช้ในโรงงานกระดาษของเครือในต่างประเทศ
ส่วนการลงทุนในประเทศไทย ล่าสุดได้ลงทุนสร้างโรงงานผลิตกระดาษเพิ่มขึ้นอีก 3 โรง คือ โรงงานผลิตกล่อง 2 โรงงานและที่เหลือเป็นโรงงานกระดาษบรรจุภัณฑ์ ใช้เงินลงทุนเกือบ 3 พันล้านบาท หลังจากโรงงานผลิตกระดาษของเครือเดินเครื่องจักรเต็มที่มาเป็นเวลา 2-3 ปี และแนวโน้มการส่งออกของไทยที่ขยายตัวดีขึ้นทำให้ความตอ้งการใช้กระดาษบรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้นตาม
นายเชาวลิตกล่าวอีกว่า จากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตกระดาษของเครือเพิ่มสูงขึ้นพอสมควร โดยเฉพาะค่าขนส่ง แต่เนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรงทำให้การปรับราคากระดาษทำได้ยาก ซึ่งราคากระดาษได้ทรงตัวมาเป็นระยะเวลานาน 3 ปีแล้ว อย่างไรก็ตาม หากราคาเชื้อเพลิงมีการปรับขึ้นมากกว่านี้ ทางเครือก็คงจะต้องมีการปรับขึ้นราคากระดาษในอนาคต แต่ขณะนี้จะประคองราคาขายไว้ระยะหนึ่งก่อน
ปัจจุบันราคากระดาษคราฟท์อยู่ที่ตันละ 1.8 หมื่นบาท และกระดาษพิมพ์เขียนราคาตันละ 3.5 หมื่นบาท ซึ่งราคากระดาษพิมพ์เขียนในภูมิภาคนี้ได้ปรับขึ้นไปใกล้เคียงภูมิภาคอื่นๆ ของโลก
|
|
 |
|
|